100 สิ่งดีดี “ที่ควรมีตลอดชีวิต”

( 1 ) เอาใจเขามาใส่ใจเรา
( 2 ) เชื่อมั่นตัวเอง
( 3 ) อย่ามองคนที่หน้าตา
( 4 ) กล้าคิด พูด และทำ
( 5 ) เมื่อมีเรื่องจงหมั่นปรึกษาผู้อื่น
( 6 ) และจงเป็นที่ปรึกษาให้ผู้อื่นด้วย
( 7 ) อย่าโกหกกับเรื่องที่คุณคิดว่าผิด
( 8 ) ไว้ใจบุคคลที่สมควรไว้ใจ
( 9 ) เปิดใจให้กว้าง
( 10 ) มองการณ์ไกล
( 11 ) วางแผนอนาคต
( 12 ) อย่าโทษตัวเอง
( 13 ) มีความรับผิดชอบ
( 14 ) ตอบแทนเมื่อได้รับ
( 15 ) ให้ในสิ่งที่ผู้อื่นอยากได้หรือไม่มี
( 16 ) อย่าใช้อารมณ์ แต่จงใช้ความคิด
( 17 ) คิดถึงส่วนรวมให้มาก
( 18 ) ดูแลตัวเองให้เป็น
( 19 ) รู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี
( 20 ) อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า
( 21 ) อย่ารู้ค่าสิ่งที่อยู่กับเราต่อเมื่อเราสูญเสียมันไปแล้ว
( 22 ) จงรู้ตัวอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังทำอะไร
( 23 ) ที่ทำอยู่มีผลดี / เสีย มีประโยชน์ / ไร้ประโยชน์
( 24 ) อย่าวัวหายแล้วล้อมคอก
( 25 ) ให้อภัยแก่ตนเอง และ ผู้อื่น
( 26 ) อย่าเก็บอดีตมาทำร้ายตัวเอง แต่จงหัดที่จะเรียนรู้จากมัน
( 27 ) คนไม่ผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไร
( 28 ) ได้หน้าอย่าลืมหลัง
( 29 ) คุณไม่ใช่พระเจ้า อย่าคิดซ่อมความรู้สึกที่เสียไปแล้ว แต่จงวางแผนที่จะดูแลไม่ให้มันเสีย
( 30 ) อย่าอ่านข้อความที่มีประโยชน์ผ่านๆ
( 31 ) อ่านแล้วคิด คิดแล้วทำ หมั่นพัฒนาตนเอง
( 32 ) รู้จักแบ่งเวลาและหน้าที่
( 33 ) ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมบ้าง
( 34 ) อย่าเห็นแก่ตัว
( 35 ) อย่ารอคอยในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
( 36 ) อย่ากลัวในสิ่งที่ตนสามารถสู้ หรือ เปลี่ยนแปลงมันได้
( 37 ) กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ หัดเติมให้คนอื่น แล้วเขาจะกลับมาเติมให้คุณเอง
( 38 ) เพื่อนไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันก็คุยกันได้
( 39 ) อย่าคิดว่าเขาไม่โทรมา ถ้าคุณก็ไม่เคยโทรหาเขาเช่นกัน
( 40 ) จงเป็นฝ่ายให้มากกว่าฝ่ายรับ
( 41 ) ดูแลบิดา มารดาให้ดี คุณมีโอกาสรีบทำซะก่อนจะไม่มี
( 42 ) อย่าเสียใจกับสิ่งที่เลวร้ายหรือสูญเสียไปแล้ว
มันไม่กลับมาแต่คุณสามารถทำมันใหม่หรือเรียนรู้จากมันได้
( 43 ) คำพูดเมื่อพูดออกไปแล้ว ไม่สามารถเรียกกลับได้
( 44 ) อย่าทุ่มเทกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์
( 45 ) คำพูดให้กำลังใจคนได้ ปลอบใจได้ ยุให้ทะเลาะกันได้
ทำให้เสียความรู้สึกได้ จงรู้ที่จะพูด
( 46 ) ชีวิตไม่ใช่เกม พลาดแล้วเริ่มใหม่หรือกดโหลดได้
( 47 ) หาจุดหมายให้กับชีวิต
( 48 ) เครียดได้ แต่เครียดให้เป็น
( 49 ) ถ้างง เขียนหนังสือได้แต่เขียนให้เป็นภาษา
( 50 ) วันๆหนึ่งคุณทำอะไรไปบ้างที่ไม่ใช่กิน นอน เล่น
( 51 ) ไม่มีหมอคนไหนรอให้คนไข้จะตายแล้วค่อยช่วยหรอกนะ
( 52 ) เพื่อนคุณก็เช่นกันอย่าปล่อยให้เขา เครียดจนจะตายแล้วถึงไปถามหรือดูแล
( 53 ) ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร ให้มันพักผ่อนซะบ้าง
( 54 ) คุณซื้อนาฬิกาได้..แต่คุณซื้อเวลาไม่ได้
( 55 ) ตอนนี้มีใครคอยคุณอยู่รึเปล่า ? ถ้ามีกลับไปหาซะ
( 56 ) ตอนนี้คุณคอยใครอยู่รึเปล่า ? จะคอยอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ? ทำอะไรซะบ้าง
( 57 ) อย่ากล่าวคำว่าขอโทษบ่อย มีอะไรดีๆตั้งหลาย
อย่างที่ทำแล้วไม่ต้องตามขอโทษ
( 58 ) ตอนคุณลำบากคุณคิดถึงใคร ? คุณอยากให้ใครช่วยเหลือ ?
( 59 ) ตอนนี้คุณสบายอยู่ ? แล้วคนที่คุณเคยขอ ความช่วยเหลือล่ะ ? หมดประโยชน์ ?
( 60 ) ไม่ใช่ ? แล้วไง ?? ต้องให้บอกต่อมั้ย
( 61 ) ทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีความสุข แต่อย่าบนทุกข์ของผู้อื่น
( 62 ) ตอนที่คุณกำลังอ่านประโยคนี้ จงรู้ไว้ซะว่าคุณเป็นมนุษย์ และยังมีชีวิตอยู่
( 63 ) ใครเป็นคนทำให้คุณมีชีวิต ? ตอบแทนเขาบ้างหรือยัง ?
( 64 ) ไม่ต้องรอให้ถึงวันพิเศษใดๆ แค่เข้าไปบอกว่ารักเขาก็เพียงพอแล้ว
( 65 ) อย่ารอให้ถึงวันเกิดเพื่อน ถึงจะได้คุยกันหรือให้ของขวัญกัน
( 66 ) ไม่มีกฎหมายใดห้ามให้ของขวัญในวันธรรมดา
( 67 ) ถ้าเป็นคุณอยู่ดีๆมีเพื่อนเอาขนมมาให้ คุณจะรู้สึกดีไหม ? หรือว่าดูที่ราคาขนม ?
( 68 ) เหล้าทำให้คุณลืมได้ตอนเมาแอ๋ แต่เพื่อนแท้ทำให้คุณลืมเรื่องร้ายๆได้ตลอดชีวิต
( 69 ) อย่าคิดว่าตนเองไม่มีเพื่อนหรือไม่มีใคร อย่างน้อยๆถ้าคุณได้อ่านข้อความนี้
จงรู้ไว้ว่าคุณยังมีผู้เขียนอีกคน
( 70 ) อย่าคิดว่าตนเป็นคนที่โชคร้ายที่สุด และอย่าคิดว่าตนเองเป็นคนที่โชคดีที่สุด
( 71 ) อย่าพูดคำว่าไม่มาเป็นเราไม่รู้หรอก ถ้าคุณก็ไม่รู้เรื่องของเขาเช่นกัน
( 72 ) เหนื่อยแล้วพักซะเถอะ อย่าฝืนอ่านต่อเลย คนเขียนดีใจมากแล้วที่คุณอ่านถึงตรงนี้
( 73 ) อย่าคิดว่าคนดีไม่มีในสังคม เพราะคุณก็เป็นคนเพียงแต่คุณยังไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง
( 74 ) ปริศนาในเกมคุณแก้ได้ แล้วทำไมปริศนาในชีวิตคุณแก้ไม่ได้ ในเมื่อบทสรุปก็อยู่ในตัวคุณ ?
( 75 ) คุณมองเพชรมองที่ความงามภายใน หรือป้ายราคาข้างนอก ?
( 76 ) ถ้าคุณกินอาหารเหลือ ลองนึกถึงเด็กที่ไม่มีอันจะกิน
( 77 ) มีเรื่องราวอีกมากมาย ที่ไม่ได้เขียนอยู่ในหนังสือลองค้นคว้าดูจะรู้
( 78 ) ลูกธนูที่ถูกปล่อยออกจากหน้าไม้ อันตรายน้อยกว่าหอกที่แทงมาจากข้างหลัง
( 79 ) การถูกหักหลังเป็นสิ่งที่เจ็บปวด อย่าให้มันเกิด
( 80 ) ทำยังไง ?? ต้องขโมยขึ้นบ้านก่อนถึงไปดูแลรั้วบ้านใช่มั้ย ??
( 81 ) ทำใจกับสิ่งต่างๆล่วงหน้าไว้บ้างก็ดี
( 82 ) จะยกตัวอย่างให้ สมมุติคนที่คุณรักจากไปตอนนี้ คุณคิดว่าคุณทำอะไรให้เขาบ้างหรือยัง ??
( 83 ) อย่าตอบว่าทำยังไงก็ตอบแทนไม่หมด ขอถามว่าทำรึยัง ? ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ?
( 84 ) คุณทำใจได้แล้วหรือถ้ามันเกิดอะไรขึ้น ? คุณไปร้องไห้ข้างโลงศพ ยังไงเขาก็ไม่ฟื้นหรือได้ยินหรอกนะ ?
( 85 ) ตัวคุณมีคุณค่าอยู่แล้ว อยู่ที่คุณรู้จักดึงมันออกมาใช้ได้รึเปล่า ??
( 86 ) หัดคุยกับตัวเองซะบ้าง แล้วจะรู้ว่ามีอะไรอีกมากที่คุณไม่รู้ ?
( 87 ) ร่างกายใช้มากี่ปีแล้ว เคยดูแลมันบ้างรึเปล่า ? หรือเอาไว้เพื่อให้วิญญาณมีที่สิงสถิตย์
( 88 ) การใส่เสื้อสวยๆ ไม่ช่วยให้ร่างกายดีขึ้นหรอกนะ ที่ดีขึ้นคือบุคลิกต่างหาก
( 89 ) หาความสุขของตัวเองให้เจอ หัดมีความสุขซะบ้าง อดีตเราลืมไม่ได้แต่เลิกคิดได้
( 90 ) ลองทำอะไรบ้าๆดูบ้างก็ดี อย่ายึดติดกับอะไรนักเลย
( 91 ) ผู้เขียนไม่ใช่คนรู้อะไรมากมาย ไม่ได้มาโชว์ว่าตัวเองอวดรู้ แต่อยากให้คุณได้รู้อะไรไว้บ้างก็ดี
( 92 ) สิ่งที่คุณปล่อยผ่านๆไปในชีวิต หรือ เรื่องที่คุณเห็นว่าไม่สำคัญ กลับมาดูแลตรงนั้นบ้างก็ดี
( 93 ) อย่าไว้ใจใครเกินไป ไม่ได้สอนให้ระแวงไม่ไว้ใจใคร แต่ระวังไว้บ้างก็ดี
( 94 ) อย่าตามเพื่อนนัก กินเหล้ากิน เล่นไพ่เล่น เที่ยวหญิงเที่ยว
( 95 ) ยาเสพย์ติดทุกชนิด อย่าคิดจะลองเด็ดขาด
( 96 ) อย่าทำตามเพราะเพื่อนทำกันหมด ร่างกายเขากะร่างกายเราคนละร่างกายกัน แน่นอนจิตใจก็เหมือนกัน
( 97 ) ผู้ชายยังไงก็คือผู้ชาย ผู้หญิงก็คือผู้หญิง
( 98 ) บางครั้งการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
( 99 ) ไม่มีมิตรถาวร และ ศัตรูที่แท้จริง
( 100 ) จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อตัวเราเอง คนที่เรารัก และคนที่อยู่รอบกายเรา
 
ปล. ก๊อปไมค์มาจากเน็ตค่ะ เห็นว่าน่าสนใจดี
เราไม่ได้ก๊อปปี้น๊า…ห้ามดราม่า ฮ่าฮ่า^ ^
Advertisements

สุด..สุด..ที่สุดของที่สุด…

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง
เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม)
หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย…… ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ
อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…..
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น …… จากนี้ไป …… ขอให้พวกเรา
อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ …… โอกาสที่พิเศษสุด…… แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ….. อยาก …
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น …….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า ……. สักวันหนึ่ง …….. ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…

เปลี่ยน(Change)

 “ไม่เคยมีความแน่นอนในความรัก” คำพูดนี้ยังเป็นคำพูดอมตะเสมอ ตราบใดที่โลกยังหมุนให้ชีวิตของคนเรา ไปพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมายอยู่ทุกวัน ความเปลี่ยนแปลงก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่ธรรมชาติมอบไว้ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้พบเจอ โดยเฉพาะมนุษย์ที่เราเชื่อกันว่า เป็นสัตว์ที่ไวต่อความรู้สึกมากที่สุด ทุกนาทีที่โลกหมุนไปกระทบกับอะไรก็ตาม มนุษย์จึงง่ายที่จะรู้สึกและสัมผัสได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์จึงง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุดเช่นกัน


          ในความเป็นคนรักที่เคยรักใคร่กันมานาน วันคืนที่ได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันมานั้น ย่อมทำให้รู้จักกันอย่างลึกซึ้ง รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่เป็นสิ่งเข้าใจยาก แต่ก็สามารถรับรู้และเข้าใจได้ด้วย Sense ของการเป็นคนใกล้ชิด ทุกอย่างย่อมสื่อถึงกันได้ จึงเป็นเรื่องยากที่ใครสักคนจะปกปิดความรู้สึก หรือเก็บงำอะไรบางอย่างให้อยู่ในใจเพียงอย่างเดียว

          เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนไป อีกฝ่ายจึงสามารถรับรู้ได้ สัมผัสได้ก่อนใคร อาจไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทุก ๆ คนจะสามารถรับรู้ได้ด้วยใจ สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก บางครั้งคำตอบหรือข้อสรุปว่าความรักไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็ไม่ต้องรอคำยืนยันจากใคร เพราะ Sense ของความรัก จะช่วยเราหาคำตอบ

          การรับรู้ว่า…มีใครบางคนได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่เรื่องยาก เพราะความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ ที่สามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึกจริง ๆ เพียงแตเราต้องรู้จักสังเกต และอย่าละเลย กับความผิดปกติบางอย่างที่เราอาจจะคิดว่าเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เล็กน้อย อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ ที่เราไม่อาจรู้ก็ได้

          ดวงตาที่มองกันและกันมีความว่างเปล่าและห่างเหิน มือที่จับกันอยู่เหมือนจะไม่อุ่นอีกต่อไป หากสังเกตดูดี ๆ จะทำให้เรารู้สึกได้ทั้งนั้น คำพูดจาที่ไม่เหมือนเคย จับได้ว่าเป็นคำโกหกแทบจะทั้งนั้น หลายครั้งที่ถูกละเลย บ่อยครั้งที่ถูกลืม ความผิดเล็กน้อยกลายเป็นความผิดใหญ่โต ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ ดูเหมือนจะผิดไปหมด รู้สึกเหมือนตัวเราเกะกะ เป็นภาระในชีวิตเขา นั่นแหละที่เป็นความเปลี่ยนแปลง ที่อาจจับต้องไม่ได้แต่ต้องรู้ด้วยใจ 

         เพราะคนบางคน…เมื่อถึงเวลาที่หัวใจตัวเองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ไม่เคยกล้าที่จะยอมรับ ยังกล้ายืนยันได้เต็มปากเต็มคำว่าเหมือนเดิม…เหมือนเดิมอย่างนั้น อย่างนี้ ทั้งที่การกระทำมันสวนทางกับคำพูด นั่นอาจเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะเลิกรากับเรา เพราะยังเห็นมีประโยชน์อยู่บ้างนิดหน่อย หรือกลัวว่าจะกลายเป็นคนผิด ที่เป็นฝ่ายทิ้งเราก่อน  

          หากเราจะต้องคอยถามว่า “ยังรักเราอยู่ไหม” จะไม่มีทางได้คำตอบที่แท้จริงหรอก สิ่งที่เราจะได้ จะมีเพียงคำโกหกที่พันธนาการเราเอาไว้ ไม่ให้เราตัดสินใจอะไรได้แค่นั้นเอง เพราะบางคำถามเราอาจจะถามได้ แต่ต้องตอบคำถามนั้นด้วยตัวเอง 

          การยอมรับ…เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการรับรู้ เพราะหลายครั้งที่เรารู้ แต่เราก็ไม่อาจจะยอมรับได้ เพราะความรักที่เรามีให้กับเขานั้นมากมาย เราจึงหาเหตุผลมากมายมาเข้าข้างเขา หรือปลอบใจตัวเอง หรือไม่ก็มาแก้ต่างให้เขาอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างจึงกลายเป็นความคาราคาซัง ยืดเยื้อ ไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน เราก็จะต้องใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ตรงนั้น หลอกตัวเองว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม

          แต่อย่าลืมว่า…เขาหลอกเราว่ารักได้ เราหลอกคนอื่นว่าเขารักได้ แต่เราหลอกตัวเองว่าเขารักไม่ได้ จะมีประโยช์อะไรที่มีความสุขอยู่บนความฝัน ที่เราสร้างขึ้นมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อตื่นขึ้นมา ความฝันก็จะอันตรธานหายไป เหลือทิ้งไว้แค่ความจริง ที่ยังคงต้องเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ยอมรับและเชื่อเถอะว่า หลาย ๆ อย่างที่ดูเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ ดวงตา หรือรอยยิ้ม ล้วนเกิดมาจากสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไป นั่นคือ…หัวใจที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว

พักกอง~

“จงคล้องอดีตของตนเดินไปกับปัจจุบันด้วยเหตุผลและความเข้าใจ

มองอดีตให้กระจ่างใส  อดีตไม่หวนคืนมาไม่ว่าจะใช้เครื่องมือวิเศษใดๆ

แต่อดีตก็ไม่หายไปไหน แค่เพียงอยู่ในความทรงจำของเรา

อดีตไม่ทำร้ายเราเลย ถ้านำมาใช้ให้เป็นและเห็นให้ทั่ว อย่าเห็นแค่อารมณ์

อย่ามัวแต่เข้าข้างตนเอง  แต่ควรมองเข้าไปในความเป็นจริง คิดถึงอดีตอย่างไตร่ตรอง

มองปัจจุบันด้วยความแน่วแน่  พร้อมที่จะแก้ไขเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่าง

ไม่ประมาท มองชีวิตอย่าง  สร้างสรรค์ ทุกวัน เวลาและนาที  เราจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง”

นกฝากเอาไว้..ทุกคน

Bye Bye (^ ^)_v

จุดยืนแห่งชีวิต( Life Position)

จุดยืนหรือทัศนชีวิต หมายถึง ความรู้สึกหรือจิตใจของบุคคลมีทั้งดีและไม่ดีที่มีต่อตนเอง และผู้อื่น ซึ่งได้รับมาจาก ประสบการณ์รอบตัวในวัยเด็ก  แฮริส (Harris) เชื่อว่าเด็กได้บันทึกภาวะนี้เมื่ออายุ  2  ขวบ  และยึดถือเป็นทัศนะประจำตัวของเขาไปตลอดชีวิต  จุดยืนแห่งชีวิตมี 4 แบบคือ

  • ฉันดี-คุณดี ( I’m OK -You’re OK)
  • ฉันดี-คุณด้อย ( I’m OK -You’re not OK)
  • ฉันด้อย-คุณดี ( I’m not OK -You’re OK)
  • ฉันด้อย-คุณด้อย ( I ‘m not  OK -You’re not OK)

ฉันดี-คุณดี ( I’m OK -You’re OK)

          เป็นจุดยืนของผู้ชนะ (Winner) หมายถึง การพูดหรือแสดงออกมาครั้งใด   จะทำให้ผู้อื่นและตนเองมีความสุข  เป็นทัศนะแห่งความสร้างสรรค์  เช่นคำพูดที่ว่า

            “ซื้อชุดมาใหม่หรือคะ  สวยมากเลยนะโดยเฉพาะกับคุณสวมแล้วดูงามสง่า”

           บุคคลที่มีทัศนะนี้จะเจริญมาจากการเลี้ยงดูมาและสภาพแวดล้อมที่ได้รับความเอาใจใส่ทางบวก  เมื่อเขาทำผิดพลาดจะไม่รู้สึกเสียกำลังใจ  จะแก้ไขใหม่ให้ดีได้  โดยอยู่บนเหตุผลและตระหนักรู้ว่า  “ฉันผิดไปแล้วก็จริง  แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร  ไม่มีอะไรในโลกนี้สายเกินไปที่จะเรียนรู้และแก้ไข”

 ฉันดี-คุณด้อย ( I’m OK -You’re not OK)

       เป็นจุดยืนของผู้ขจัด (Sulk) หมายถึง การพูดหรือแสดงออกให้เห็นว่าตนเองอยู่เหนือกว่า  ดี  และถูกต้องเสมอ  ทำให้ผู้อื่นต่ำต้อย  เกิดความไม่สบายใจไร้ค่า เช่นคำพูดที่ว่า

             “ซื้อชุดมาใหม่หรือผ่อนจากบัตรเครดิตละซี  ระวังเถอะเดือนไหนไม่มีผ่อนเขาจะมายึดเสื้อคืน”   

            ทัศนะนี้เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ได้รับการกระทบกระเทือนทั้งทางกายและใจ  ถูกทอดทิ้ง  ถูกทารุณทำร้ายจากคนใกล้ชิด  ได้รับความเอาใจใส่ทางลบ  ถูกดุด่า  ตำหนิ   จึงทำให้ไม่แยแสหรือสนใจกับ เหตุการณ์ใดๆ เพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนจะเกิดอีกจึงไม่มีความวิตก และมองว่า  สิ่งที่ตนทำทั้งหมดถูกต้อง  คนอื่นเท่านั้นที่ทำผิด  เพราะเขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งสิ่งที่เขามุ่งหวังมาตลอดเวลานั่นเอง

ฉันด้อย-คุณดี ( I’m not OK -You’re OK)

           เป็นจุดยืนของผู้หลีกหนี (Jerk) เป็นการแสดงออกหรือพูดอย่างต่ำต้อยด้อยค่า เป็นฝ่ายผิด ฟังดูเหมือนถ่อมตัว  เช่นคำพูดที่ว่า

            “ซื้อชุดมาใหม่หรือคะ สวยมากเลย เหมาะกับคุณจัง  ถ้าคนอ้วนอย่างฉันใส่คงดูน่าเกลียดพิลึก”

ทัศนะนี้เกิดจากวัยเด็กได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลอื่นตลอดเวลา  จึงคิดว่าคนอื่นนั่นแหละดี  และตนไม่ดีไร้ความสามารถ บุคคลจะจดจำคำพูดจากบุคคลรอบข้าง ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้  เช่น  “เธอนี่ขี้เกียจเหมือนพ่อ”  “เธอนี่ใจดำจริง ๆ”  และถ้าเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นมาก่อนเขาก็จะเป็นจริงในที่สุด  แต่อย่างไรก็ตามทัศนะดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ถ้าข้อมูลที่เขารับในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากข้อมูลในวัยเด็ก  ซึ่งเป็นได้ทั้งในทางดีหรือไม่ดี  และถ้าเป็นในทิศทางที่ไม่ดีจะทำให้เกิดจุดยืนแห่งชีวิตใหม่ขึ้นมา คือ ฉันด้อย – คุณด้อย

ฉันด้อย-คุณด้อย ( I’m not  OK -You’re not OK)

        เป็นจุดยืนแห่งชีวิตของผู้แพ้  (Loser)  บุคคลจะพูดหรือแสดงออกมาโดยทำให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้างรู้สึกไม่ดี ผู้พูดจะเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ร้าย เป็นคนไม่มีความสุข เช่นคำพูดที่ว่า

           “ซื้อชุดใหม่ไม่ได้ละซิ บัตรเครดิตหมดงบใช่มั้ย ฉันนะอย่าว่าแต่ซื้อด้วยบัตรเครดิตเลย  แม้แต่ตัวบัตรยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ” 

         ทัศนะนี้เกิดจากการที่บุคคลสูญเสียความเอาใจใส่ที่เขาไม่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง  เลยสรุปว่าคนอื่นก็เป็นเช่นเขา  จึงเกิดความผิดหวัง ท้อแท้ ไร้ที่พึ่ง  อะไร ๆ  ก็ไม่ดีไปเสียทุกอย่าง  ไม่มีใครช่วยเขาได้  และทุกคนก็ไม่ดีเช่นเขาเหมือนกัน

           จุดยืนแห่งชีวิตทั้ง  4  แบบ  บุคคลจะยึดถือจุดยืนใดจุดยืนหนึ่งเป็นของตนเอง  ตามประสบการณ์ที่ได้รับมา  และถ้าบุคคลได้ตระหนักในจุดยืนของตนเองแล้ว  และรู้ว่าไม่เป็นที่พึงปรารถนาหรือส่งผลดีใด ๆ  จึงควรจะปรับให้อยู่บนจุดยืนที่ว่า  ฉันดี – คุณดี  เพราะทำให้เกิดคุณค่าทั้งตนเองและผู้อื่น  จุดยืนนี้ทำให้บุคคลเป็นคนเปิดเผย  ชอบให้กำลังใจผู้อื่น  ทำงานเป็นกลุ่มดี เป็นใคร…ใคร คนไหนก็ดีทั้งนั้น


เกณฑ์การเป็นผู้ชนะของ James and Jongeward

      ในโลกแห่งความเป็นจริง  ทุกคนจะเป็นทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ  ดังนั้นถ้าต้องการเป็นผู้ชนะทั้งกาย  วาจา  ใจ  จึงควรพิจารณาเกณฑ์  ดังนี้

  1. แสดงพฤติกรรม ยกย่องชมเชยผู้อื่น 
  2. ตอบและขานรับพฤติกรรมผู้อื่นอย่างจริงใจในทุกสถานการณ์
  3. กล้าแสดงความคิดเห็นของตนและกล้าทำตามความคิดนั้น
  4. ไม่ตำหนิผู้อื่นในทุก ๆ เรื่อง เพราะเขาจะเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง
  5. เป็นผู้ยอมรับความจริง ซื่อสัตย์ และเปิดเผยซึ่งกันและกัน
  6. เป็นผู้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน นำการกระทำในอดีตเป็นครู และมองไปข้างหน้าด้วยอนาคต
  7. เป็นผู้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมีตนได้รับ และสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่น
  8. เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเรียนรู้ถึงความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเอง ว่ามีความรู้ความสามารถมากแค่ไหน
  9. เป็นผู้มองเห็นคุณค่าของผู้อื่นตลอดเวลา
  10. ผู้ชนะ 100 % นั้นมีไม่มากแต่มีระดับต่างกัน

คุณธรรม 10 ประการดังกล่าวข้างต้นอาจกล่าวได้ว่า  ทฤษฎี  TA  สามารถสร้างคนให้มีความรู้เรื่องจิตใจ   และกลายเป็นผู้ชนะได้ด้วยการขจัดความคิด ความรู้สึกที่ไม่ดีของตนออกไป  และดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ  ทำให้เกิดความสุขทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

*หมายเหตุ  ช่วยมีวิจารณญาณ ในการรับชมด้วยYou’ re OK Champ ?

~Colors of The Wind~

Colors of The Wind

You think I’m an ignorant savage

คุณคิดว่าฉันเป็นคนไร้การศึกษาและโหดร้าย

And you’ve been so many places

และคุณไปที่ต่างๆมาแล้วมากมาย

I guess it must be so

ฉันคิดว่ามันจะต้องใกล้มาก

But still I cannot see

แต่ในขณะนี้ ฉันมองไม่เห็น

If the savage one is me

ถ้าคนที่โหดร้ายคือฉัน

Now can there be so much that you don’t know?

ตอนนี้มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่คุณไม่รู้ ?

You don’t know …

คุณไม่รู้…

You think you own whatever land you land on

คุณคิดคุณเป็นเจ้าของอะไรก็ตามที่คุณค้นพบ

The Earth is just a dead thing you can claim

โลกเป็นแค่สิ่งที่ไม่มีชีวิต ที่คุณสามารถเรียกร้อง

But I know every rock and tree and creature

แต่ฉันรู้จักทุกๆ ก้อนหิน ต้นไม้และสิ่งมีชีวิต

Has a life, has a spirit, has a name

ว่ามีชีวิต มีวิญญาณ มีชื่อ

You think the only people who are people

คุณคิดว่าเพียงแค่คน ใครคือคน

Are the people who look and think like you

ใครคือพวกคนที่มองและคิดเหมือนคุณ

But if you walk the footsteps of a stranger

แต่ถ้าคุณก้าวเท้าเดินเหมือนคนแปลกหน้า

You’ll learn things you never knew you never knew

คุณจะได้เรียนรู้สิ่งต่างที่คุณไม่เคยรู้ คุณไม่เคยรู้

Have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon

คุณเคยได้ยินเสียงหมาป่าหอนท่ามกลางพระจันทร์สีฟ้าหรือไม่ ?

Or asked the grinning bobcat why he grinned?

หรือจะฆ่าแมวป่า ทำไมเขาต้องฆ่าสัตว์ ?

Can you sing with all the voices of the mountains?

คุณสามารถร้องเพลงด้วยเสียงทั้งหมดของหุบเขาได้หรือไม่ ?

Can you paint with all the colors of the wind?

คุณสามารถระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมได้หรือไม่ ?

Can you paint with all the colors of the wind?

คุณสามารถระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมได้หรือไม่ ?

Come run the hidden pine trails of the forest

มาวิ่งและหลบเข้าไปในต้นสนตามรอยของป่าไม้

Come taste the sunsweet berries of the Earth

มาชิมลูกเบอร์รี่ที่หวานหอมของโลก

Come roll in all the riches all around you

มาปล้นพวกคนรวยที่เข้ามาอยู่รอบๆตัวคุณ

And for once, never wonder what they’re worth

ในครั้งหนึ่ง,,,มันไม่สวยงามเท่ากับที่มันมีค่าทางจิตใจ

The rainstorm and the river are my brothers

พายุฝนและแม่น้ำคือพี่ชาย,น้องชายของฉัน

The heron and the otter are my friends

นกกระสาและนากน้ำคือเพื่อนของฉัน

And we are all connected to each other

และพวกเราเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน

In a circle, in a hoop that never ends

ในวัฏจักร ในวงแหวนที่ไม่มีวันจบสิ้น

How high will the sycamore grow?

ต้นซินคะมอร์เมเปิ้ลจะเติบโตได้สูงเท่าไหร่ ??

If you cut it down, then you’ll never know

ถ้าคุณตัดมันลงไปก่อน คุณก็จะไม่มีวันรู้

And you’ll never hear the wolf cry to the blue corn moon

และคุณจะไม่มีทางได้ยินเสียงหมาป่าหอนท่ามกลางพระจันทร์สีฟ้า

For whether we are white or copper skinned

สำหรับเราทั้งคู่ ไม่ว่าเราจะมีผิวขาวหรือผิวสองสี

We need to sing with all the voices of the mountains

เราต้องการจะร้องเพลงกับเสียงทั้งหมดของหุบเขา

We need to paint with all the colors of the wind

เราต้องการที่จะระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมให้ได้

You can own the Earth and still

คุณสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งใบและในขณะนี้

All you’ll own is Earth until

คุณสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งใบจนกระทั่ง

You can paint with all the colors of the wind

คุณสามารถระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมได้