The Curious Case of Benjamin Button~

1

“ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตน”

ทุกครั้งที่มีเวลาว่างหลังปิดร้าน ฉันมักจะดูหนัง..วันนี้ก็เช่นกัน ฉันไม่รู้หรอกว่าคำกล่าวข้างบนนั้นใครเป็นคนกล่าว แต่ดูเหมือนผู้คนจะนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย จนทำให้ไม่สามารถกล่าวอ้างอิงไปได้ถึงที่มา บางครั้งฉันก็กลัวโดนว่า”สมองกลวง” คิดคำประโยคเท่ ๆ เองก็ไม่เป็นต้องไป Copy เขา แต่ก็ชั่งสมองมัน แค่นี้ข้อมูลก็เออเร่อล้นทะลักแล้ว ปล่อย ๆ มันไปบ้างก็คงจะเบาสมองดี เอ้า กลวงก็กลวง(ฟร่ะ+_+)

หนังที่ฉันเลือกมาดูวันนี้เป็นหนังเก่า เกือบ ๆ 2 ปีมาแล้ว หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า The Curious Case of Benjamin Button ตอนแรกที่ฉันหยิบ ดีวีดีจากร้านเช่าประจำมาดูชื่อเรื่องก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก รู้แต่ว่ามีพระเอกขวัญใจของฉันแสดงนำแค่นั้นเอง (>.,<)แต่พอหยิบไปจ่ายเงินน้องคนให้เช่าก็บอกฉันว่า

“เรื่องนี้ดีนะพี่ หนังรางวัลออสการ์ พระเอกแก่แล้วก็ไปเด็ก ดีมากเลยพี่”

(เอ่อ น้องคะ แค่บอกว่าหนังดี พี่ก็ดูแล้ว ไม่ต้องเป็นหนังรางวัลอะไรหรอก ว่าแต่น้องคะ เมิงจะสปอยส์พล๊อตเรื่องทำไม พี่ไม่อยากรู้ ตูเครียดดดดเลย -*-)

แล้วฉันก็หอบหิ้วหนังเรื่องนี้กลับมาบ้าน รวมทั้ง หนังยอดฮิต Harry Potter 7.2 ภาคจบที่ฉันไม่มีเวลาไปดู เพราะตอนที่หนังเขา ฉันมีเหตุที่ต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราว เลยอดดูทั้งที่ตั้งใจจะดูในโรงหนังให้ได้ พลาดไปแล้วก็พลาดเลย เขาคงไม่เอามาฉายให้ฉันดูอีกแน่ นอกจากการหาเช่าหาซื้อ ดีวีดีมาดูเองที่บ้าน อย่างเช่นตอนนี้ เฮ้อ..เข้าเรื่องเลยดีกว่า คืนนี้ตั้งใจจะดู พี่แบรดก่อนแล้วค่อยดูแฮรี่ สงสัยไม่ได้นอนอีกแน่ เช้าปายเช้าปาย..zzzz

2

“เป็นหนังที่ดีที่สุดตั้งแต่ดูหนังมา” พี่ชายฉันบอกหลังจากหนังเรื่องแรกจบลง เมื่อเวลา 2 นาฬิกาของวันใหม่ และตาฉันหนักเกินไปที่จะดูเรื่องที่สอง ความรู้สึกเต็มตื้น ตื่นตัวเกิดขึ้นกับฉัน เมื่อหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ฉายเครดิตท้ายเลื่อนขึ้นมา ซาบซึ้ง ประทับใจ กินใจ จนอยากจะหาคอมพิวเตอร์ มาพิมพ์ รีวิวตั้งแต่คืนนั้นเลย ดีที่ว่าคอมพิวเตอร์ฉันสลายร่างไปอยู่ที่อื่นแล้วแค่นั้นเอง แต่ตั้งใจไว้ว่า จะต้องรีวิวลงเว็บให้ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และวันนี้ก็มาถึง ขออนุญาตเล่าให้ฟัง ผสมให้ความคิดเห็นแทรกไปด้วย เพราะแต่ละฉากนั้นให้ความรู้สึกได้ไม่คล้ายกัน เรียกว่ามีครบทุกรสชาติจริง ๆ เริ่มเลยนะ..

3

“The Curious Case of Benjamin Button” สร้างจากเรื่องสั้นของเอฟ สก๊อต ฟิทช์เจอรัลด์ ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1921 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำพูดของ มาร์ค ทเวนที่ว่า” ชีวิตน่าจะมีความสุขเหลือล้นถ้าพวกเราเกิดมาที่อายุแปดสิบแล้วค่อย ๆ ลดอายุลงมาจนสิบแปด”

แต่จะสุขเหลือล้นหรือเปล่าฉันไม่แน่ใจนะ เพราะไม่ว่าจะเกิดมาแล้วแก่ก่อนหรือเด็กก่อน แต่ที่เราได้รับมาเท่ากันก็คือ “หนึ่งชีวิต”และชีวิตก็เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

หนังเล่าเรื่องผ่านไดอารี่ของ Benjamin Button เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 ด้วยร่างทารกที่มีการยับย่น แบบคนวัยแปดสิบ ทันที่ที่เกิดมาไม่นานแม่ก็ตาย พ่อเห็นร่างกายน่ารังเกียจก็เลยเอาไปทิ้งที่หน้าบ้านพักคนชรา คนดูแลบ้านชื่อควินนี่ไปเห็นเขาเลยเก็บมาเลี้ยงเป็นลูก แล้วตั้งชื่อให้ว่า”เบนจามิน”หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่เขาก็ฉีกตำราหมอ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เรื่อย ๆ และแก่น้อยลงทุกวัน..ต้องเรียกว่าหนุ่มขึ้นทุกวันถึงจะถูก และในขณะที่เขาหนุ่มขึ้นทุกวัน คนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชราแห่งนั้นกลับยิ่งแก่ขึ้นและล้มตายจากไปเรื่อย ๆ

แม้คนที่บ้านพักคนชราจะเข้าใจว่าเขาเป็นคนแก่คนหนึ่งแต่จริงๆเขาไม่ได้แก่อย่างที่ตาเห็น เขาเป็นโรคอะไรสักอย่างหนึ่งและเขาได้เล่าความลับนี้ให้แก่เด็กหญิงเดซี่ฟังแค่คนเดียว และแม่หนูเดซี่คนนี้ก็ดูจะเชื่อคำบอกเล่าของเขาเสียด้วย เธอจึงเป็นเพื่อนวัยเด็กเพียงคนเดียวของเขา

4

เมื่อโตขึ้นมาหน่อยเขาก็ได้ไปทำงานเป็นกะลาสีให้เรือลากของกัปตันไมค์ กัปตันเรือที่มีความเชื่อว่าตนคือศิลปินคนหนึ่ง ศิลปินที่มีรอยสักเต็มตัว และกัปตันไมค์นี่เองที่ได้สอนชีวิตในวัยหนุ่มให้กับเขาไม่ว่าจะเป็นเหล้าแก้วแรก การเที่ยวผู้หญิงครั้งแรก การเข้าผับบาร์ และที่นี่เองเหมือนกันที่ทำให้เขาได้เจอกับพ่อที่แท้ของตน โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่เอ่ยปากเปิดเผยถึงความสัมพันธ์แท้จริง

ไม่นานนักเบนจามินก็ออกเรือไปกับกัปตันไมค์ โดยสัญญากับเดซี่ว่าเขาจะเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดไปให้เธอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เบนจามินทำตามสัญญาจริงๆ เขาและเธอส่งข่าวคราวให้กันและกันผ่านจดหมาย แต่แล้วก็ขาดการติดต่อกันเมื่อเบนจามินได้พบรักกับอลิซาเบธ ภรรยาของนักการทูตคนหนึ่ง ความรักลับ ๆ เกิดขึ้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ถล่มอ่าวเพิร์ลขึ้น เขาและเธอก็ได้จากกัน

สงครามทำให้เบนจามินได้เห็นความตายอย่างที่เขาไม่เคยได้เห็น ความตายที่ไม่ได้เกิดกับคนชราซึ่งนั่งเฝ้ารอความตายลงช้า ๆ ในบ้านพักคนชราเท่านั้น แต่เป็นความตายที่กระชากลากวิญญาณออกจากร่างของคนหนุ่ม

“ฉันว่าการที่เราเห็นคนที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งตายลงมันเป็นเรื่องน่ายอมรับได้ แต่การที่ต้องมาเห็นคนหนุ่มตายก่อนวัยอันควรนั้น ยากเหลือเกินที่จะทำใจ ทุกครั้งที่ต้องไปร่วมงานศพของคนหนุ่มสาว ฉันมักได้ยินคนแก่ทอดถอนใจว่า “เฮ้อ ทำไมคนหัวหงอกต้องมาเผาคนหัวดำนะ”เว้นแต่อาจมีอยู่บ้างหรอกบางคนหนุ่ม ที่คนต่างดีใจเมื่อเห็นเขาไปพบยมบาลเสียโดยไว”

“บางที่เราก็ก่นด่าชีวิต หรือสาปแช่งโชคชะตา แต่เมื่อจุดสิ้นสุดมาถึง เราก็จำเป็นจะต้องปล่อยให้มันเป็นไป” กัปตันไมค์บอกเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนสิ้นใจ

5

เบนจามินกลับบ้านหลังจากนั้น พบว่าคนชราที่เคยรู้จักจากไปเกือบหมดแล้วและแม่ของเขา ควินนี่ก็แก่มากขึ้น เบนจามินเดินทางไปดูการแสดงบัตเลต์ของเดซี่ และตั้งใจทำเซอร์ไพรส์เธอด้วยการเอาดอกไม้ไปมอบให้หลังเวที แต่การพบกันของทั้งคู่ดูจะไม่ถูกที่ถูกเวลา เมื่อเดซี่มีแฟนเป็นนักเต้น และสังคมที่เธออยู่ก็ต่างจากเขามาก

“ฉันค่อนข้างเชื่อว่าการที่ความรักของคนเราจะลงตัวได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ ถูกคนและถูกเวลา ถ้าเราเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ผิด ความรักก็อาจไม่ลงตัว และถ้ายังดึงดันก็คงยิ่งสร้างบาดแผลให้หัวใจตัวเองเท่านั้น หรือถ้าในเวลาที่เราพร้อมจะมีรัก แต่เหลียวแลไม่ยักมีใคร การจะหยิบใครก็ได้มาให้รักอาจสร้างความผิดบาปกับหัวใจของเขาหรือหัวใจตัวเองได้อีก”

ความรักของเบนจามินไม่ยักลงตัวง่ายๆ สักที เขาต้องกลับบ้านอีกครั้ง และระหว่างนั้นก็ได้พบพ่อที่แท้จริงของตัวเองที่แก่ขึ้นมาก คราวนี้เขาได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร พ่อของเขาพาไปดูบ้านและโรงงานกระดุม อันเป็นที่มาของชื่อสกุล Button และเล่าความจริงแรกเกิดให้เขาฟัง หวังจะให้เขามาสืบทอดตระกลูต่อ แต่เบนจามินกลับเรียกบ้านพักคนชราว่า”บ้าน” หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าจากพ่อ แล้วก็กลับบ้านของตัวเอง ปล่อยให้พ่อยืนเดียวดายในโรงงานกระดุม

“ใช่แล้ว ฉันว่า บ้านที่แท้จริงไม่ได้มีความหมายเพียงเป็นที่ให้กำเนิด แต่ต้องหมายถึงให้ชีวิตต่างหาก เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ ถ้าลองเอาความรู้สึกของตัวเองไปใส่ตัวละคร ฉันบอกไม่ได้ว่าฉันจะดีใจหรือเสียใจกับความจริงอันนี้ดี หลังจากรู้ความจริงแล้ว ฉันจะสามารถทำเป็นไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และสามารถยิ้มรับกับกองมรดกก้อนโตได้อย่างสนิทใจไหม และที่สำคัญฉันจะสามารถยอมรับพ่อที่ทอดทิ้งไปตั้งแต่เกิด เพียงแค่ฉันไม่เหมือนคนปกติ คนนั้นได้อย่างเต็มตื้นในคำว่าพ่อไหม ใช่ คนเราต้องกตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าเขาจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงเรา แต่บุญคุณที่ทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ก็ยิ่งใหญ่เกิดกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว แต่หนังสร้างความขัดแย้งภายในจิตใจของฉันอย่างสุดลิ่ม  ก็แหมดูซิ ตอนลูกเกิดมาอัปลักษณ์ก็เอาเขาไปทิ้ง แต่พอโตมาได้ก็เริ่มให้ความสนใจ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ตายและตัวเองต้องอยู่โดดเดียวเปลี่ยวเอกา ก็จะเอาเขาคืนมาเป็นลูก แหม แหม.. แต่ก็นะ การต้องใช้ชีวิตคนเดียวตอนแก่ นอนคนเดียว อยู่คนเดียวไม่มีลูกไม่มีหลาน ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วของใครเลยใกล้ๆ ให้พอชื่นอกชื่นใจ นั่นคงทรมานอ้างว้างมากพอแล้ว ชีวิตจึงไม่โหดร้ายเกินไป ถึงขนาดปล่อยให้เขาต้องตายอยู่ตามลำพังพระเอกของเรายังเคียงข้างในวันสุดท้ายของชีวิตผู้เป็นพ่อของเขา”

6

หลังจากนั้นไม่นานเบนจามินก็ได้ข่าวเดซี่ประสบอุบัติเหตุและไม่สามารถเต้นบัตเลต์ได้อีก เขาไปเยี่ยมเธอแต่เธอก็ไล่เขากลับและปฏิเสธที่จะพบหรือรับความช่วยเหลือ กว่าจะได้เจอกันและคบกันก็หลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สวนกันมาตลอดของทั้งคู่ใกล้เคียงกันที่สุด

“ฉันชอบตอนที่เดซี่ถามเขาว่า”คุณจะยังรักฉันอยู่ไหม ถ้าฉันแก่และก็เหี่ยว” นี่เป็นความจริงที่ฉันเชื่อว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยก็หวั่นวิตก

“คุณจะยังรักผมไหม เมื่อผมกลายเป็นเด็กแล้วก็มีสิว กลัวตัวอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้เตียง หรือถ้าในที่สุดผมฉี่รดที่นอน” เบนจามินถามกลับไปอย่างนั้น

ถ้าเป็นคนอื่นได้ฟังประโยคนี้อาจจะตลกขบขันและหัวเราะ แต่ฉันกลับรู้สึกเศร้าอยากประหลาด เพราะคนจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เหรอไม่เพียงแต่เด็กหรอกที่เป็นแบบเบนจามินพูด คนแก่เองเมื่อเริ่มเลอะเลือนเข้าก็กลายเป็นเด็ก อาจกลัวอะไรที่ไม่เข้าท่าและทั้งอึทั้งฉี่รดที่นอน ถึงตอนนั้นเข้าจริงๆ คนที่เคยรักกันนักหนาสักกี่คนจะยังอยู่เคียงข้าง คนที่เคยรักจะยังรักอยู่ไหม หรือกระทั่งลูกหลานจะรำคาญเหม็นเบื่อ และภาวนาให้ตายเร็วๆหรือเปล่า ชีวิตจริงมันเศร้าแบบไหน ในหนังมันก็เศร้าแบบนั้น”

เมื่อมีลูกด้วยกันชีวิตของทั้งคู่ก็ต้องแยกจากกันอีก เพราะเบนจามินคิดว่าเขาจะทำให้เดซี่ลำบาก เมื่อวัยตัวเองจะย้อนกลับไปเป็นเด็กและกลายเป็นเธอต้องเลี้ยงเด็กถึงสองคนด้วยกัน ความรักของทั้งคู่พรากจากกันเรื่อย แต่โชคดีที่อย่างน้อยตอนท้ายของชีวิตเบนจามินก็ได้มีเธออยู่เคียงข้างในวันที่เขาหลงลืมเลอะเลือน ในวันที่กลัวอะไรก็ไม่รู้ ในวันที่ฉี่รดที่นอน และได้ตายในอ้อมกอดของคนที่ตัวเองรัก..

7

และนั้นคือชีวิต ชีวิตที่แท้จริง และมันไม่เกี่ยวหรอกว่าหากเราเกิดมาแล้วแก่ก่อนจะมีความสุขมากกว่าเกิดมาแล้วเด็กก่อน ในเมื่อชีวิตก็ได้ให้สิ่งที่เท่าเทียมกันทั้งหมดกับเราไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะรักจะชังไม่ว่าการมีอยู่หรือจำพราก..

คำพูดของอีริค ร๊อธ ผู้รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์หนังเรื่องนี้และหนังในดวงใจฉันฟอร์เรสต์ กัมป์ เป็นคำพูดที่น่าประทับใจมากในความคิดฉัน เขาบอกว่า

“ดูผิวเผินแล้ว คุณจะคิดว่ามันคงจะดีจัง(ที่เราเกิดมาแล้วแก่ก่อน)แต่มันเป็นชีวิตที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตัวผมคิดว่ามันมีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้อยู่ ถึงแม้เบนจามินจะมีวัยที่ย้อนกลับ แต่จูบแรกและความรักครั้งแรกยังคงเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับตัวเขา มันไม่ได้มีความแตกต่างเลยว่าคุณจะมีชีวิตตามวัยหรือย้อนกลับ สำคัญว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่างหาก”

ใช่..สำคัญว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อมีชีวิตอยู่แล้ว เราจะรักษาสิ่งดี ๆ ให้คงอยู่กับเราได้มากและนานเพียงใด ทิ้งเรื่องร้าย ๆ ออกไปให้พ้นหัวใจเราเร็วและไกลแค่ไหน สุขและทุกข์อยู่ที่ตรงนั้นเอง..

Advertisements

ผู้หญิงชอบเล่าผู้ชายชอบฟัง

คุณ..ที่คิดถึง

คุณอาจจะแปลกใจ หรือจะไม่แปลกใจเลย ถ้าพบจดหมายฉบับนี้ของฉัน ฉันแค่อยากเล่าอะไรบางอย่างให้คุณฟังค่ะ มีเรื่องมากมายที่ฉัน ยังไม่เคยเล่าให้คุณฟังเพราะนอกจากรู้จักกันอย่างผิวเผินแล้ว เราสองคนแทบจะไม่รู้จักกันเลย แปลกใจไหมคนไม่รู้จักกัน จะเขียนจดหมายหากันได้อย่างไร อย่าไปคิดสงสัยหาคำตอบเลยค่ะ มนุษย์เกิดมา ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้มาสงสัยอะไร ที่ไร้เหตุผล เหมือนถ้ามีใครสักคนถามฉันว่า” เราเกิดมากันทำไม?” ฉันก็คงตอบแบบไม่ต้องคิดว่า”เกิดมาเพื่ออยู่ให้ได้กับความหลากหลาย ยังไงล่ะ ถ้าสงสัยว่าความหลากหลายคืออะไร ก็ลองออกไปใช้ชีวิตดู” เป็นไงคำตอบฉัน ตอบแบบไม่คิดอะไร ไม่ต้องสงสัยในที่มา เท่ซะไม่มี

เมื่อวานฉันไปดูหนัง หนังเรื่อง 30 ยังแจ๋ว แหมคุณอาจจะค่อนขอดฉันว่า ดูหนังเข้ากับอายุ แต่ขอโทษนะเกินอายุค่ะ ฉันมัน 30 ปลาย ๆ ใกล้หลักสี่แล้ว แต่หัวใจก็ยังเยาว์เสมอนะ เลิกพูดเรื่องอายุดีกว่า ไข้จะขึ้น เอิ้ก ~ หนังก็เปิดเรื่องได้น่ารักดีค่ะ เป็นปาร์ตี้วันเกิด ฉลอง 31 ขวบของนางเอก และเป็นความบังเอิญดังนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง ที่ทำให้พระเอกมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน และปิ๊งนางเอก ตั้งแต่แรกพบ(ก่อนจะบอกตอนท้ายว่า ทั้งสองเคยเจอกันข้างเดียวมาก่อน เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) พระเอกอายุ 23 ในปัจจุบัน ในเรื่องพระเอกต้องตามติดนางเอกมาก จนเพื่อนๆเรียกพระเอกว่า เด็กพยาธิ น่าเอ็นดู จริง ๆ หนังก็ดำเนินเรื่องตามสูตรของหนังรักทั่วไปค่ะ ที่ต้องเขียนบทให้นางเอกต้องมีความขัดแย้งทางอารมณ์สูง เพราะนางเอกมีแฟนแล้วเป็นนักบินที่ยังชื่นชอบชีวิตอิสระ ยังไม่อยากผูกมัดหรือแต่งงานตอนนี้ เพราะคิดว่า การแต่งงานคือกรงขังอิสรภาพ จะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้ไปในสถานที่ที่อยากไป และกลัวว่าต้องรับผิดชอบคนที่ตัวเองรักมากกว่าที่จะทำได้ เป็นความกลัวของชายหนุ่มทุกคนค่ะ มากน้อยตามแต่ประสบการณ์รอบข้างที่พบเจอ ในอารมณ์ร่วมของผู้หญิง ฉันนึกสงสารนางเอกจับใจ พอมาเจอเด็กหนุ่มที่ทุ่มเทความรักให้อย่างท่วมท้น จึงเกิดอาการไขว่เข้ว ใจคนค่ะไม่ใช่ก้อนหินมีเลือดมีเนื้อมีความรู้สึก แต่นางเอกก็ทนใจแข็งปฏิเสธพระเอก ไปทั้งหมด 3 ครั้ง ในการสารภาพรัก นึกไปนึกมาทำให้นึกถึงหนังเรื่องเรื่องหนึ่งที่พ่อพระเอกสอนว่า เวลาจีบสาวให้เป็นผู้ชายนับสาม ถ้าเกิดว่าสามครั้งแล้วถือว่าแห้ว หาคนใหม่ แต่พระเอกเรื่องนั้น สำเร็จในครั้งที่สามพอดีค่ะ ต่างจากเรื่องนี้ กว่าที่พระเอกจะจีบนางเอกติด ก็ครั้งที่ 4 และเรื่องราวก็จบลงตรงที่นางเอกรู้ตัวแล้วว่า พระเอกคือคนที่ใช่..ในตัวบทแล้วเรื่องนี้จะเน้นที่อารมณ์ของนางเอกมากหน่อยค่ะ พระเอกแทบจะไม่สำคัญเลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีบทบาทเสียที่เดียว ถ้าจะให้จัดอันดับ ฉันขอให้เป็นหนัง 3 ดาวครึ่งที่ดูได้ค่ะ ไม่กระชากอารมณ์มากเพราะอะไรก็ไม่รู้ค่ะ แต่ก็ชอบในระดับหนึ่ง แอบน้ำตาซึมบางประโยคเหมือนกัน ก่อนจบขอยกตัวอย่างบางประโยคนะคะ ตอนที่นางเอก เอาลูกชิ้นไปให้หมาจรจัด แล้วพระเอกที่ตามสะกดรอยตามนางเอกมา ออกมาคุยด้วย ชอบประโยคหนึ่งของพระเอกค่ะ ติดหูมาถึงวันนี้ พระเอกบอกว่า” พี่จ๋า ทำไมพี่ไม่หาปลอกคอมาใส่ให้มัน คนเขาจะได้รู้ว่ามันเป็นหมามีเจ้าของ ไม่ทำร้ายมัน พี่เอาลูกชิ้นมาป้อนให้มันทุกวันอย่างนี้ มันก็รักพี่แล้ว พี่ไม่เสียใจเหรอ ถ้ามีคนมาอุ้มมันไปก่อน” ซึ้งค่ะ น้ำตาไหลไม่รู้ตัว ไม่รู้เข้าใจจิตใจ พระเอก หรือเข้าใจจิตใจนางเอก หรือเข้าใจจิตใจของ”หมาจรจัด”มากกว่ากัน..วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ ไว้วันหน้าฉันจะมาเล่าเรื่องอื่นให้ฟังใหม่ ฉันเป็นคนชอบเล่าค่ะ ถ้าคุณจะชอบฟัง…รักษาสุขภาพนะคะ ฉันเอง..

 

เจ็บ..และ..ชินไปเอง

การลืมคนที่เรารักมาก ที่สุด 
อาจดูยากเย็นเกินทำใจ 
แต่การเอาชนะใจตัวเองให้ได้ 
ยาก เย็นกว่า…แต่ต้องทำ 

แม้คนเคยรักเคยผูกพันกันมา 
จะยังมี เยื่อใยบาง ๆ หลงเหลืออยู่ 
แม้ภาพเก่า ๆ ที่เคยหวานชื่น 
จะตามหลอก หลอนให้เราปวดใจอยู่เรื่อย ๆ 
แต่เราจะยอมปล่อยให้สายใยบาง ๆ เส้นนั้น 
มา รัดคอจนตายทั้งเป็นเลยเชียวหรือ 

แม้ว่าหัวใจจะ เป็นก้อนเนื้อที่มีความรู้สึกรู้สาก็เถอะ 
แต่ถ้าตราบใดหัวใจยังคงอยู่ใน ร่างกายเรา 
ยังเต้นเป็นจังหวะ 
และยังเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ช่วยทำ ให้เรามีชีวิตอยู่ 
การเก็บรักษาก้อนเนื้อที่มีความรู้สึกรู้สานั้นไว้ 
ยัง ดีเสียกว่าปล่อยให้แหลกคามือคนไม่รักดี 

อย่ามัวแต่คิดว่าเขาคือที่ สุดของชีวิต 
และต่อจากนี้ไปจะไม่รักใครอีกแล้ว 
แม้เรื่องราวความรัก 
จะกลายเป็นเรื่องเล่าที่ตัวละครสองตัวต่างแยกทางกันเดิน 
แต่ก็ใช่ ว่าเราจะเดินทางเพียงคนเดียวลำพังไม่ได้ 
เรายังสามารถพบเจอและมอบหัวใจ ให้ใครได้อีก 
เรายังลืมตาอ้าปากได้สบาย 

ไม่จำเป็นว่าเราจะต้อง เอาชีวิตอันแสนมีค่า 
ไปผูกติดอยู่กับเขา 
ไม่อยากลืมเขา ก็ไม่ต้องลืม 
เก็บเขาไว้เป็นความทรงจำที่ดี 
แต่ถ้าการที่ไม่สามารถ ลืมเขา 
แล้วกลายเป็นบ่วงที่คอยติดตามหลอกหลอนเราไปทุกที่ 
ลืมเขาให้ หมดจากใจเสียเถอะ 

เขาเป็น เทวดาหรือก็เปล่า 
ทำไมเราถึงยังไม่กระชากชีวิตเขาออกไปจากใจเสียที 
ลอง นึกดูสิว่าป่านนี้เขากำลังทำอะไร 
เขากำลังหยิบรูปเราขึ้นมากอดแนบอก 
ด้วย ความพิศวาสอย่างนั้นหรือ 
เขาอาจจะกำลังอยู่กับใครที่ไหนสักแห่งหนึ่งก็ เป็นได้ 
เขามีสิทธิ์ทำอะไรที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ 
ทำโดยไม่จำเป็น ต้องบอกเรา ไม่จำเป็นต้องมีเรา 
ไม่เห็นต้องเสียเวลาอันมีค่ามานั่งคิด ถึงเรา 
ซึ่งก็เป็นแค่คนในอดีต 

 

ความจริงแล้วเป็นเพราะเรายังงมงาย 
เพราะเรายังไม่อยากลืมเขา ต่างหาก 
อย่าปล่อยให้โลกหมุนเอาตัวเรา 
ไปติดอยู่กับเรื่องราวในอดีต เลยดีกว่า 
ลุกขึ้นมาหมุนโลกด้วยมือของเราเองเถอะ 
ทุกอย่างในตอนนี้ ขึ้นอยู่ที่เราเพียงคนเดียวเท่านั้น 
เราหมุนโลกให้ไปทางซ้าย มันก็จะไปทางซ้าย 
เราหมุนให้ไปทางขวา มันก็จะไปทางขวา 
ขอเพียงแค่ เราอย่าหมุนให้มันกลับไปทางเดิมทางนั้นเป็นใช้ได้ 

เก็บทุก สิ่งทุกอย่างที่เป็นเขาให้กลายเป็นอดีต 
เป็นความทรงจำเก่า ๆ ที่ไม่ควรเอามาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
การที่เรายังงมงายคิดถึงเขา 
จะทำ ให้เราไม่สามารถก้าวขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ 
ถ้ายังไม่ยอมลืมตา ตื่นขึ้นมาดูว่าอะไรคือความจริง 
อะไรคือภาพลวง อะไรคือความฝัน 

บอก ได้เลยว่า 
เรากำลังจะก้าวพลาด step ชีวิตที่สูงขึ้นไปอีกขั้น 
ที่ ตรงนั้นอาจมีอะไรดีๆ รอเราอยู่ 
ขอแค่เรากล้าหาญที่จะเดินเข้าไปหา 
และ ไม่พกพาเอาเรื่องเก่า ๆ ติดตัวไปด้วย 

ถ้าเราทำได้ 
ก็ถือได้ว่า เรากำลังยกระดับจิตใจตัวเองให้สูงขึ้น 
เมื่อไรที่เราได้ไปยืนอยู่ตรงจุด ที่มันสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน 
พรุ่งนี้ก็ย่อมที่จะยืนอยู่สูงกว่าวันนี้ 

 

อย่า ร้องไห้คร่ำครวญฟูมฟายเพื่อใครคนหนึ่ง 
ที่ได้เดินออกไปจากชีวิตต่อไปอีก เลย 
มีส่วนได้ส่วนเสียกับเราหรือ ก็ไม่ 

จำไว้ให้ขึ้นใจว่า 
เขา คนนั้นก็เป็นได้แค่คนเคยรักที่ได้ตายจากไป 
เราเองต่างหากที่ยังมีลมหายใจ 
และยังมีชีวิตอยู่

ปล.เขา..คือใครสุดแต่ใจเธอ..อาจจะเป็นฉันคนนี้ก็ได้..?

เค้าว่ากันว่า….ขำแต่จริง

เค้าว่ากันว่า…ฮ่าฮ่าขำขำ

ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี
ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม
ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ
ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย 
ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม

 

เค้าว่ากันว่า…. 

ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ 
ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา 
ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น
ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

 

เค้าว่ากันว่า…. 

ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ 
ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย
ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
ผู้หญิงที่ไม่โง่ รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว
 
มันจริงเหรอ..บางอันตลกดีแต่ก็น่าจะจริง ฮ่าฮ่า

กอด(Hug)


เคยสังเกต..ไหมเวลาคุณ "กอด"ใคร
คุณมักซบไปทางด้านซ้ายของอีกฝ่าย 
อาจเป็นเพราะนั่นคือตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ 
หากคุณ "กอด*เขาไว้นานเพียงพอ 
จังหวะการเต้นของหัวใจ 2 ดวง ก็จะเปลี่ยนเป็นจังหวะเดียวกัน 
ในที่สุด 

"กอด"คือเสื้อกันหนาวที่มีหัวใจ 
*Hugging* is a jacket which has a heart. 

ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะทำได้แทบทุกอย่าง แต่ข้อเสียของมันก็คือ 
ลุกขึ้นมา "กอด"คุณไม่ได้
Although a computer can do almost everything but certainly, 
it cannot give you *a hug*. 

ถ้าวันหนึ่งไม่มีเธอให้ "กอด"แล้วฉันจะโทษใครได้
If one day you are not here to *hug*, who else should I blame? 

"กอด"คือ การแสดงความเป็นเจ้าของที่น่ารัก 
*Hugging* is a cute expression between lovers.

แม้ชีวิตนี้คุณจะมีใครให้ "กอด"แม้เพียงคนเดียว นั่นก็เพียงพอแล้ว
สำหรับการดำรงชีวิต 
Even though you've got only one person in your life to *hug*, 
that's enough. 

"กอด" คือ การได้ให้และการได้รับพร้อม ๆ กัน  
*Hugging* is at the same time, the giving and receiving. 

ในอนาคต "กอด"อาจหายากพอ ๆ กับเวลา 
In the near future, *hug* might be as hard to find as time. 

"กอด"ทำให้รู้ว่าเมื่อหัวใจอีกดวงมาเต้นอยู่ที่อกด้านขวาบ้างจะเป็นไง ? 
*Hugging* displays that ?there will be a heart beat of others 
which keeps beating while you hug? 

เมื่อคุณถูก "กอด" คุณจะตัวเล็กลง  
When you are being *hugged*, you will be smaller. 

แต่เมื่อคุณ "กอด" คนอื่น คุณจะตัวใหญ่ขึ้น  
BUT When you *hug* someone, you will be bigger. 

"กอด" คือคำว่า "ฉันอยู่นี่"  
*Hugging* is  I am here. 

"กอด" ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก 
*Hugging* displays that we are not alone in the planet. 

ภาษาพูดแทนความรู้สึกได้ดี แต่สำหรับบางเวลา "กอด"
อาจเป็นตัวช่วยที่ดีกว่า 
Speaking is the good way of feeling communication 
but sometime *hug* might be a better assistance.
"กอด"คือ การแลกเปลี่ยน "ความลับทางอารมณ์" ระหว่างกัน  
*Hugging* is the exchange of two people?s secret feelings 
and emotions. 

"กอด" ช่วยสลายทิฐิบางอย่างในใจเรา 
*Hugging* disintegrates some conviction in our minds. 

เมื่อคุณกลับบ้าน สิ่งที่ควรทำหลังจาก *สวัสดี* คือ เข้าไป "กอด" 
คนที่คุณรัก  
When you are arrived home, thing you should do besides 
saying *hello* is *hugging* the one you love.

บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราต้องการ "กอด"มากแค่ไหน จนกว่า
จะได้เห็นคนอื่นเค้ากอดกัน 
Sometime you may not realize to *hug* someone, 
once you observe it from others. 

"กอด" คือ ทางสายกลางของการแสดงออกซึ่งความรัก 
*Hugging* is a mind average of expression.

"กอด" คือ การเต้นรำในจังหวะเดียวกัน 
*Hugging* is the some rhythm of heart beating. 

"กอด" ทำให้รู้ว่ายังมีคนอ้วนกว่าเรา
*Hugging* defines that there will be someone who has more 
weight than you. 

สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้อง "กอด" ตัวเองในที่แคบ ๆ 
 
อยากถามว่า
 
" วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง ? "
Today,Are you hugging?


.......

อยากอยู่กับเธอให้นานกว่านี้

 28461.gifเพลง อยากจะอยู่กับเธอให้นานกว่านี้ 28461.gif

 ma-na-ge-ment

 

ความรัก ที่เกิดขึ้นมานั้น ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
เราเจอกันเพื่อจะต้องจากไกล ดังคนบนฟ้าจงใจแกล้งเธอและฉัน

(*) เมื่อในความเป็นจริงเรานั้นอยู่ห่างกันแสนไกล
เมื่อเวลาของเราหมดลงเธอคงจะต้องไป
แต่ว่าฉันมันทรมานเจ็บอยู่ในหัวใจ
อยากจะขอเวลาได้ไหม

(**) อยากจะอยู่กับเธอให้นานกว่านี้
อยากบอกเวลาให้เดินช้าๆสักนาที
เพื่อให้ใจที่เหนื่อยล้า มีช่วงเวลาที่ดี
เก็บความทรงจำเหล่านี้เอาไว้ในหัวใจ
อยากหยุดความเป็นจริงเอาไว้แค่นั้น
และหลอกตัวเองอยู่ในความฝัน ที่มันช่างมีความหมาย
เพราะฉันเข้าใจ ว่าต้องคิดถึงเธอแค่ไหน… เมื่อเราต้องไกลกัน

ความรักระหว่างเธอและฉัน
เป็นภาพคืนวันที่มันช่างล้ำค่า
ทำยังไงก็คงไม่กลับมา
ต่อให้เสียน้ำตามากมายแค่ไหน
[ซ้ำ *,**]

เหลือแค่เพียงตัวฉันที่อยู่เดียวดาย
ได้แต่มองเห็นเธอเดินลับไป
ทำได้แค่ร้องไห้อยู่อย่างนี้

อยากหยุดความเป็นจริงเอาไว้แค่นั้น
และหลอกตัวเองอยู่ในความฝันที่มันช่างมีความหมาย
เพราะฉันเข้าใจว่าต้องคิดถึงเธอแค่ไหน
เมื่อเราต้องไกลกัน…
 

 

 

 

รัก…ได้ยินหรือเปล่า

รัก..ได้ยินหรือเปล่า

บัว

รัก คำเดียวคำนี้ได้ยินบ่อย

ฉันยังไม่รู้ มันมีความหมายว่าอะไร

 

อาจจะร้อนจะแรงเหมือนกับไฟ

อาจจะเผาจนใจไหม้เกรียม

อาจเป็นฝนที่หนาวเหน็บ ฉันก็ยอมเสี่ยง

เพียงได้เจอรักแท้

 

 

จะเหน็บหนาวเท่าไหร่ ไม่กลัว

จะเปียกฝนเท่าไหร่ก็ยอม

ฉันหวังแค่ให้มีคน ที่ฉันรักยืนคอยตรงนั้นก็ชื่นใจ

อยากมีรักจริงๆ ซักที

ไม่ว่าร้ายหรือดีฉันนั้นพร้อมแลกด้วยใจ

เพราะว่าหมดทั้งตัวและใจฉันให้เธอ

 

รัก คำเดียวคำนี้ได้ยินรึเปล่า…