ความเสมอภาค

ความเสมอภาค

เขียนโดย C. Douglas Lummis

แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คำๆนี้แตกต่างจากคำอื่นๆที่พิจารณาในหนังสือเล่มนี้คือ คำว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และก็ไม่ใช่คำที่จะประกาศได้ว่าเป็นพิษและจะต้องขับไล่ออกไปจากวงศัพท์ของปรัชญาการเมือง แต่ในยุคสมัยใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของวาทกรรมทางการพัฒนาแล้ว คำๆนี้ได้รับเอาความหมายที่เป็นพิษเข้าไปมากพอสมควร อันที่จริงประเด็นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของคำๆนี้ การที่คำนี้มีความหมายไม่ตายตัวทำให้ความหมายต่างๆที่เป็นพิษของคำนี้ได้เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของการใช้หรือความหมายเก่าๆของมัน จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือจะแยกแยะความสับสนนี้ออกมา

ความเป็นธรรมและความเสมอเหมือน

ในบรรดาความหมายต่างๆของความเสมอภาค เราสามารถแยกแยะความหมายกว้างๆของคำนี้ได้เป็นสองพวกใหญ่ พวกแรกก็คือความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมแบบหนึ่ง และพวกที่สองคือความเสมอเหมือนกันหรือความเป็นเนื้อเดียวกัน ในบางปริบทความหมายสองพวกนี้จะกลืนกันเข้าและทับซ้อนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรมอาจจำเป็นต้องปฎิบัติอย่างแตกต่างกัน ในทำนองกลับกันการปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนั้นราวกับว่าแต่ละคนเหมือนกันหมดก็อาจไม่ใช่การกระทำที่ยุติธรรมก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความหมายสองพวกนี้ก็แตกต่างกันเป็นคนละประเภท ความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมเป็นประโยคเชิงคุณค่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องว่าผู้คนควรได้รับการปฏบัติเช่นไร ในความหมายนี้คำนี้จะบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนเป็นการแสดงข้อเท็จจริง ซึ่งบรรยายลักษณะร่วมที่ผู้คนทั่วๆไปมี ประโยคเชิงคุณค่าก็อาจจะสืบมาจากข้อความลักษณะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนแสดงออกมาเป็นข้อความเชิงคุณค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่น่าจะหรือควรจะยังให้เกิดขึ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ เมื่อความหมายนี้ผูกพันเข้ากับอำนาจ ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง

การที่ความหมายที่แตกต่างกันทั้งสองนี้แตกต่างกันและได้มาผูกพันกันอาจจะทำให้กระจ่างขึ้นได้ด้วยกันย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิดของมันในความคิดของชาวกรีก แนวคิดแรกเริ่มที่สุดของความยุติธรรม ซึ่งได้แก่การแก้แค้น ก็มุ่งที่จะสร้างความเสมอภาคขึ้นมา (อย่างที่เราเรียกว่า “ล้างแค้น” หรือ “เอาคืน” ในปัจจุบัน) คำกล่าวโบราณที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เขียนขึ้นราวกับเป็นสมการแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวที่นุ่มนวลขึ้นว่า “จงทำกับผู้อื่นอย่างที่เธออยากให้ผู้อื่นทำกับเธอ” ความเสมอภาคปรากฏอยู่ในแนวคิดทุกแนวที่ถือว่าผู้คนต้องอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน หรือว่าผู้พิพากษาควรให้ความสนใจหรือน้ำหนักแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยเสมอเหมือนกัน

ความเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างแนวคิดทางเมืองเรื่องความยุติธรรมกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันในเชิงกายภาพหรือคณิตศาสตร์ เป็นความเข้าใจที่มีมาแต่โบราณ รูปปั้นของเทพีโรมันยุสติเตียจะถือตาชั่งเป็นประจำ เช่นเดียวกับเทพีกรีกคือเธมิสและดิเค อริสโตเติลเห็นว่าความเท่ากันทั้งสองชนิดนี้แยกกันไม่ออก จนเขาแสดงเหตุผลว่า คำว่า dikast (ผู้ตัดสิน) จะต้องมีที่มาทางนิรุกติศาสตร์เช่นเดียวกันกับคำว่า dichast (ผู้แบ่ง, ผู้ตัด) (Nicomachean Ethics, 1132a)

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำกรีก isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์สำคัญในการตัดสินความต่างๆใน polis ก็มีความหมายเพิ่มขึ้นว่าเป็นความเท่ากันทั้งในด้านกายภาพหรือคณิตศาสตร์และในการตัดสินความอย่างยุติธรรม คำนี้ทำให้บุคคลสามารถเปรียบเทียบกันได้ ทั้งๆที่มีความแตกต่างกันมากมายซึ่งบางครั้งอาจเป็นความแตกต่างที่ไม่อาจนำมาวัดหรือเปรียบเทียบได้ ซึ่งการเปรียบเทียบดังกล่าวนี้ทำได้โดยแยกและดึงเอาแง่มุมหนึ่งออกมา เช่นสิทธิ ฐานะ หรือความดีเด่น ในทำนองเดียวกันคำละติน aequalitas และ aequus ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำอังกฤษequality ก็หมายความทั้งความเท่ากันในแง่ปริมาณ และความเท่าเทียมกันทางการเมืองหรือความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม คำกรีก homoios ก็แตกต่างจาก isos ในแง่ที่ว่า คำแรกเน้นหนักที่ความละม้ายในแง่ของชนิดเดียวกัน และไม่ใช่ด้านสัดส่วนในความสัมพันธ์ ดังนั้นคำนี้ควรแปลเป็นอังกฤษว่า”like, resembling. . . ” [คล้ายคลึงกับ. . . , เหมือนกับ . . .] มากกว่า “equality” ในวาทกรรมทางการเมืองคำๆนี้ไม่ได้ใช้แทนคำว่า isos แต่ก็ใช้ในการเสนอความกลมกลืนกันหรือการลงรอยกันทางความคิดแต่ก็ไม่เสมอไป อริสโตเติลก็ใช้คำๆนี้ในการนิยามความอิจฉา ซึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่มนุษย์มี “เมื่อเห็นความมีโชคดี . . . ของผู้ที่เสมอเหมือน (homoios) กับตนเอง” (Rhetoric, 1378b) [เชิงอรรถ – ผมขอขอบคุณ Reginald Luyf และ Hans Achterhuis ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตัวบทนี้]

ในวาทกรรมทางการเมืองของกรีกความแตกต่างนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อเพริคลีสกล่าวในคำอวดอ้างอันมีชื่อเสียงในงานศพว่ากฎหมายของเอเธนส์ให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน จุดมุ่งหมายก็เพื่อเสนอประเด็นว่าความเท่าเทียมกันนี้มิได้ทำให้พลเมืองเลิกปลูกฝังความแตกต่างที่ตนมีจากผู้อื่น (Thucydides, เล่ม 2 บทที่ 37) Isos เป็นลักษณะของความยุติธรรม ไม่ใช่ของประชาชน สำหรับอริสโตเติลการใช้ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันกับคนที่ไม่เท่ากันเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ในกรณีของความยุติธรรมของการแบ่งสรร isos มีความหมายเกี่ยวกับการแบ่งปันส่วนเท่าๆกันให้แก่ผู้ที่เท่ากัน และแบ่งส่วนที่ไม่เท่ากันให้แก่ผู้ที่ไม่เท่ากัน การแบ่งปันจะต้องเท่ากันความดีเด่นของผู้นั้น แต่ปัญหาก็อยู่ที่การตัดสินว่าความดีเด่นด้านใดควรเป็นด้านที่ต้องคำนึงถึง: “นักประชาธิปไตยใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการมีชาติกำเนิดเสรี ผู้ที่เห็นคล้อยตามกับคณาธิปไตยใช้ความร่ำรวย หรือในกรณีอื่นๆก็ใช้ชาติกำเนิด ผู้ที่ยึดถืออภิชนาธิปไตยใช้คุณธรรม” (Nicomachean Ethics, 1131a) ในกรณีของความยุติธรรมในการลงโทษ isos กลายเป็นความสามารถของผู้พิพากษาในการ ละเลย ความแตกต่างระหว่างคู่กรณี: เนื่องจากไม่ว่าคนดีจะฉ้อโกงคนเลว หรือคนเลวฉ้อโกงคนดี ก็ไม่ต่างกันทั้งสิ้น กฎหมายสนใจเพียงแต่เนื้อหาสาระของการละเมิดและปฎิบัติต่อคู่กรณีอย่างเท่าเทียมกันž (Nicomachean Ethics, 1132a) ความเสมอภาคในที่นี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นการสมมติให้สิ่งอื่นๆเท่ากันเพื่อประโยชน์ในการบ่งชี้และแยกแยะสิ่งที่ต้องการศึกษา บางทีคำเปรียบเทียบที่ใช้ได้ดีในการแสดงว่า isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์เรื่องความเท่ากันในแง่นามธรรม เข้ากันได้กับโลกอันไม่สม่ำเสมอนั้น ได้แก่เส้น isobar ซึ่งเป็นเส้นบนแผนที่แสดงภูมิอากาศซึ่งเชื่อมเอาจุดที่มีความกดอากาศเท่ากัน เส้นนี้ไม่เคยเป็นเส้นตรงเลย

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าชาวกรีกมองไม่เห็นช่องว่างอันห่างไกลระหว่างคนรวยกับคนจน ถ้าเราเริ่มที่การสถาปนาประชาธิปไตยของชาวกรีกที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญของเอเธนส์ของโซลอน ก็พบว่าการปฏิรูปในระยะแรกเริ่มนี้เกิดขึ้น เมื่อโซลอนทำให้ประชาชนมีอิสระทั้งในขณะนี้และในอนาคต โดยการห้ามมิให้ใช้บุคคลเป็นทรัพย์ที่ใช้ชำระหนี้ได้ . . . และโดยการยกเลิกภาระหนี้สินของทั้งรัฐและเอกชน (Aristotle, The Athenian Constitution, VI 1) ดังนั้นในประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตกการยกเลิกภาระหนี้สินเป็นเรื่องเก่าแก่พอๆกับการเมือง ชาวเอเธนส์ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าความเท่าเทียมกัน แต่เรียกว่าเป็นการปลดเปลื้องภาระ ในขณะเดียวกันความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ก็มิได้เกินเลยไปจากความคิดของชาวเอเธนส์ อริสโตเติลบันทึก (และต่อต้าน) ข้อเสนอโดยฟาเลอัสแห่งคาลซีดอนที่เสนอให้มี polis หรือนครรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในทรัพย์สิน (Politics, 1266a,b)

จากอเลกซานเดอร์ถึงลินคอล์น

ในบรรดาแนวคิดเหล่านี้ ไม่มีแนวใดเลยที่เป็นเรื่องของความเสมอภาคที่เป็นหลักการสากลที่ใช้กับผู้คนทั้งหมดในโลก ตามทัศนะหนึ่งก้าวแรกของการมีแนวคิดเช่นว่านี้สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนในวันที่เป็นช่วงขณะที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในงานเลี้ยง ณ เมืองโอปิส อเลกซานเดอร์มหาราชได้สวดอ้อนวอนขอให้ชาวมาซีโดเนียและชาวเปอร์เซียมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกัน [เชิงอรรถ – W. W. Tarn. Hellenistic Civilization (1927), อ้างถึงใน George H. Sabine, A History of Political Theory. New York: Henry Holt, 1937, หน้า 141]

อาจมีผู้สงสัยว่าเหตุใดแนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน แต่การที่ประเพณีได้ให้อเลกซานเดอร์เองเป็นผู้พูดเสนอแนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เนื่องจากแนวคิดนี้เข้ากันได้ดีกับความต้องการของอเลกซานเดอร์เองที่จะให้ผู้คนในแว่นแคว้นต่างๆแยกออกมาจากการจงรักภักดีต่อแคว้นของตนและมาผสมกลมกลืนกันในจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ แนวคิดของพวกสโตอิกที่เสนอความคิดเรื่อง “ความเป็นสากล มนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งต่างก็มีฐานะของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” [ Ibid., หน้า 143.] ก็มีที่มาจากโลกที่อเลกซานเดอร์ได้กรุยทางไว้ให้นั่นเอง ในเวลาต่อมาชาวโรมันก็ได้นำเอาปรัชญาของสโตอิกนี้มาใช้ในการปกครองชนเผ่าต่างๆที่มีอยู่มากมายในจักรวรรดิของตน

ช่วงขณะสำคัญอีกช่วงหนึ่งในการก่อรูปของความคิดเกี่ยวกับการเท่าเทียมกันอย่างเป็นสากลก็เกิดขึ้นเมื่อชาวคริสต์ในระยะแรกได้ตัดสินใจที่จะเผยแผ่ศาสนาใหม่ของตนไปให้ผู้ที่มิได้เป็นชาวยิวมาแต่ก่อน คำกล่าวของนักบุญปีเตอร์ที่ว่า “ข้าเห็นว่าพระเจ้าไม่ใส่พระทัยว่าใครเป็นใคร” (Acts 10:34) ได้กล่าวขึ้นเมื่อเขาพบว่าคอร์เนเลียสทหารโรมันได้กลายเป็นชาวคริสต์ที่แท้ แนวคิดนี้ต่อมาได้มีอิทธิพลอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ของยุโรปและของโลก แต่ก็เต็มไปด้วยความกำกวมเป็นอันมาก ถ้อยคำนี้เมื่อกล่าวโดยนักบุญปีเตอร์มีนัยยะว่ามนุษย์ทั้งหลายควรได้รับการเคารพเพียงเพราะว่าเป็นมนุษย์ เช่นเมื่อปีเตอร์กล่าวแก่คอร์เนเลียสที่กำลังคุกเข่าอยู่ว่า ”จงลุกขึ้นเถิด เพราะข้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน” (Acts 10:26) และเขายังกล่าวอีกว่า “พระเจ้าได้ทรงแสดงแก่ข้าว่าข้าไม่ควรกล่าวถึงมนุษย์ใดว่าต้อยต่ำหรือว่าสกปรก” (Acts 10:28) ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็อาจจะมีนัยยะไปในทางตรงกันข้าม คือว่าผู้คนทั้งหลายซึ่งภายนอกดูแตกต่างกันมากมายนั้น แท้ที่จริงแล้วเสมอเหมือนกันหมดในด้านความทุกข์ยาก และมนุษย์จะทำตัวให้ควรแก่การเลื่อมใสก็แต่เพียงการ ทำตน ให้เหมือนกับผู้อื่น ซึ่งได้แก่การเป็นคริสเตียน ในข้อเขียนของนักบุญเปาโลก็เต็มไปด้วยความหมายเช่นนี้

เราดีกว่าพวกเขาในแง่ใดบ้าง ก็เปล่าเลย เพราะว่าเราได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าทั้งชาวยิวและคนอื่นต่างก็ผิดบาปด้วยกันทั้งสิ้น (Romans 3:9)

บัดนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่กฎหมายว่าไว้ ย่อมว่าไว้แก่ทุกคนที่อยู่ใต้กฎหมาย เช่นปากทุกปากอาจถูกปิด และโลกทั้งหลายอาจจะผิดต่อพระเจ้า (Romans 3:19)

อาจมีผู้สงสัยว่าแทนที่ปีเตอร์จะขอให้ทหารโรมันลุกขึ้น ก็ควรจะลงคุกเข่าเสียเอง

ในสมัยกลางของยุโรป คำว่า “ความเสมอภาค” มักใช้ในความหมายว่าเป็นพวกเดียวกันหรืออยู่ในระดับชั้นทางศักดินาเสมอกัน ในความหมายนี้เองที่คำในภาษาอังกฤษว่า peer ซึ่งแต่เดิมหมายความว่าผู้เสมอกัน ได้กลายมาหมายถึงขุนนางชั้นสูง แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคสากลยังเป็นเรื่องของพระเจ้า การกล่าวอ้างว่าระบบศีลธรรมของชาวคริสต์เป็นสากลหมายความว่าทุกผู้ทุกนามมีความเสมอภาคกัน ทั้งคนชั้นสูงและต่ำต่างก็ต้องถูกตัดสินในวันพิพากษาอย่างเท่าเทียมกัน หลักการของความเสมอภาคภายใต้กฎหมายก็ยังเป็นประเพณีที่เข้มแข็ง ซึ่งอาจไม่ใช่ความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในความหมายว่าไม่ว่าผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครองต่างก็อยู่ภายใต้กฎหมาย และสมควรที่จะถูกบังคับให้เชื่อฟังกฎหมาย ความเสมอภาคในความหมายเกี่ยวกับการต่อต้านสังคมที่มีชนชั้น ก็เป็นประเพณีสำคัญสำหรับคนทั่วไป และได้กลายเป็นแรงผลักดันในการก่อกบฎหรือปฏวัติรัฐประหาร เช่นกบฏชาวนาในอังกฤษ ปี 1381 (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำกล่าวที่มีชื่อเสียงว่า When Adam delves and Eve spans/Who was then the gentleman?) ความเสมอภาคทางสังคมอาจเชื่อกันว่าเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่ไม่เหมาะกับโลกนี้ที่เต็มไปด้วยคนบาป แต่ก็แนวคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่แนวคิดที่พ้นไปจากความคิดฝันของผู้คนในยุคกลางแต่อย่างใด

แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคกลับมาปรากฏใหม่เป็นพลังทางประวัติศาสตร์ในการปฏิวัติอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17 มีการตีพิมพ์หนังสือเป็นจำนวนมากในระยะนี้ที่นำเสนอเรื่องความเสมอภาคบนพื้นฐานของถ้อยคำในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “พระเจ้าทรงไม่ใส่ใจว่าใครเป็นใคร” [God is no respecter of persons] (คำพูดนี้มาจากคัมภีร์ฉบับแปลของพระเจ้าเจมส์ ซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1611) แต่ก็มีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับว่าจะนำคำพูดนี้มาใช้ในความเป็นจริงได้อย่างไร มีผู้ใช้คำพูดนี้ในการเสนอความคิดเรื่องความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย สิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกตั้ง (สำหรับผู้ชาย หรือชายที่มีทรัพย์สิน) การยกเลิกระบบกษัตริย์และขุนนางสืบสกุล สิทธิเท่าเทียมกันในการสอนพระคัมภีร์ (ความเสมอภาคทางความสำนึก) และสิทธิเท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน ภายใต้ข้อเสนอต่างนี้มีการต่อสู้ลึกๆอยู่เบื้องล่าง ความเสมอภาคนั้น หมายถึงว่าทุกคนสะอาดเหมือนกันหรือสกปรกเหมือนกันหรือไม่ คำนี้หมายความว่าทั้งหมดเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีหรือในด้านการไร้พลังอำนาจใดๆเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่ หรือหมายความว่าความแตกต่างกันของผู้คนควรได้รับการยอมรับ หรือว่าแต่ละคนควรจะเหมือนกันหมด หรือทำให้เหมือนกันให้หมดหรือไม่

คำนิยามสองประการของคำว่าเสมอภาคเริ่มปรากฏขึ้นในระยะนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำๆนี้สามารถมีความหมายแตกแยกออกไปได้อย่างมากมาย นิยามประการแรกเป็นของพันเอกเรนส์โบโร ในการโต้วาทีซึ่งจัดโดยกองทหารปฏิวัติที่เมืองพัทนีย์ในปี 1647 เรนส์โบโรสนับสนุนการปกครองโดยความยินยอมโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าคนอังกฤษที่ยากจนที่สุดมีชีวิตของเขาเช่นเดียวกับผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” [The Putney Debatesž ใน David Wootton, ed., Divine Right and Democracy, Harmondsworth: Penguin Books, 1986, หน้า 286.] ในเบื้องแรกความสำคัญของคำนิยามนี้อยู่ที่ว่าไม่ได้ตั้งให้ความเสมอภาคอยู่บนพื้นฐานทางศาสนาหรือหลักการนามธรรม แต่บนสภาพของมนุษย์ ประชาชนมิได้เท่าเทียมกันเพราะพระเจ้าทรงเห็นเช่นนั้น และก็ไม่ได้เท่าเทียมกันเมื่อเปรียบเทียบมนุษย์ทั้งหลายกับพระเจ้า และก็มิได้เท่าเทียมกันเพราะกฎธรรมชาติบอกไว้เช่นนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทั้งหมดมีภาระหน้าที่อันเดียวกัน นั่นคือการดำรงตนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคำนิยามนี้ได้แยกเอาความเสมอภาคออกจากนัยยะทางคณิตศาสตร์ออกมา การที่ผู้คนต้องดำรงตนอยู่ไม่สามารถบรรยายหรืออธิบายได้ด้วยสูตรหรือสมการได้โดยง่าย และก็เป็นคำนิยามที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความดีเด่นหรือความสามารถ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจหรืออยู่ในสถานะใด เขาจะต้องยืนขึ้น และคำนิยามนี้ก็ไม่มีแนวคิดว่าผู้คนมีความกลมกลืนกันหรือควรจะเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่าฝ่ายของเรนส์โบโรนี้พ่ายแพ้ในสงครามปฎิวัติอังกฤษ

คำนิยามประการที่สองในระยะนี้เป็นของนักปรัชญาโทมัส ฮอบส์ ในหนังสือเรื่อง De Cive (1642) และต่อมาใน Leviathan (1651) ฮอบส์เสนอความคิดว่าผู้คนเท่าเทียมกัน ซึ่งหมายความว่าเสมอเหมือนกันในแง่ของการที่แต่ละคนไม่มีความสามารถใดๆที่จะดำรงตนอยู่ได้ เว้นเสียจากว่าจะต้องยอมศิโรราบอยู่ภายใต้องค์รัฏฐาธิปัตย์ที่ทรงอำนาจเต็ม แต่ละคนอาจจะต่างๆกันในด้านความเฉลียวฉลาดหรือพละกำลัง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้าเรามองคนที่โตเต็มที่ และพิจารณาว่าร่างกายของเรานั้นบอบบางเพียงใด ซึ่งร่างกายนี้เล่าเมื่อเสื่อมสลายไปก็ย่อมพาเอาความแข็งแรง คึกคะนองและปัญญาให้เสื่อมลงตามไปด้วย และถ้าเรามองเห็นว่าแม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็อาจเข่นฆ่าผู้ที่แข็งแรงที่สุดโดยง่าย ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ใดจะเชื่อว่าตัวเขานั้นจะแข็งแรงกว่าคนอื่นๆโดยธรรมชาติ มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันและกระทำการอันเท่าเทียมกันต่อกัน แต่ผู้ที่สามารถทำการใหญ่ได้แก่การฆ่าก็ย่อมทำสิ่งที่เท่าเทียมกันได้ ด้วยเหตุฉะนี้มนุษย์ทุกคนจึงเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ [Thomas Hobbes, Man and Citizen edited by Bernard Gert, Gloucester, Mass.: Peter Smith, 1978, หน้า 114.]

สำหรับฮอบส์แล้ว ความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเรื่องของคน คนจะเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าไม่มีใครเลยที่จะทำอะไรได้ดีไปกว่าคนอื่นๆด้วยพละกำลังของตนเอง คนทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคน “เปราะบาง” ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้คนจึงอยู่ในสภาพของความอิจฉาริษยาและความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาดังที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ ถ้าทุกๆคนลุกขึ้นยืน ผลก็คือจะเกิดสงครามของทุกคนต่อทุกคน ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพอันน้อยที่สุดในการดำรงชีวิตไว้ ทุกคนจะต้องนอนราบลงทั้งสิ้น สัญญาสังคมซึ่งชายทุกคน (คำว่า “ชาย” หรือในภาษาอังกฤษว่า “man” เป็นคำที่ถูกต้องในที่นี้ เพราะถือว่าหญิงไม่สามารถทำสัญญาสังคมได้ด้วยตนเอง) ยอมสละสิทธิตามธรรมชาติของตน เป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดการตกลงกันหรือการลงรอยกันระหว่างผู้ที่ถูกพรากออกจากสถานะเดิมของตน โดยที่แม้แต่อเลกซานเดอร์มหาราชเองก็ไม่สามารถทำได้เช่นนี้ ในการทำสัญญาเช่นนี้ผู้ที่ทำสัญญากันมีความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าความแตกต่างของแต่ละฝ่ายไม่มีความหมายใดๆเมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจอันใหญ่หลวงขององค์รัฏฐาธิปัตย์:

เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้านาย ข้าทาสมีความเท่าเทียมกันและไม่มีเกียรติยศใดๆ ข้าขององค์รัฏฐาธิปัตย์ก็เท่าเทียมกันเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบางคนจะเหนือกว่าหรือด้อยกว่าคนอื่นเมื่ออยู่พ้นจากสายตาขององค์รัฏฐาธิปัตย์ แต่เบื้องหน้าแล้วคนเหล่านี้ก็ส่องแสงเหมือนเพียงแสงของดวงดาวที่บังอาจมาแข่งรัศมีกับรังสีของดวงอาทิตย์ [Thomas Hobes, Leviathan, edited by Michael Oakeshott, หน้า 141.]

หลังจากนี้แนวคิดของความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมได้แตกแขนงออกไปมาก แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีการโอ้อวดของการแบ่งชนชั้น (ดังที่กวีโรเบิร์ต เบิร์นได้พูดไว้ว่า Gie fools their silks, and knaves their wine/ A man’s a man for all that. นอกจากนี้ก็ยังใช้ในการโจมตีการกดขี่ข่มเหง และในการเรียกร้องให้นับถือว่าเป็นมนุษย์ ในศตวรรษนี้ความเสมอภาคได้กลายเป็นคำขวัญที่ใช้วิจารณ์การแบ่งแยกทางสีผิว ทางเชื้อชาติและทางเพศ ความคิดที่ว่าความไม่เสมอภาคของทรัพย์สินเป็นความอยุติธรรมก็เป็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้เป็นเวลานับศตวรรษของกรรมกร (ในการโต้วาทีที่พัทนีย์ในปี 1647 พวกเจ้าที่ดินให้เหตุผลว่าจะไม่ให้สิทธิออกเสียงแก่พวกที่ไม่มีที่ดินเพราะกลัวว่าพวกนี้จะใช้อำนาจทางการเมืองมาทำให้ทุกคนมีทรัพย์สินเท่ากัน และความกลัวนี้ก็ฝังแน่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของระบอบทุนนิยมมาจนถึงปัจจุบัน) แนวคิดเรื่องสิทธิเท่าเทียมกันและความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมายก็เป็นศูนย์กลางของความคิดของเราเกี่ยวกับกฎหมายและความเป็นพลเมือง

ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวคิดของความเสมอภาคที่มุ่งให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกันก็เป็นพลังอันแรงกล้า ภาพลักษณ์ที่ฮอบส์เสนอเกี่ยวกับมนุษย์ว่าเหมือนกับเมล็ดทรายหรือปรมาณูในเครื่องจักรยักษ์อันได้แก่รัฐ ก็เป็นพลังที่ทำให้มนุษย์เองเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อความคิดของชาวยุโรปเกี่ยวกับประชาสังคมพัฒนาจากสังคมทางการเมืองมาเป็นสังคมทางเศรษฐกิจ ภาพของส่วนประกอบหลักของประชาสังคมนั้นก็พัฒนาไปจากพลเมืองไปสู่บุคคลเศรษฐกิจ ประชาชนก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นมีความเท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้าและบริการ

ทอคเกอวิลล์เชื่อว่ามีแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่หยุดไม่ได้ไปสู่ความเสมอภาคที่ทำให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกัน และประเทศที่เป็นผู้นำของแนวโน้มนี้คือสหรัฐอเมริกา เขายังเชื่ออีกว่าแนวโน้มนี้เป็นอันตรายต่อความเป็นไท และหนังสืออันมีชื่อเสียงของเขา คือ ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ก็มุ่งศึกษาสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทนี้รวมทั้งแสวงหาวิธีการที่จะหยุดยั้งมัน ในหนังสือเล่มนี้ทอคเกอวิลล์ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เสมือนหนึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งเขาหมายถึง “ความเสมอภาคด้านสถานะ” หรือ “ความเป็นแบบเดียวกัน” เขาเห็นว่าสังคมอเมริกันประกอบด้วยปัจเจกชนที่แยกกันอยู่และเสมอเหมือนกัน ซึ่งต่างก็ถูกตัดขาดจากอดีตและไม่สามารถสร้างความผูกพันที่มั่นคงกับผืนดินหรือกับคนอื่นๆ เราสามารถเข้าใจความหมายของทอคเกอวิลล์เกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตย (ความเสมอภาค) ได้จากคำบรรยายของเขาว่าด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด:

ในชุมชนทางตะวันตกเราอาจเห็นประชาธิปไตยอย่างสุดโต่งที่สุด ในมลรัฐเหล่านี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างลวกๆและโดยบังเอิญผู้คนที่อาศัยอยู่เพิ่งมาตั้งถิ่นฐานเมื่อวานนี้เอง ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้จักกันและเพื่อนบ้านใกล้กันต่างฝ่ายก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร . . . มลรัฐใหม่ๆทางตะวันตกนี้มีผู้คนอาศัย แต่หาได้มีสังคมแต่ประการใดไม่# [Alexis de Tocqueville, Democracy in America, edited by Phillips Bradley, New York: Vintage Books, 1960, หน้า 53-54.]

ทอคเกอวิลล์ไม่รู้ว่าสภาพเช่นนี้อีกไม่นานจะกลายเป็นสภาพธรรมดาในสังคมอุตสาหกรรม เขาคิดคำว่า “ปัจเจกชนนิยม” (individualism) มาบรรยายความเชื่ออันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวอเมริกัน (ซึ่งเขาคิดว่าเป็นความเชื่อที่ผิด) ว่าคนอเมริกันสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น และเขายังกล่าวอีกด้วยว่าความหลงผิดอันนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความกลมกลืนกันในด้านประเพณีและความคิดเห็นในหมู่ชาวอเมริกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ อันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันในตัว

ทอคเกอวิลล์กล่าวไว้ชัดเจนว่าการแบ่งแยกสังคมออกเป็นส่วนย่อยๆของปัจเจกชนที่เสมอเหมือนกันเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจขึ้นตามมาด้วย:

ข้าพเจ้าไม่รู้จักประเทศอื่นใดเลย ที่ความรักในเงินตราจะฝังรากลึกแน่นลงในจิตใจของประชากร และที่จะมีความรู้สึกเหยียดหยามอย่างยิ่งต่อทฤษฎีที่เสนอให้มีการเท่าเทียมกันของทรัพย์สินอย่างถาวร [Ibid., หน้า 53.]

ในทางกลับกัน กระบวนการที่ถอนรากประชากรออกจากผืนดิน จากอดีต และจากกันและกัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการสร้างมนุษย์เศรษฐกิจขึ้นมา ก็เป็นกระบวนการที่ได้ปลดปล่อยพลังของการแข่งขันที่ทอคเกอวิลล์มองว่า เป็นพลังอันยิ่งใหญ่น่าเกรงกลัว สำหรับเขาแล้ว ชาวอเมริกันก็เหมือนกับชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย คือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และต่างมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความร่ำรวยอันเป็นจุดหมายเพียงประการเดียวของการทำงานของพวกเขา พวกเขาลงแรงทำงานด้วยความมานะบากบั่น และด้วยความรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยามวิถีชีวิตที่เราอาจเรียกได้ว่าวิถีชิวิตแบบวีรบุรุษ ถ้าคำๆนี้เหมาะที่จะใช้เรียกอะไรก็ตามนอกจากการพยายามของคุณธรรม??[ Alexis de Tocqueville, “A Fortnight in the Wilds,” in Journey to America, edited by J. P. Mayer, New York: Doubleday, 1971, หน้า 364.]

ในบริบทของสหรัฐอเมริกาศตวรรษที่สิบเก้า ความเสมอภาคก็ถูกนิยามใหม่เป็น “ความเสมอภาคของโอกาส” ความเสมอภาคของโอกาสนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อในสังคมที่จัดรูปแบบเป็นการแข่งขันที่เอาแพ้ชนะ สิ่งที่เท่ากันไม่ใช่คนแต่ละคน แต่เป็นกฎเกณฑ์การแข่งขัน ในความหมายนี้ความเสมอภาคจึงเป็นการปรับความเสมอภาคตามกฎหมายให้กลายเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างอยู่ที่เป้าหมายของการแข่งขันก็คือการสร้างความไม่เสมอภาคขึ้น ความคิดมีอยู่ว่า การแบ่งแยกทางสังคมจะเป็นธรรมถ้าเกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม ความเสมอภาคของโอกาสก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และอันที่จริงพวกเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลายในประเทศอุตสาหกรรมจะเริ่มมอบสิทธิในการออกเสียงให้แก่ชนชั้นที่ปราศจากทรัพย์สิน ก็ต่อเมื่อเจ้าของทรัพย์เริ่มเชื่อมั่นว่าคำนิยามหลักของคำว่า “เสมอภาค” ได้เปลี่ยนเป็นความเสมอภาคของโอกาส แทนที่จะเป็นการปรับให้ราบเสมอกันแล้วเท่านั้น

ความเสมอภาคของโอกาสก็มีผลในการสร้างความกลมกลืนกัน การยอมรับความเสมอภาคเช่นนี้เท่ากับเป็นการยอมรับการแข่งขัน และการยอมรับการแข่งขันก็เท่ากับการยอมรับตัวบุคคลผู้เข้าแข่งขัน วิธีนี้ความเสมอภาคของโอกาสได้รวมเอาความหมายดั้งเดิมบางส่วนของความเสมอภาคและตัดบางส่วนทิ้งไป อันทำให้เกิดสภาวะขัดแย้งกันภายในขึ้น ซึ่งได้แก่ระบบที่สร้างความกลมกลืนกันและเกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และเป็นระบบที่กล่าวอ้างว่าผลของระบบนี้ยุติธรรม

การเมืองของการ “ไล่ให้ทัน”

เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็สามารถหันมาสู่คำถามเกี่ยวกับรูปแบบของความเสมอภาคในปริบทของอุดมการณ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบดังกล่าวอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ความเท่าเทียมกันที่การพัฒนาเศรษฐกิจให้สัญญาไว้ และความเท่าเทียมกันที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่การพัฒนาแบบใหม่นี้ให้สัญญาคือความยุติธรรมเท่าเทียมกัน (ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ) และสิ่งที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นคือความกลมกลืน (ในขณะที่มีการคงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และยิ่งไปกว่านั้นก็ทำให้ความไม่เท่าเทียมดังกล่าวร้ายแรงมากขึ้น) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แก่นแท้ของความเสมอภาคในการพัฒนาเศรษฐกิจปรากฏอยู่ในวลี “ไล่ให้ทัน” หรือ “ลดช่องว่าง” ตัวอย่างเช่น ในการประกาศการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (New International Economic Order, NIEO) ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การสหประชาชาติในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 มีการประกาศว่า NIEO:

จะแก้ไขความไม่เสมอภาคและทดแทนความอยุติธรรม อันจะทำให้การขจัดช่องว่างที่กำลังกว้างขึ้นเป็นไปได้ ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และประกันว่าจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ [Declaration on the Establishment of a New International Economic Order, Genral Assembly Resolution 3201, (S-VI), Preamble.]

แนวคิดที่ว่าความแตกต่างทางทรัพย์สินระหว่างประเทศสามารถบอกได้ว่าเป็นความไม่เสมอภาค ในความหมายของความอยุติธรรม เป็นแนวคิดที่เมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคิดฝันถึงได้ ในกรอบความคิดดั้งเดิมการกล่าวหาว่าไม่ยุติธรรมไม่อาจทำได้ระหว่างระบบที่ต่างกัน แต่ต้องเป็นภายในระบบเดียวกัน การที่แนวคิดนี้เป็นที่เข้าใจได้ในปัจจุบันเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการที่เรายอมรับว่าโลกถูกจัดระเบียบให้เป็นระบบทางเศรษฐกิจระบบเดียวกัน ในความคิดของชาวกรีกโบราณที่ยังอยู่ในนครรัฐ ความเสมอภาคสากลเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิโรมัน ในทำนองเดียวกันโลกที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทั้งหมดก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว

ความคิดใหม่ประการที่สองก็คือว่าความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดความไม่เสมอภาคได้มาก โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อระบบทุนนิยมจำกัดตัวอยู่แต่ในทวีปยุโรปและในอเมริกาเหนือ เป็นที่เข้าใจมาโดยตลอดว่ากระบวนการของระบบนี้ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาค และการลดความไม่เสมอภาคจะทำได้ก็แต่เพียงด้วยการใช้มาตรการทาง การเมือง เช่นการรวมกลุ่มเป็นสหภาพเพื่อต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลของกรรมกร หรือใช้นโยบายสวัสดิการ แนวคิดที่ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกได้กลายเป็นทุนนิยม ดังนั้นจึงอาจสร้างความเสมอภาคขึ้นได้โดยการพัฒนาของระบบนี้เอง นับเป็นแนวคิดที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า NIEO เองก็เกิดจากการเมือง องค์กรนี้หวังที่จะใช้อำนาจทางการเมืองของประเทศโลกที่สามในการบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลก และนำระบบนี้ไปสู่ทิศทางใหม่ แต่ถ้าทิศทางนี้จะต้องเปลี่ยนด้วยวิถีทางทางการเมือง ก็ยังเป็นจริงอยู่ว่าความเสมอภาคยังถือว่าเกิดขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จุดมุ่งหมายของกระบวนการทางการเมืองก็คือการปลดปล่อย ประเทศที่กำลังพัฒนาให้รวบรวมเอาทรัพยากรต่างๆเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา[Ibid., 4, (r).]

ความคิดใหม่ประการที่สามก็คือความคิดว่า การพัฒนาสามารถนำไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติในด้านเกี่ยวกับความร่ำรวย หรือ ความมั่งคั่งอย่างสูงสุด ดังที่ประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมนได้กล่าวไว้ในปี 1949 ในการประกาศเป้าหมายสี่ประการ (Four Points Program) เมื่อเป็นเช่นนี้ ปฏิญญาของระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่หรือ NIEO ก็ให้ความหวังว่า ความแตกต่างอันพบได้ทั่วไปในโลกอาจจะถูกขับไล่ไปและความมั่งคั่งสามารถเป็นของทุกคนได้ [ Ibid., 4, (b).] ถ้าจะให้กล่าวโดยไม่เกรงกลัวแล้ว จะพบว่าแนวคิดนี้น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายมาเป็นแนวคิดที่เราค่อนข้างคุ้นเคย ในวาทกรรมทางการพัฒนาที่สุภาพจะไม่มีการพูดถึงการปรับให้ราบลงเท่ากัน มีแต่การปรับให้สูงเสมอกัน นี่คือความหมายของ “การไล่ให้ทัน”

เช่นเดียวกับความเสมอภาคของโอกาส แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคในการพัฒนาโลกก็ตึ้งอยู่บนพื้นฐานว่า ทุกคนในโลกกำลังเล่นหรือน่าจะเล่นเกมส์เดียวกัน การที่ประชาชนในโลกจะเล่นเกมส์การพัฒนาได้ ก็จะต้องถูกทำให้กลายเป็นผู้เล่นจริงๆเสียก่อน ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นอันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทฤษฏีการพัฒนา นักทฤษฎีเรื่องการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่ต่างก็มีความจริงใจในประเด็นที่ว่า การแทรกซึมของการทำให้เกิดความกลมกลืนกันลงไปในบุคคลิกภาพและวัฒนธรรมจะต้องลงไปลึกมาก:

ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดจนการยอมรับแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและความสัมพันธ์ของมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งก็คือการยอมรับค่านิยมใหม่ๆและการเปลี่ยนสิ่งที่ชื่นชอบ มิติที่ลึกยิ่งกว่านี้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในด้านแรงจูงใจและทิศทางที่พลังงานของมนุษย์ควรจะถูกชักนำไป [Lucian W. Pye, Communications and Motivations for Modernization, in Pye, ed., Communications and Political Development, Princeton, NJ: Princeton University Press, 1963, หน้า 149.]

การ “รวบรวมพลัง” หรือในภาษาอังกฤษว่า “mobilize” ประชาชนและวัฒนธรรมเข้ามาในระบบเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการของการดึงเอามนุษย์เศรษฐกิจออกมาจากปริบทดั้งเดิม เช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ หรือในอังกฤษ ข้อแตกต่างที่เพียงแต่ว่าครั้งนี้ขอบเขตของกระบวนการใหญ่โตกว่ามาก วัฒนธรรมต่างๆของมนุษย์อันมีอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งต่างก็ได้พัฒนาขึ้น (ในความหมายดั้งเดิม) ด้วยแรงงานและจินตนาการของประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษย์ ได้ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ระบบคุณค่าเดียวกัน และสิ่งใดก็ตามที่ไม่เข้ากับระบบใหม่นี้ก็จะถูกตัดทิ้งไปด้วยการตัดสินอย่างทารุณที่สุดเท่าที่พวกประโยชน์นิยมจะทำได้ นั่นคือการบอกว่าสิ่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้

สาธารณชนผู้ซึ่งไม่ติดยึดอยู่กับบรรทัดฐานใดๆของการตัดสินนอกไปจากบรรทัดฐานของเผ่าพันธ์ ถิ่นกำเนิด กลุ่มพรรคพวกหรืออารมณ์ . . . . ผู้คนเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อสังคมสมัยใหม่ [Edward Shils, “Demagogues and Cadres in the Political Development of the New States,” in Pye, op. cit., หน้า 64.]

เมื่อประชาชนเดิมตามบรรทัดฐานดั้งเดิมของตนในการตัดสินสิ่งต่างๆ ประชาชนเหล่านี้ก็มีความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับว่าความมั่งคั่งคืออะไร (ซึ่งบ่อยครั้งจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางสายกลางเป็นวิถีหนึ่งไปสู้เป้าหมาย) และว่าความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร (บ่อยครั้งเกี่ยวกับกลวิธีในการแจกจ่ายแบ่งปันเพื่อลดช่องว่าง) มาบัดนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ลดคุณค่าลงไปโดยฝีมือของนักพัฒนาตะวันตก [หรือที่เดินตามรอยเท้าของนักพัฒนาตะวันตก – เติมโดยผู้แปล ] ซึ่งมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงขยะ (หรือ ไม่มีประโยชน์ž ตามคำพูดของ เอ็ดเวิร์ด ชิลล์) ความรุ่มรวยและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดของวัฒนธรรมมนุษย์ได้ถูกนิยามใหม่ และถูกมองว่าเป็นลักษณะอันน่าสมเพชของความด้อยพัฒนา

การพัฒนาได้ให้สัญญาว่าจะเกิดความเท่าเทียมกันในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่การพัฒนากำลังก่อให้เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้พินาศลงไป

การเรียกร้องอันว่างเปล่าเพื่อความเสมอภาคในโลก

บางคนอาจคิดว่า การเสียสละโดยคนส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คุ้มค่า ถ้าคำสัญญานี้เพียงเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้จึงควรจะกล่าวถึงเหตุผลลางประการที่แสดงว่า คำสัญญานี้ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

ประการแรก พิจารณาข้อมูลสถิติ จากสถิติของธนาคารโลกในปีค.ศ. 1988 ใน World Development Report รายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศที่ธนาคารแห่งนี้เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจตลาดอุตสาหกรรม” (ได้แก่ประเทศทุนนิยม 20 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด) เท่ากับ 12,960 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโตโดยเฉลี่ย (1965-1986) 2.3 เปอร์เซนต์ การคำนวณง่ายๆให้ผลว่า การเพิ่มต่อปีในรายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศเหล่านี้เท่ากับ 298.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีกฟากหนึ่ง รายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่ยากจนที่สุด 33 ประเทศในปีเดียวกันเท่ากับ 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโต 3.1 เปอร์เซนต์ การคำนวณแบบเดียวกันให้ผลว่า การเพิ่มของรายได้ประชาชาติต่อปีมีเพียง 8.37 ดอลลาร์เท่านั้น จึงไม่น่าสงสัยแม้แต่น้อยว่า ช่องว่างระหว่างประเทศทางเหนือกับทางใต้จะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ เป็นจริงที่ว่าถ้าประเทศยากจนสามารถรักษาอัตราโตเช่นนี้ไว้ได้โดยให้สูงกว่าอัตราของประเทศร่ำรวยเป็นเวลานานมากๆ ในทางทฤษฎีแล้วก็จะถึงเวลาหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีฐานะเท่ากัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อใดกันแน่ สมมติว่าอัตราโตที่รายงานใน World Development Report เป็นอัตราคงที่ เราอาจจะคำนวณหาได้ว่า ระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าประเทศยากจนจะโตให้เท่ากับระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศร่ำรวยในปี 1986 ได้นั้น เป็นเวลาถึง 127 ปี และประเทศยากจนก็จะ “ไล่ทัน” ประเทศร่ำรวยได้ในเวลารวม 497 ปี ในขณะนั้นจำนวนตัวเลขของรายได้ประชาชาติจะเป็น 1,049 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ! แม้เราจะถือเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คืออัตราโตคงที่สำหรับประเทศยากจนทั้งหมดเป็น 5 เปอร์เซนต์ ประเทศเหล่านี้ก็จะใช้เวลาถึง 149 ปีกว่าจะขึ้นมาทัน ซึ่งในขณะนั้นรายได้ประชาชาติต่อหัวก็จะเท่ากับ 400,000 ดอลลาร์ต่อปี อันที่จริงอัตราโตของประเทศเหล่านี้ ยกเว้นของอินเดียและจีนเท่ากับเพียง 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าประเทศเหล่านี้จะไม่มีวันไล่ทันได้เลย

ตัวเลขเหล่านี้น่าจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่า หลังจากที่ได้พยายามและลงแรงไปมากเพื่อ “การพัฒนา” ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนก็ยังคงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ถ้านักเศรษฐศาสตร์เช่น เอ จี แฟรงค์ ซามีร์ อามิน หรืออิมมานูเอง วอลเลนสไตน์คิดถูกแล้ว โลกในนี้มิใช่เศรษฐกิจของชาติหลายๆชาติที่มารวมเข้าด้วยกัน เช่นที่รายงานของธนาคารโลกเสนอ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจระบบเดียวกันที่ทำงานโดยการถ่ายเททรัพยากรจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย ส่วนใหญ่ของ “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ซึ่งได้แก่ทรัพยากรของประเทศร่ำรวย คือ ทรัพยากรที่นำเข้ามาจากประเทศยากจน ระบบเศรษฐกิจของโลก ก่อให้เกิด ความไม่เสมอภาคและ ดำรงอยู่ บนความไม่เสมอภาค เช่นเดียวกับที่เครื่องยนต์สันดาปภายในถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างความกดอากาศข้างบนกับข้างล่างห้องสูบ ระบบเศรษฐกิจโลกก็ถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน

ถ้ามีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการไล่ให้ทัน เราอาจอ้างถึงอดีตประธานธนาคารโลกโรเบิร์ต แมคนามารา ในการพูดอันมีชื่อเสียงครั้งหนึ่งต่อคณะกรรมการของธนาคารในปี 1973 แมคนามารากล่าวว่าการที่ประเทศร่ำรวยจะต่อต้านการพัฒนาของประเทศยากจนเป็น การมองการณ์ใกล้ เพราะว่าในระยะยาวประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนก็จะได้ประโยชน์ [Robert S. McNamara, Address to the Board of Governors, World Bank, Nairobi, Kenya, 24 September 1973.] เราอาจมั่นใจได้ว่าการพัฒนาใดๆที่ทำให้ประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้นบ้างจะเป็นกระบวนการที่ทำให้ประเทศร่ำรวยยิ่งรวยขึ้นอีกมากมาย

ผู้สนับสนุนการพัฒนาบางคนให้เหตุผลว่า เรื่องนี้เป็นจริงกับการพัฒนาบางประเภทเท่านั้น และมีการพัฒนาแบบอื่น เช่นทางเลือกการพัฒนา การพัฒนาแท้ การพัฒนาเพื่อประชาชน หรืออย่างอื่นที่คล้ายๆกัน ที่สามารถนำความเสมอภาคและความมั่งคั่งมาสู่โลกทั้งหมดได้ ถ้าเรื่องนี้หมายความว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างไปสามารถหยุดการกดขี่ข่มเหงและความอดหยาก พร้อมกับสร้างสันติภาพและความยุติธรรมในระดับนานาชาติ สิ่งนี้จะเป็นความหวังที่ไม่อาจละทิ้งได้ แต่ถ้าสิ่งนี้หมายความว่า มีกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจบางอย่างที่อาจสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีระดับของสิ่งที่เรียกกันในปัจจุบันว่าความมั่งคั่งได้แล้วละก็ เรื่องนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

มีผู้ประมาณการเอาไว้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะให้ประชากรของโลกทั้งหมด มีอัตราการบริโภคพลังงานเท่ากับประชากรของเมืองลอส แอนเจลีสแล้ว เราจะต้องมีโลกถึงห้าใบจึงจะเพียงพอ ตัวเลขที่แน่นอนอาจจะเป็นที่น่าสงสัย แต่ประเด็นหลักก็ไม่อาจโต้แย้งได้ ถ้าเราไม่พิจารณาการที่ระดับของการบริโภคอันสูงลิ่วของเมืองลอส แอนเจลีส ไม่ได้ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันแตกอย่างใด และมิได้ขจัดความยากจนในเมืองนั้น โลกก็ไม่อาจหล่อเลี้ยงคนร่ำรวยส่วนน้อยที่ดำรงตนอยู่ด้วยการบริโภคพลังงานมากขนาดนี้ ความเชื่อเก่าแก่นี้มีเป้าหมายในทางปฏิบัติ คือทำให้ประชาชนหันเหความสนใจจากความไม่เสมอภาคที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจโลก และยังสร้างความชอบธรรมให้แก่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล รวมทั้งจ้างงานให้คนจิตใจดีมากมายให้อยู่ในระบบ แต่ข้อเท็จจริงก็ยังเป็นเช่นเดิม คือในระบบเศรษฐกิจนี้หรืออื่นใด ก็ตาม ระดับของการบริโภคของคนร่ำรวยจะกัดกินโลกให้หมดไป ถ้าถูกขยายขอบเขตออกไป

ประการสุดท้ายคือ ตามความหมายของคำว่า “rich” เองในภาษาอังกฤษนั้น สิ่งที่เรียกได้ว่า rich ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนแบ่งปันกันได้ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า rich คืออะไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับ Oxford English Dictionary บอกเราว่าก่อนที่คำๆนี้จะมีความหมายในเชิงเศรษฐกิจ คำนี้เคยมีความหมายเชิงการเมืองมาก่อน คำๆนี้มีที่มาจากคำละตินว่า rex ซึ่งแปลว่า “ราชา” และคำนิยามที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว คือความหมายว่า “ทรงพลัง” “มีอำนาจ” “สูงส่ง” “ประเสริฐ” “ยิ่งใหญ่” อีกความหมายหนึ่งอยู่ในรูปตัวสะกดว่า riche ซึ่งเลิกใช้ไปแล้วเช่นกัน ได้แก่ “ราชอาณาจักร” “แว่นแคว้น” “เขตแดนของราชา” แต่เดิมผู้ที่ได้ชื่อว่า rich คือผู้ที่มีพลังอำนาจเปรียบประดุจราชา นั่นคือพลังอำนาจเหนือผู้อื่น ความหมายคือพลังอำนาจที่คุณเท่านั้นที่มีได้แต่คนอื่นๆไม่มี ที่ใดที่ไม่มีข้าราษฎร ที่นั้นก็จะไม่มีราชา เพิ่งมาไม่นานนี้เองที่คำๆนี้ได้มีความหมายแคบเข้าเป็นพลังอำนาจที่คุณมีเหนือผู้อื่น เพราะคุณมีเงินมากกว่าผู้อื่น โดยแก่นแท้แล้ว การเป็นผู้ได้ชื่อว่า rich มิได้หมายความว่าเป็นผู้ที่ควบคุมทรัพย์สิน แต่เป็นผู้ที่ควบคุมผู้อื่นเนื่องจากมีทรัพย์มากกว่า ค่าของเงินตราก็มิได้เป็นสิ่งที่ลึกลับแต่ประการใด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า “อำนาจซื้อ” หรือ purchasing power ในภาษาอังกฤษ [เชิงอรรถ – # เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำในทางเศรษฐศาสตร์นั้น แต่เดิมแล้วเป็นคำที่มิได้มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์เลย ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ดิบและหยาบ ซึ่งได้หลบซ่อนตัวอยู่ในนิยายปรัมปราว่าด้วย “สัญญาอิสระ” ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ดังที่พจนานุกรม Oxford English Dictionary ได้ให้นิยามไว้อย่างแจ่มชัด คำว่า purchase ในภาษาอังกฤษ (ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำละตินว่า pro capitare แปลว่า “ไล่” “ล่า” “จับ”) เคยมีความหมายว่า “ยึดหรือถือเอาด้วยพละกำลังหรือด้วยความรุนแรง” “ทำลายล้าง” “ปล้นสะดมภ์” “จับยึด” นอกจากนี้คำว่า finance ก็มีความหมายว่า “การจ่ายทรัพย์เพื่อแลกกับการปลดปล่อยจากการถูกจับหรือการลงโทษ” คำว่า pay ก็มาจากคำละตินว่า pacere หมายความว่า “ไถ่” “ทำให้สงบ” “ทำให้เลิกรบ”] ประเด็นนี้ได้มีผู้กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งราวร้อยปีล่วงแล้ว ซึ่งได้แก่จอห์น รัสกิ้น

ข้าพเจ้าสังเกตว่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลายยากนักที่จะหาใครที่รู้ว่าคำว่า “rich” มีความหมายว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุดถ้าเขารู้ เขาก็มิได้ใช้เหตุผลเพื่อจะได้ตระหนักว่า คำๆนี้เป็นคำที่มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อสัมพันธ์กับคำอื่น ได้แก่คำว่า “poor” เช่นเดียวกับที่คำว่า “เหนือ” มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเปรียบเทียบกับ “ใต้” ผู้คนพูดกับเขียนราวกับว่า riches หรือทรัพย์สินต่างๆเป็นสิ่งสัมบูรณ์ หรือมีค่าในตัวของมันเอง และเป็นไปได้ที่ว่าทุกๆคนจะร่ำรวยได้ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่อันที่จริง ความร่ำรวยเป็นพลังชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างระหว่างขั้วทั้งสองที่ข้างหนึ่งมีประจุแต่อีกข้างหนึ่งไม่มี พลังของเงินหนึ่งกินนีในกระเป๋าคุณขึ้นอยู่กับการที่เงินจำนวนนี้ไม่ปรากฏตัวอยู่ในกระเป๋าของเพื่อนของคุณ ถ้าเขาไม่ต้องการเงินจำนวนนี้ เงินนี้ก็จะไม่มีความหมายใดๆต่อคุณเลย พลังของเงินในกระเป๋าของคุณขึ้นโดยตรงกับการที่เพื่อนของคุณต้องการจะได้เงินนั้นมากเท่าใด และด้วยเหตุฉะนี้ศิลปะของการสร้างความร่ำรวยก็คือศิลปะของการทำให้เพื่อนบ้านของคุณยากจนลงนั่นเอง [John Ruskin, Unto This Last, Lincoln, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967 (original edn., 1860), หน้า 30.]

เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งแยกคนเป็นคนรวยและคนจนก็มิใช่ผลของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสัจพจน์ที่แฝงอยู่ในการมีคนรวยขึ้นมาได้ การพยายามสร้างภาพขึ้นว่าทรัพย์สินต่างๆของโลกเป็นสิ่งที่ทุกๆคนมีได้เท่าเทียมกันเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงอย่างร้ายกาจ แต่ภาพอันฉ้อฉลนี้เองที่เป็นที่ภาพที่นิยายลวงโลกเรื่อง “การตามให้ทันทางเศรษฐกิจ” เสนอออกมาหลอกลวงอยู่ตลอด การหลอกลวงนี้เริ่มต้นที่การบอกว่า จะให้ความร่ำรวยระดับหนึ่งแก่ ทุกๆคน ซึ่งความร่ำรวยดังกล่าวนี้เป็นความร่ำรวยที่ทำให้จำเป็นต้องมี บางคน ที่ยากจน นิยายลวงโลกนี้ทำให้ชีวิตบางแบบกลายเป็นชีวิตที่พึงปรารถนา ชีวิตเช่นนี้ได้แก่ ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อมีส่วนร่วมในการผลิตของโลก (เนื่องจากคนอื่นๆทำมากกว่า) ชีวิตที่บริโภคมากกว่าส่วนแบ่งของตนในปริมาณสินค้าของโลก (เนื่องจากคนอื่นบริโภคน้อยกว่า) และชีวิตที่สุขสบายเนื่องจากมีคนใช้มากมายคอยปรนนิบัติ (ไม่ว่าคนรับใช้เหล่านั้นจะรับจ้างโดยตรงหรือไม่ก็ตาม) ถ้าระบบเศรษฐกิจเปรียบเทียบได้กับรูปปิรามิด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทุกๆคนอยากยืนอยู่บนยอด แต่ไม่มีหนทางใดเลยที่สภาพเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ [เนื่องจากว่าชีวิตแบบนั้นทำให้จำเป็นต้องมีคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องยากจนอยู่ – เติมโดยผู้แปล ]

ความไม่เท่าเทียมกันที่แฝงอยู่แล้วในระบบเช่นนี้ ก็ยังแฝงตัวอยู่ในการบริโภคของคนสมัยใหม่ด้วย เราได้เรียนรู้จาก ธอร์สตีน เวเบลน ว่าการบริโภคส่วนใหญ่ที่เราถือว่าเป็นความร่ำรวยแบบสมัยใหม่นั้นเรียกว่า “การบริโภคแบบโอ้อวด” หรือในภาษาอังกฤษว่า conspicuous consumption ความสุขที่ได้จากการบริโภคแบบนี้ก็คือการที่รู้ว่ามีคนอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสบริโภคได้แบบเดียวกัน การบริโภคแบบโอ้อวดนี้มิได้จำกัดตัวอยู่แต่คนรวยเท่านั้น การพยายามทำให้ผู้คนเกิดภาพในใจขึ้นว่าสินค้าชนิดหนึ่งทำให้ผู้ใช้กลายเป็น “ชนชั้นสูง” เป็นวิธีการขายสินค้าไม่จำเป็นให้แก่คนยากจน ซึ่งเป็นวิธีการที่เหล่าบริษัทโฆษณาทั้งหลายรู้จักกันดี การบริโภคแบบโอ้อวดนี้ก็มิได้จำกัดตัวอยู่แต่ในประเทศที่ร่ำรวย การปลูกฝังความต้องการได้บริโภคเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของนักพัฒนาซึ่งต่างก็พูดถึง “การปฏิวัติของความต้องการที่สูงขึ้น” การปลูกฝังความต้องการชีวิตแบบชนชั้นสูง และการโฆษณาชวนเชื่อว่าสินค้าหลายชนิดในท้องตลาดนำมาซึ่งชีวิตแบบนั้น ทำให้นักการขายมีความหวังว่าผู้บริโภคจะกลายเป็นหนูถีบจักรที่คอยแต่จะทำให้เขารวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้อยคำของเวเบลนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในยุคที่เรารู้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่รู้จักพอนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะของสิ่งแวดล้อม

ถ้า . . . แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการสะสมเป็นเพียงการขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือในการแสวงหาความสะดวกสบายทางร่างกายในระดับหนึ่งแล้ว ความต้องการทางเศรษฐกิจโดยรวมของชุมชนก็อาจจะตอบสนองได้เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง . . . . แต่เนื่องจากว่าการต่อสู้นั้นเป็นการแข่งขันกันเพื่อชื่อเสียง อันตั้งอยู่บนพื้นฐานคือการเปรียบเทียบระหว่างกันว่าใครจะมีมากกว่ากัน ผลที่ตามมาก็คือการบรรลุถึงจุดหมายของพัฒนาหรือการแสวงหาความร่ำรวยนั้นไม่สามารถเป็นไปได้เลย [Thorstein Veblen, The Theory of the Leisure Class, Mentor, 1953, หน้า 39.]

ดังนั้น เหตุผลเดียวกันนี้ก็ทำให้เราสรุปได้ว่า การที่สังคมที่เคยเป็นสังคมนิยมมาก่อนอยากจะยกระดับชีวิตของตนให้เท่ากับในสหรัฐฯ ทำให้สังคมเหล่านั้นแตกตัวออกมาเป็นชนชั้นและเกิดโครงสร้างของชนชั้นขึ้น ระดับการครองชีพของสหรัฐฯมีนัยยะเรื่องชนชั้นเกี่ยวเข้ามาด้วย เหตุนี้เองที่คำสะแลงในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน classy (แปลเป็นไทยว่า “ชั้นสูง” – เติมโดยผู้แปล ) ใช้เรียกใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตอย่างหรูหราเช่นนี้

ความเสมอภาคในการพัฒนา หรือการพยายามไล่ให้ทันด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จึงเป็นแนวคิดที่สวนทางกับสามัญสำนึกและวิชาเศรษฐศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ (ตราบใดที่เรายังต้องอยู่บนโลกใบเดียว) และเป็นความขัดแย้งทางตรรกะ ในขณะเดียวกันก็ยังให้เกิดความไม่เสมอภาคแบบใหม่ๆขึ้นอีกด้วย การให้โลกตกอยู่ภายใต้มาตราวัดเหมือนกัน ทำให้โอกาสของการเปรียบเทียบสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “ความเสมอภาคอันมีประสิทธิผลของสิ่งที่เข้ากันไม่ได้” ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแต่ละวัฒนธรรมมีประเพณีและมาตรฐานของการตัดสินคุณค่าไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณค่านี้ไม่สามารถนำมาวัดหรือจัดลำดับกันโดยใช้กรอบที่ครอบคลุมวัฒนธรรมต่างๆได้ การที่เป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ทุกๆคนหรือทุกๆฝ่ายได้รับเสียงเท่าๆกันและศักดิ์ศรีเท่าๆกัน แนวคิดที่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นแนวคิดปัจจุบันก็คือวัฒนธรรมทั้งหมดในโลกสามารถวัดและเปรียบเทียบกันได้ โดยอาศัยมาตรวัด “มาตรฐานการครองชีพ” (ซึ่งมีนัยยะว่ามีการปรับให้การดำรงชีวิตของทั้งหมดให้มีระดับเท่าเทียมกัน) มาตรวัดดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้วัฒนธรรมต่างๆสามารถเข้ากันได้ และวัดเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งย่อมหมายความว่าไม่เท่าเทียมกัน แนวคิดเช่นนี้เป็นการทำให้ประชาชนในโลกต้องสูญเสียแนวคิดเฉพาะตนเกี่ยวกับเรื่องว่า ความมั่งคั่งคืออะไร สถานการณ์ที่ประชาชนกลับกลายมาคิดถึงความมั่งคั่งในแนวเดียวกันหมดนี้ ทำให้การกะเกณฑ์ผู้คนมาเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกง่ายขึ้นมาก ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็น “คนยากจน” ของโลกเคียงคู่กับ “คนร่ำรวย” ทรัพย์สินของ “คนยากจน” ทำให้คนรวยรวยขึ้น การที่คนยากจนไม่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทำให้คนร่ำรวยมีพลังขึ้นมาได้ ความต่ำต้อยของคนจนทำให้คนรวยหยิ่งจองหอง และการที่คนจนต้องพึ่งพาอาศัยคนรวยทำให้คนรวยมีความเป็นอิสระขึ้นมาได้ ความเท่าเทียมกันที่เกี่ยวกับการ “ลดช่องว่าง” หรือ “การตามให้ทัน” จึงเป็นเพียงนิยายลวงโลกที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเป็นจริงของการจัดองค์กรและการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความไม่เท่าเทียมกัน

ทรัพย์ร่วม

ความร่ำรวยมิได้เป็นเพียงรูปแบบเดียวของทรัพย์ แต่มีอีกหลายรูปแบบที่คนทั่วไปอาจแบ่งปันกันได้ อย่างไรก็ตามรูปแบบเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ คำว่า “ทรัพย์ร่วม” หรือในภาษาอังกฤษว่า commonwealth เป็นคำที่แปลมาจากคำภาษาละตินว่า res publica หรือ “สิ่งสาธารณะ” ทรัพย์ร่วมไม่ใช่อะไรที่มีขึ้นได้ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการแบ่งปันทางการเมืองโดยชุมชนนั้นๆ แนวคิดนี้เป็นที่รู้กันในสังคมส่วนใหญ่ในโลก และก็ยังเป็นที่รู้จักแม้ในสังคมที่เป็นทุนนิยมแบบจัดที่สุด ทรัพย์ร่วมอาจอยู่ในรูปของถนนสาธารณะ สะพาน ห้องสมุด สวน โรงเรียน วัดหรือโบสถ์ หรืองานทางศิลปะที่ทำให้ชีวิตของผู้คนทั้งหมดรุ่มรวยขึ้น ทรัพย์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปของ “สมบัติสาธารณประโยชน์” เช่น ที่ทำกินที่ใช้ร่วมกัน ป่าเขา หรือท้องทะเล หรืออาจอยู่ในรูปของงานพิธี เทศกาล งานเฉลิมฉลอง การร่ายรำ และความบันเทิงของส่วนรวมอื่นๆที่ทุกๆคนร่วมกันเฉลิมฉลอง โดยทั่วไปแล้ว ชุมชนที่เลือกเน้นหนักที่สหทรัพย์และการใช้ทรัพย์นี้ร่วมกัน ก็มักจะปลูกฝังการประมาณตนในการบริโภคส่วนบุคคลไปพร้อมกันด้วย

การรวบเอาโลกทั้งหมดมาอยู่ภายใต้มาตรวัดเดียวกัน เพื่อให้ชุมชนทุกรูปแบบยกเว้นรูปแบบเดียวเท่านั้นต้องกลายเป็นชุมชนที่ด้อยค่า ด้อยพัฒนา ไม่เท่าเทียมและน่าสงสาร เป็นการกระทำที่ทำให้เราเสมือนหนึ่งตาบอด การกำจัดการใช้มาตรวัดประเภทนี้ออกไปจากจิตใจทำให้เรามองเห็นโลกในแง่มุมใหม่ที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน และทำให้เราเห็นว่า ความเป็นไปได้มิได้มีเพียงสองเท่านั้น คือการพัฒนาหรือการไม่พัฒนา แต่จริงๆแล้วมีหนทางมากมายหลากหลายที่เป็นไปได้ในการจัดระเบียบชุมชน การกลับมาค้นพบคุณค่าต่างๆในชุมชนเหล่านี้มิได้หมายความว่า เราค้นพบคุณค่าในความยากจน แต่พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยถูกเรียกว่า “จน” แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบอีกรูปหนึ่งของความมั่งคั่ง คำว่า “prosper” ในภาษาอังกฤษ (ละตินว่า pro spere ) มีความหมายดั้งเดิมว่า “เป็นไปตามความหวัง” การที่ผู้คนจะมั่งคั่งอย่างไรและเมื่อใดนั้น ขึ้นกับว่าเขาหวังอะไร และความมั่งคั่งจะกลายเป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจไปก็ต่อเมื่อเราล้มเลิกหรือทำลายความหวังทั้งหมดนอกจากความหวังทางเศรษฐกิจเท่านั้น

ถ้าทรัพย์เป็นผลผลิตส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ชุมชนต่างๆอาจเลือกทางเดินต่างๆกันเกี่ยวกับว่าส่วนเกินนี้ควรจะทำอย่างไร หรืออยู่ในรูปแบบใด ส่วนเกินอาจอยู่ในรูปแบบของการบริโภคส่วนบุคคลหรือในงานสาธารณะ หรืออาจอยู่ในรูปของการลดภาระการทำงาน หรือการใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสรรค์ในงานศิลปะ การเรียน การฉลอง หรือในงานพิธีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเลือกทางการเมือง ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ถ้าเราคิดว่าทางเลือกทางการเมืองคือการตัดสินใจขั้นพื้นฐานในชุมชนเกี่ยวกับว่า ทรัพย์สินหรือผลผลิตในชุมชนนั้นจะแบ่งปันกันอย่างไร ถ้ากฎเกณฑ์ของการแบ่งปันคือการให้ผลผลิตแก่ทุกคนตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เราก็จำต้องเข้าใจด้วยว่ามีหลายชุมชนในโลกที่จัดระเบียบชุมชนของตน เพื่อให้ผืนดินได้สิ่งที่มันควรได้ ท้องทะเลได้สิ่งที่มันควรได้ ป่าได้สิ่งที่ควรได้ ปลา นก และสัตว์ทั้งหลายก็ได้สัดส่วนของตนด้วย สำหรับชุมชนเหล่านี้ซึ่งได้ให้ผลผลิตส่วนเกินแก่ผืนดินแล้ว ความยากจนข้นแค้นที่เขาดูเหมือนจะประสบอยู่ แท้ที่จริงแล้วเป็นความร่ำรวยอย่างยิ่งที่อยู่ในรูปของผลผลิตส่วนเกินปริมาณมากและทรัพย์ร่วมขนาดมหาศาล การจับคู่กันระหว่างแนวคิดโบราณเรื่อง ทรัพย์ร่วมž และแนวคิดปัจจุบันเกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” ที่กำลังเกิดขึ้น (หรือเกิดขึ้นมาใหม่) อาจก่อให้เกิดนิยามใหม่ที่เป็นประโยชน์ว่า ทรัพย์ž นั้นแท้ที่จริงคืออะไร

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าความไม่เสมอภาคไม่ใช่ปัญหาในโลกปัจจุบัน ความไม่เสมอภาคยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม แต่เป็นปัญหาของ isos [ความไม่เท่ากัน] ไม่ใช่ homoios [ความเป็นเนื้อเดียวกัน] ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่ประสบอยู่เป็นปัญหาที่เรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่การทำให้ผู้คนทั้งหมดในโลกมีลักษณะเหมือนกันหมดสิ้น จนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกเพียงระบบเดียวและวัฒนธรรมเพียงวัฒนธรรมเดียว กล่าวสั้นๆก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันมิใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ถ้าจะพูดกันอย่างถูกต้องจริงๆแล้ว เศรษฐศาสตร์ไม่มีศัพท์ที่บรรยายความไม่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นปัญหา แต่มีเพียงศัพท์ที่แสดงความไม่เท่าเทียมกันตามที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ความยุติธรรมž มิใช่คำในวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าความไม่เสมอภาคเป็นปัญหา ก็เป็นปัญหาทางการเมือง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อปลดแอก

ท้ายที่สุด การวิเคราะห์ข้างต้นนี้ทำให้เราสามารถระบุตัวปัญหาของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้ ปัญหา ที่แท้จริงของความไม่เสมอภาคไม่ได้อยู้ที่ความยากจน แต่อยู่ที่ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เมื่อเป็นเช่นนี้ “ปัญหาของคนยากจนในโลก” ถ้าจะนิยามให้ถูกต้องแล้ว ก็เป็นหนึ่งเดียวกับ ปัญหาของคนร่ำรวยในโลกž ทั้งนี้ความหมายก็คือว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนยากจนอย่างขนานใหญ่เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการพัฒนา แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้านความฟุ้งเฟ้อ เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการต่อต้านการพัฒนา การเดินทางเส้นทางหลังนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ เพื่อบีบบังคับให้คนส่วนใหญ่ในโลกรู้สึกอับอายในประเพณีดั้งเดิมของตนที่นิยมการบริโภคเพียงพอควร แต่เป็นการเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ที่จะบีบบังคับให้คนร่ำรวยเกิดความละอายใจและความอดสูต่อนิสัยในการบริโภคอย่างไร้ขอบเขตและไร้ยางอาย รวมทั้งให้เห็นความน่าทุเรศของการยืมจมูกคนอื่นหายใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยได้ เราอาจกลับไปที่ภูมิปัญญาของอริสโตเติลอีกครั้งหนึ่ง อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า

อาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้กระทำในนามของความอดอยาก แต่ในนามของความฟุ่มเฟือย มนุษย์มิได้กลายเป็นทรราชเพียงเพื่อที่จะหลีกหนีจากความเหน็บหนาว (Politics 1267a)

บรรณานุกรม

เป็นไปได้ว่าการยืนยันครั้งแรกเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมืองอยู่ในสุนทรพจน์ของเพริคลีสที่กล่าวในงานศพ (Funeral Oration) ซึ่งธูซิดิดีสได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง “สงครามเพโลพอนนีเซียน” (The Peloponnesian War, Crawley tr., with intro. by John H. Finley, Jr., New York: Modern Library, 1951) ในสมัยนี้หลายคนเริ่มลืมไปว่า ถ้อยคำของเพริคลีสนี้กล่าวขึ้นในการเล่าเรื่องว่าความเท่าเทียมกันในความหยิ่งผยองนำความหายนะมาสู่ชาวเอเธนส์อย่างไร เพลโตในงานเรื่อง อุตมรัฐ (The Republic, New York: 1968 ผมแนะนำฉบับแปลของ Harold Bloom แต่ไม่จำเป็นว่าผมจะแนนำบทความอธิบายของเขา) ได้สร้างนครรัฐในอุดมคติไว้บทพื้นฐานของความไม่เสมอภาคที่เฉียบขาด และเสียดสีระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคแม้แต่แก่สัตว์ การอภิปรายอย่างจริงจังและเป็นวิชาการเกี่ยวกับความเสมอภาคเริ่มต้นที่อริสโตเติล (Politics, London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1932, book II; Nicomechean Ethics. London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1926, Book V)

คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ (ในงานเขียนต่างๆ โดยเฉพาะ The World Turned Upside Down, Penguin, 1972) ให้ภาพอันเจ่มชัดของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันและอิสรภาพในการปฏิวัติอังกฤษ โดยเขียนจากมุมมองที่เข้าข้างฝ่าย Diggers เชื่อได้ยากว่าเขาเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แหล่งรวบรวมเอกสารที่เชื่อถือได้และหาได้ง่ายจากสมัยนั้นคือหนังสือที่ David Wootton เป็นผู้รวมรวมและตรวจชำระเรื่อง (Divine Right and Democracy, Penguin 1986) โธมัส ฮอบส์ ซึ่งหวาดกลัวเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก (Leviathan, Michael Oakeshott, ed., intro. by Richard S. Peters, New York and London: Collier, 1962) ได้พัฒนาแบบจำลองที่เป็นที่รู้จักกันดี เกี่ยวกับว่าความเสมอภาคอย่างที่เป็นความเสมอเหมือนจะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางอำนาจอย่างสมบูรณ์ นักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยปฏิวัติปี 1688 ในอังกฤษคือจอห์น ล็อค (Two Treatises of Government, ed. with intro. by Peter Laslett, London: Cambridge University Press, 1963) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่จับเอาการปฏิวัติเรื่องความเสมอภาคยัดใส่กล่อง แล้วดึงเอาชนชั้นกฎุมพีของอังกฤษออกมาด้วยฝีมือยอดมายากล

ผู้ที่โจมตีความไม่เสมอภาคที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีผู้กระทำมาคือ ฌอง ฌาค รุสโซ (“A Discourse on the Origin of Inquality” in The Social Contract and Discourses, tr. with intro. by G. D. H. Cole, New York and London: Everyman, 1950.) ข้อเขียนของรุสโซนี้มีพลังเทียบเท่ากับสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงโดยผู้จัด la conspiration des equaux ซึ่งได้แก่กรัคคุส บาเบอฟ (The Defense of Graccus Babeuf Before the High Court of Vendome, New York: Schocken, 1972) ในหนังสือที่กล่าวได้ว่าเป็นการการวิพากษ์ความคิดเกลียดชังผู้หญิงของรุสโซ ซึ่งรังเกียจและปฏิเสธสถานะของผู้หญิง เช่นเดียวกับที่สภาปฏิวัติฝรั่งเศสที่ไม่รวมเอาผู้หญิงเข้าไว้ด้วยในการปฏิวัติ เมรี่ โวลสโตนครอฟ์ (A Vindication of the Rights of Woman, Carol H. Poston ed., New York and London: Norton, 1975) ได้วางรากฐานสำหรับอนาคตของการมีสิทธิเท่าเทียมกันของผู้หญิง และในสมัยเดียวกัน โรเบิร์ด เบิร์น ได้เขียนบกกวีอันยิ่งใหญ่ เรื่อง A Man’s A Man for A’ that [ยังไงๆ คนก็เป็นคนอยู่นั่นแหละ!] ก็เป็นบทกวีที่นำมาอ่านหรือขับร้องได้ทุกโอกาส

บทวิเคราะห์อันชาญฉลาดของ จอห์น รัสกิ้น เกี่ยวกับ “จน” “รวย” (Unto This Last, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967) จางหายไปเมื่อเขาสรุปอย่างอ่อนๆว่า คนรวยควรช่วยเหลือคนยากจนมากขึ้น ในทางตรงข้าม วิลเลียม มอร์ริส (News from Nowhere, in G. D. H. Dole, ed., William Morris, London: Nonesuch Press, 1948) ได้วาดภาพเมืองในฝันซึ่งเป็นเพียงเมืองเดียวที่ประสบผลสำเร็จในการวาดภาพความหลายหลายของวัฒนธรรมและความเท่าเทียมในงานชิ้นเดียวกัน

นักประวัติศาสตร์ชาวอเมิรกันคือ เฮนรี่ อดัมส์ได้ให้นวนิยายเรื่องหนึ่งแก่เรา (Democracy, New York: New American Library, 1961 [orig. 1880]) ซึ่งเปิดเผยถึงความต้องการได้ความไม่เสมอภาคที่อยู่ในใจของทุกคน ภาพของอเล็กซิส เดอ ทอคเคอร์วิลล์เกี่ยวกับต้นทุนในด้านภูมิปัญญา วัฒนธรรมและจิตใจของความเสมอภาคในฐานะที่เป็นความเสมอเหมือนในสังคมสหรัฐฯเอาไว้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นบทวิเคราะห์ที่ยังไม่มีใครทำได้เทียบเท่า งานเขียนอันมีอิทธิพลเกี่ยวกับเรื่องการบริโภคแบบโอ้อวด ซึ่งเขียนขึ้นในลีลาอันทรงพลัง คืองานของธอร์สตีน เวเบลน (The Theory of the Leisure Class, New York: Mentor, 1953) บทความดีเยี่ยมสองบทที่ได้ให้ภาพรวมของการถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสมอภาคในปัจจุบัน คือบทความของ จอห์น เอช. ชารร์ (“Some Ways of Thinking About Equality” และ “Equality of Opportunity and Beyond,” ทั้งสองนี้อยู่ใน Schaar, Legitimacy and the Modern State, New Brunswick and London: Transaction, 1981)

เอกสารสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดว่าการพัฒนาจะนำมาซึ่งความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศคือ ประกาศการจัดตั้งระเบียบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (UN General Assembly Declaration 3201 [S-VI]) เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปไม่ได้ของการกระทำดังกล่าวภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โปรดดู อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์ (Latin America: Underdevelopment or Revolution, New York: Monthly Review Press, 1969) ซาเมอร์ อามิน (Unequal Development, New York: Monthly Review Press) และ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (World Inequality, Montreal: Black Rose Books, 1975)

มีงานเขียนเป็นอันมากที่ว่าด้วยการที่ความไม่เสมอภาคทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ต้องพิกลพิการไป และการที่ความไม่เสมอภาคนี้ทำให้ความพิการดังกล่าวดำรงอยู่ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเพียงสองงานคือ โดโรธี ดินเนอร์สไตน์ (The Mermaid and the Minotaur, New York: Harper, 1976) และ ฟรานซ์ เฟนอน (The Wretched of the Earth, Constance Farrington, ed., New York: Grove, 1966)

ที่มา:http://philoflanguage.wordpress.com

Advertisements

ไม่มีหัวข้อ

^^
อย่าคาดหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เพราะคุณก็ไม่เคยเปลี่ยน..นิสัยเสียๆ เหมือนกัน

ถ้าอยากจะมาตามดู..ควบคุมอารมณ์หน่อยก็ดี
อย่าให้มี..โทสะ..เพราะฉันไม่เคยว่าคุณ

แต่ถ้าคุณจะร้อนตัวก็ไม่เป็นไร
เพราะอย่างไงไม่ว่าฉันทำอะไร
ก็คงไม่เคยดีในสายตาใครอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น..อยากตามก็ไม่ว่า
แต่อย่ามาเรียกร้องในสิ่งที่ฉันให้คุณไม่ได้
อยากได้มิตรภาพระดับไหน..คุณเคยให้คนอื่นไหม

เรียกร้อง เอาแต่ใจ แต่ตัวเองกลับทำลายมันลงทุหกครั้งที่ให้
อยากให้คนอื่นตามใจเพราะเกิดมาอยากได้อะไรก็ได้ มีแต่คนพิน้อม พิเทาเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

ทั้งที่ก็ดู(เหมือน)เป็นคน(อยาก)มีความคิดดีดี ระดับหนึ่ง

แต่ป่าวเลย..มันไม่ใช่ตัวจริงของคุณคุณก็รู้
คุณหาตัวเองเจอเมื่อไหร่ คุณอาจจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น และเมื่อนั้นคุณจะเข้าใจคนอื่น..

ไม่ต้องมาเข้าใจฉันก็ได้..ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่คุณฝันหา

สิ่งที่คุณควรทำ..ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์..

แต่มันคือ..เดินออกไปจากชีวิตฉัน
ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกัน หรือแม้แต่คนเคยรู้จัก
จนกว่าคุณจะหัดเปิดรับมุมมองของคนอื่นที่..คิดต่างจากคุณ..ยอมรับแบบไม่กินใจ..ขัดใจ
เอ๊ะทำไม..ใครเค้าถึงไม่เชื่อคุณ ฟังคุณ ยอมรับว่าทุกคนมีสมอง มีแนวทางในการเลือกชีวิตตนเอง ในสิ่งที่ใครว่าดี ที่อยากจะยัดเยียดให้ใคร คนที่ใจกว้างทำไมเขาจะไม่รู้..

ถ้าฉันเปิดรับ..ใครสักคนเข้ามาในชีวิต..
ใช่ชีวิตฉันจะดีขึ้น..อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ใครจะไปรู้อนาคต..ทำไมฉันจะไม่อยากทำ อยากลอง อยากเสี่ยง ในเมื่อฉันก็เป็นคน มีความรัก ความฝัน มีเป้าหมายเหมือนคนอื่น ฉันบอกแล้ว ฉันไม่ใช่คนดี คนเสียสละอะไร
ฉันไม่ได้คิดว่าฉันไม่เหมาะสมจะมีความสุขเหมือนคนอื่น..แต่..ถ้าทุกอย่างที่ฉันได้รับจะทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงไป..

แล้วทุกอย่างที่..คนอื่นได้รับ จากเรื่องนี้ละ อะไรมันจะเปลี่ยนแปลงไปไหม

ถ้าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ว่า่ทุกอย่างที่ฉันอยากได้ต้องได้ อะไรที่ฉันอยากเป็นต้องเป็น ทุกสิ่งที่ฉันฝันต้องสำเร็จ แล้วคนรายล้อมเราละ เขาจะต้องผิดหวัง เขาจะต้องพลาดฝันในสิ่งที่เขาควรได้ เขาจะต้องล้มเหลวกะนั้นรึ?

เราไม่ควรวางตัวเองเป็นแบบนั้น..ในสังคมที่เราต้องพึ่งพิงกัน ไม่ว่าใครก็ตามที่ล้ม เราไม่เคยอยากจะซ้ำเติม ถ้าเลือกได้ เราอยากฉุดมือทุกคนขึ้นมา และก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน..แบบเพื่อนร่วมโลก..มีมิตรภาพดีๆ ให้ทุกคน มีกำลังใจ มีรอยยิ้มให้ทุกคน มีความสนุกสนานมีความบันเทิงให้ทุกคน เหมือนเดิม

ขอเพียงแต่..อย่ามาบีบคั้นให้เราทำ เราเป็น ในสิ่งที่เรา ทำ หรือเป็นไม่ได้..เพราะเราเหนื่อยจะวิ่งหนี เหนื่อยที่จะอ่านในสิ่งที่เหมือนลูกธนูที่พุ่งมาปักใจ โดนแผลเก่าไม่เป็นไร มันด้านชาแล้ว แต่แผลใหม่นี่ซิ

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะหาย..อาจจะตายก่อนก็ได้ใครจะรู้อนาคต

คนที่เข้ามาอ่าน..ถ้าระงับจิตระงับใจ..เลิกโต้ตอบไม่ได้ ก็ขอให้ทำแบบมีสติ คิดพิจารณาไตร่ตรองซิ..พวกคุณกับฉันเปิดใจคุยกันหรือยัง เราถึงตัดสินว่า คนนั้นคนนี้เป็นแบบนั้นแบบนี้ เราเข้าไปในโลกส่วนตัวของกันและกันหรือยัง..มากพอที่จะคบกันได้แบบสนิทใจไหม..หรือระแวงทุกครั้งที่อยากเข้าใกล้ ..กลัวฉันซ่อนมีดไว้..แทงข้างหลังพวกคุณ..ทุกครั้งที่ฉันอยากจะเข้าใกล้ทุกคน อยากเปิดประตูออกไปในสังคมที่ฉันไม่เคยสัมผัส..จะมีคนอยู่ 2 ประเภทที่ฉันได้พบ

1 ยินดีต้อนรับมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา 🙂
2 คุณไม่เข้าพวกเชิญค่ะ..ลาก่อนอย่ามาตีสนิท!!

มันดีกว่าไหม..ถ้าใครอยากคบเราก็คบกันแบบห่างๆ ไม่ต้องมารู้ความเป็นไปแบบเรียลไทม์ เพราะบางเรื่องก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะเล่า เพราะเล่าไป คนชอบใจก็ชื่นชม คนสมน้ำหน้าก็ก่นด่า…ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แค่ใส่ใจรายละเอียดของความจริง ฉันไม่ใช่คนวิ่งหนีความจริง ที่จะไม่ยอมรับว่ามีคนไม่ชอบฉันมากมาย..ในสหายของพวกคุณ ฉันต้องแคร์กระนั้นหรือ

คนไม่ชอบต่อให้ทำดีแทบตาย..มั๊นก็ไม่ชอบ
คนที่ชอบต่อให้ฉันทำเลวแสนเลว..มันก็ยังชอบ เออ เอาไงล่ะ

ไม่ได้เวิ่นเว่อ เรียกคะแนน แต่อยากเปิดอกคุยแบบ..แมนแมนเท่านั้น

แถวนั้นมีแมน..สักคนไหมอะ ว้าแย่จัง = =*

*หมายเหตุ ข้อความทั้งหมดในบล๊อกนี้ใช้ไปอ้่างอิงทางวิชาการไม่ได้ อย่าได้หมายว่าจะใช้เป็นกรณีพิพากษ์ใดใด มันเป็นอาการเวิ่นของสาววัยทองคนหนึ่งเท่านั้น ฮ่าฮ่า (โปรดเมตตา RT)

ความต้องการของมนุษย์ (Human Needs)

ความต้องการของมนุษย์

พจนานุกรมในไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 (2526 :323) กล่าวถึง “ความต้องการ” ว่าหมายถึง ความอยากได้ ใคร่ได้หรือประสงค์จะได้ และเมื่อเกิดความรู้สึกดังกล่าวจะทำให้ร่างกายเกิดการความขาดสมดุลเนื่องมาจากมีสิ่งเร้ามากระตุ้น มีแรงขับภายในเกิดขึ้น ทำให้ร่างกายไม่อาจอยู่นิ่งต้องพยายามดิ้นรน และแสวงหาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้นๆ เมื่อร่างกายได้รับตอบสนองแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็กลับสู่ภาวะสมดุลย์อีกครั้งหนึ่ง และก็จะเกิดความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ทดแทนวนเวียนอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด

ดังที่ Samuelson (1917 อ้างใน กฤษณา ศักด์ศรี , 2534 : 159) กล่าวว่า มนุษย์นั้น เพียรพยายามทุกวิถีทางในอันที่จะให้บรรลุความต้องการทีละขั้น เมื่อความต้องการขั้นแรกได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการขั้นนั้นก็จะลดความสำคัญลงจนหมดความสำคัญไป ไม่เป็นแรงกระตุ้นอีกต่อไป แต่จะเกิดความสนใจและความต้องการสิ่งใหม่อีกต่อไป แต่ความต้องการขั้นต้นๆ ที่ได้รับการตอบสนองไปเรียบร้อยแล้วนั้น อาจกลับมาเป็นความจำเป็นหรือความต้องการครั้งใหม่อีกได้ เมื่อการตอบสนองความต้องการครั้งแรกได้สูญเสียหรือขาดหายไป และความต้องการที่เคยมีความสำคัญจะลดความสำคัญลง เมื่อมีความต้องการใหม่ๆเข้ามาแทนที่ นอกจากนั้นแล้ว Gilmer กล่าวว่า “มนุษย์มีความต้องการหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น อาหาร อากาศ น้ำ ที่อยู่อาศัยรวมทั้งสิ่งอื่นๆ ด้วย เช่น การยอมรับนับถือ สถานภาพ การเป็นเจ้าของ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปความต้องการเหล่านี้ยากที่จะได้รับการตอบสนองจนอิ่มและพอใจทั้งๆ ที่ก็ได้รับอยู่แล้ว”
ทุกวันนี้คนเราพยายามทำงานก็เพื่อจะสนองความต้องการของตน ทำงานเพื่อเงินเพราะเงินเป็นสื่อกลางของการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ตามต้องการ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้วการทำงานไม่ใช่เพื่อเงินแต่อย่างเดียวเสมอไป เศรษฐีมีเงินมหาศาลก็ยังทำงานทั้งๆ ที่ทำงานแล้วได้เงินเป็น ค่าตอบแทนเพียงเล็กๆ น้อยๆ การทำงานเพื่อเงิน เป็นเพียงเหตุผลประการหนึ่งเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่คนต้องการได้รับจากการทำงาน ซึ่งบางครั้งเงินไม่สามารถซื้อความต้องการบางอย่างได้ เพราะความต้องการของมนุษย์ มีอยู่ 3 ประการ (เสถียร เหลืองอร่าม , 2525 : 10- 18 และนิพนธ์ คันธเสวี, 2528 : 71)

1. ความต้องการทางด้านร่างกาย หรือความต้องการทางสรีระ ( Physical or Physiological Needs) หรือ ความต้องการปฐมภูมิ (Primary Needs) หรือ ความต้องการทางด้าน ชีววิทยา (Biological Needs) หรือความต้องการปฐมภูมิ (Primary) เป็นความต้องการทางชีววิทยา หรือ ความต้องการทางกายภาพ เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานอันดับแรกหรือขั้นต่ำสุดของมนุษย์ซึ่งจำเป็นในการ ดำรงชีวิต เป็นความต้องการที่จำเป็นสำหรับชีวิต เป็นความต้องการเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ เพื่อการมีชีวิตอยู่ เป็นความต้องการที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ในฐานะที่เป็นอินทรีย์ทาง กายภาพ เป็นแรงขับ (Drive) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นแรงขับดันทางกายภาพ เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอด จึงเป็นความต้องการพื้นฐานที่จะขาดเสียมิได้ ความต้องการชนิดนี้หากไม่ได้รับการตอบสนองจะมีความรู้สึกตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา และมีความกระวนกระวาย เช่น ความต้องการอากาศหายใจ อาหาร ความอบอุ่น น้ำ ยารักษาโรค อุณหภูมิที่เหมาะสม เครื่องนุ่งห่ม การเคลื่อนไหวทางร่างกาย การขับถ่าย ความต้องการเรื่องเพศ การพักผ่อนนอนหลับ ที่อยู่อาศัย ถ้าขาดความต้องการประเภทนี้เพียงประการใดประการหนึ่งชีวิตจะต้องมีอันเป็นไป เพราะความต้องการนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับมนุษย์ทุกคนจะขาดเสียมิได้ การแสวงหาสิ่งต่างๆมาเพื่อตอบสนองความต้องการในทางกายของมนุษย์ นี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสังคม วัฒนธรรม การฝึกอบรม สิ่งแวดล้อม ศาสนา เศรษฐกิจ ฯลฯ
2. ความต้องการทางด้านจิตใจ หรือ ความต้องการในระดับสูง หรือ ความต้องการทางด้านจิตวิทยา หรือความต้องการทุติยภูมิ หรือความต้องการที่เกิดใหม่ (Psychological Needs or Secondary Needs or Acquired Needs) เป็นความต้องการที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายหลัง หลังจากความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองแล้ว บางครั้งจึงเรียกความต้องการทางจิตใจว่า “ความต้องการที่เกิดขึ้นใหม่” (Acquired Needs) เพราะเป็นความต้องการที่เกิดจากความรู้ และ การเรียนรู้ประสบการณ์ การสนองตอบต่างๆ ก็เพื่อให้เกิดความพึงพอใจ เป็นแรงขับ (Drive) ชนิดหนึ่งที่ไม่หยุดอยู่กับที่ (Dynamic) ไม่มีรากฐานจากความต้องการทางร่างกาย แต่อาศัยกลไกทางสมอง ที่สั่งสมจากประสบการณ์ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละบุคคลอาจเหมือนกันหรือต่างกันได้ เนื่องจากแต่ละคนมีระดับความต้องการแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และประสบการณ์ ความต้องการทางจิตใจเป็นความต้องการที่สลับซับซ้อน และมีความแตกต่างกันมากระหว่างบุคคล
3. ความต้องการทางสังคม เป็นความต้องการทางจิตใจนั่นเอง แต่เน้นหนักในด้านความต้องการที่จะดำรงชีวิตให้เป็นที่ยอมรับนับถือของคนอื่น หรือมีความเป็นอยู่ดีกว่าบุคคลอื่น เช่น ต้องการความปลอดภัย ต้องการได้รับการยกย่องนับถือ ต้องการความยอมรับในสังคม ต้องการความก้าวหน้า เป็นต้น
ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์มีความต้องการมากมายหลายอย่าง จนไม่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งทั้งความต้องการที่เกิดจากความคิดคำนึง หรือความต้องการด้านจิตใจ หรือความต้องการทางกาย ซึ่งเป็นความต้องการที่ขาดมิได้ และในบรรดาความต้องการต่างๆ ของมนุษย์นั้นยากที่จะได้รับการสนองตอบจนเป็นที่พอใจ เพราะเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคล

ความต้องการตามแนวความคิดของมาสโลว์

มาสโลว์ (Dr. Abraham H. Maslow) นักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยมได้อธิบายเรื่อง ความต้องการของมนุษย์ว่าเป็นลำดับทั้งหมด 5 ขั้น (Five general system of needs) โดยเขียนเป็นรูปพีระมิดแห่งความต้องการไว้ แสดงความต้องการขั้นมูลฐานของมนุษย์ (Basic needs) เป็นทฤษฎีการจูงใจ ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้เขียนขึ้น เรียกว่า “Maslow’s General theory of human mativation” (เสถียร เหลืองอร่าม , 2519 : 325) Maslow กำหนดหลักการว่าบุคคลพยายามสนองความต้องการของตนเพื่อความอยูรอดและความสำเร็จของชีวิต
Needs หมายถึงความต้องการอันจำเป็น ซึ่งชีวิตจะขาดเสียมิได้ ผลจากการศึกษาทราบว่าทุกกริยาท่าทาง หรืออาการที่มนุษย์แสดงออกมาเป็นรูปของพฤติกรรมนี้ก็เพราะแรงผลักดันจากความต้องการเป็นกำลังสำคัญให้แสดงออกมา ความต้องการอาจเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ที่ได้มาภายหลัง และจากสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องเรียนรู้เป็นความต้องการทางชีววิทยา (Biological Needs) ทั้งที่เป็นสิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นได้และเป็นสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่
ทฤษฎีแห่งการจูงใจของ Maslow กล่าวถึง ความต้องการ (Need) ของมนุษย์ โดยมีสมมุติฐาน กล่าวถึงความสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ดังนี้ (กาญจนา เรืองรจิตปกรณ์, 2530 : 227)
1. ความต้องการจำเป็นทางร่างกาย (Physiological Needs) สามารถแยกออกเป็นประเภทหนึ่งต่างหาก เป็นเอกเทศ จากการจูงใจประเภทอื่นๆ ได้เพราะเป็นความต้องการพื้นฐานที่ทุกคนต้องการเหมือนกัน
2. ความต้องการจำเป็น (Need) ทางกายเป็นความต้องการหลักของทุกคน
3. ความต้องการ (Needs) อย่างอื่นๆ จะอันตรธานไป ตราบใดที่ความต้องการมนุษย์ทางกายยังไม่ได้รับการตอบสนองตามความพอใจ เพราะยังถูกครอบงำด้วยความจำเป็นทางสรีระอยู่
4. ความต้องการอย่างอื่นที่สูงขึ้นไปจะเริ่มปรากฎเมื่อความต้องการทางร่างกายได้รับการสนองตอบเพียงพอแล้ว ขณะที่ความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นก็จะเข้ามาแทนที่
5. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองเพียงพอแล้ว จะไม่เป็นอุปสรรคต่อความต้องการระดับสูงกว่า ความต้องการที่ได้รับตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นแรงจูงใจสำหรับพฤติกรรมนั้นอีกต่อไป และอินทรีย์นั้นจะถูกครอบงำด้วยความต้องการอื่นที่ยังไม่เพียงพอ ความต้องการที่ไม่ได้รับการ ตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรมมนุษย์
6. บุคคลส่วนใหญ่ในสังคมมนุษย์ ต้องการโลกที่มีแต่ความปลอดภัยมีระเบียบแบบแผน และสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้
7. คนที่ทำลายความต้องการทางด้านความรัก และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หมายถึงคนที่ไม่ต้องการความรักและไม่ชอบการเข้าสังคมเป็นการกระทำของบุคคลที่ปรับตัวเองไม่ได้ และเป็นโรคประสาท
8. ทุกๆ คนในสังคมย่อมต้องการและปรารถนาที่จะมีความเป็นอยู่อย่างมั่นคง ได้รับการเคารพ นับถือ ยกย่อง สรรเสริญ ประเมินค่าตน และมีความต้องการความแข็งแรง ความสำเร็จ ฉลาดปราดเปรื่อง ต้องการมีเกียรติยศชื่อเสียง มีฐานะ มีเกียรติภูมิ มีความสำคัญ และเป็นที่ยอมรับของสังคม
9. มนุษย์ทุกคนมีความต้องการ และความต้องการนี้มีอยู่ตลอดเวลาเป็นกระบวนการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เริ่มตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ขณะที่ความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นจะเกิดขึ้นมาแทนที่
10. ความต้องการของมนุษย์มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ (A hierarchy of needs) จากต่ำไปหาสูง กล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนองทันที
ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมนุษย์ แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับ ความคิดสำคัญของทฤษฎีนี้ก็คือ ความต้องการส่วนใหญ่ในระดับที่ต่ำกว่าต้องได้รับการตอบสนองก่อนที่ความต้องการในระดับที่สูงขึ้นไปจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ทั้งนี้มิได้หมายความว่าความว่าต้องการมากกว่าหนึ่งระดับไม่อาจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ความต้องการของมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้นของการจูงใจ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด ตั้งแต่เกิดจนตายมนุษย์ทุกคนมีความต้องการตลอดเวลา และจะต้องการมากขึ้นเรื่อยไป ความต้องการของมนุษย์จัดเป็นขั้นตอนตามความสำคัญจากต่ำไปสูง ซึ่งเรียกว่า ความต้องการมูลฐาน 5 ขั้น มาสโลว์จัดลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ไว้อย่างมีระเบียบเรียกว่า Hierarchy of human needs เรียงลำดับขั้นจากต่ำไปสูง ถ้าความต้องการในขั้นแรกๆ ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ยังไม่มีความต้องการในขั้นสูงถัดไป ดังนี้
1. ความต้องการพื้นฐานทางสรีระ (Basic physiological needs or Biological Needs , Physical Needs) คือความต้องการบำบัดความหิวกระหาย ต้องการพักผ่อน ต้องการเรื่องกามารมณ์ ต้องการบำบัดความเจ็บปวดและ ความไม่สมดุลทางร่างกายต่างๆ
2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs and security) คือ ต้องการความมั่นคง ต้องการการป้องกัน อันตราย ต้องการระเบียบ ต้องการทำนายอนาคต
3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs or Social Needs) คือ ต้องการเพื่อน ต้องการผู้ร่วมงาน ต้องการครอบครัว ต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม ต้องการใกล้ชิดกับเพศตรงข้าม
4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs, Self-Esteem Needs) คือ ต้องการความนับถือ ต้องการความมั่นคงซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นของคนโดยทั่วไป ต้องการความพอใจ ชมเชย นิยม ต้องการความมั่นใจในตนเอง ต้องการคุณค่าในตนเอง ต้องการยอมรับตนเอง
5. ความต้องการความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs, Self-realization , Self-fulfillment Needs) คือต้องการไปให้ถึงความสามารถสูงสุดของตนเอง ต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของตน ต้องการทำสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ต้องการความงอกงามและขยายความต้องการให้ถึงที่สุด ค้นพบความจริง สร้างสรรค์ความงาม ส่งเสริมความยุติธรรม สร้างระเบียบ

ทฤษฎีความต้องการตามแนวความคิดของเมอร์เรย์ (Murray)

เมอร์เรย์มีความคิดเห็นว่า ความต้องการเป็นสิ่งที่บุคคลได้สร้างขึ้นก่อให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ความต้องการนี้บางครั้งเกิดขึ้นเนื่องจากแรงกระตุ้นภายในของบุคคล และบางครั้งอาจเกิดความต้องการเนื่องจากสภาพสังคมก็ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความต้องการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากสภาพทางร่างกายและสภาพทางจิตใจนั่นเอง ทฤษฎีความต้องการตามหลักการของเมอร์เรย์สามารถสรุปได้ดังนี้ (โยธิน ศันสนยุทธ , 2530 : 36)

1. ความต้องการที่จะเอาชนะด้วยการแสดงออกความก้าวร้าว (Need for Aggression) ความต้องการที่จะเอาชนะผู้อื่น เอาชนะต่อสิ่งขัดขวางทั้งปวงด้วยความรุนแรง มีการต่อสู้ การแก้แค้น การทำร้ายร่างกาย หรือฆ่าฟันกัน เช่น การพูดจากระทบกระแทกกับบุคคลที่ไม่ชอบกัน หรือมี ปัญหากัน เป็นต้น
2. ความต้องการที่จะเอกชนะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ (Need for Counteraction) ความต้องการที่จะเอาชนะนี้เป็นความต้องการที่จะฟันฝ่าอุปสรรค ความล้มเหลวต่างๆ ด้วยการสร้างความ
พยายามขึ้นมา เช่น เมื่อได้รับคำดูถูกดูหมิ่น ผู้ได้รับจะเกิดความพากเพียรพยายามเพื่อเอาชนะคำ สบประมาทจนประสบความสำเร็จเป็นต้น
3. ความต้องการที่จะยอมแพ้ (Need for Abasement) ความต้องการชนิดนี้เป็นความต้องการที่จะยอมแพ้ ยอมรับผิด ยอมรับคำวิจารณ์ หรือยอมรับการถูกลงโทษ เช่น การเผาตัวตายเพื่อประท้วงระบบการปกครอง พันท้ายนรสิงห์ไม่ยอมรับอภัยโทษ ต้องการจะรับโทษตามกฎเกณฑ์ เป็นต้น
4. ความต้องการที่จะป้องกันตนเอง (Need for Defendant) เป็นความต้องการที่จะป้องกันตนเองจากคำวิพากย์วิจารณ์ การตำหนิติเตือน ซึ่งเป็นการป้องกันทางด้านจิตใจ พยายามหาเหตุผลมาอธิบายการกระทำของตน มีการป้องกันตนเองเพื่อให้พ้นผิดจากการกระทำต่างๆ เช่น ให้เหตุผลว่าสอบตกเพราะครูสอนไม่ดี ครู อาจารย์ที่ไม่มีวิญญาณครู ขี้เกียจอบรมสั่งสอนศิษย์ หรือประเภท “รำไม่ดีโทษปีโทษกลอง”
5. ความต้องการเป็นอิสระ (Need for Autonomy) ความต้องการชนิดนี้เป็นความต้องการที่ปรารถนาจะเป็นอิสระจากสิ่งกดขี่ทั่งปวง ต้องการที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเป็นตัวของตัวเอง
6. ความต้องการความสำเร็จ (Need for Achievement) คือ ความต้องการที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ที่ยากลำบากให้ประสบความสำเร็จจากการศึกษาพบว่า เพศชายจะมีระดับความต้องการความสำเร็จมากกว่าเพศหญิง
7. ความต้องการสร้างมิตรภาพกับบุคคลอื่น (Need for Affiliation) เป็นความต้องการที่จะทำให้ผู้อื่นรักใคร่ ต้องการรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ต้องการเอาอกเอกใจ มีความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนฝูง พยายามสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลอื่น
8. ความต้องการความสนุกสนาน (Need for Play) เป็นความต้องต้องการที่จะแสดงความสนุกสนาน ต้องการหัวเราะเพื่อการผ่อนคลายความตึงเครียดมีการสร้างหรือเล่าเรื่องตลกขบขัน เช่น มีการพักผ่อนหย่อนใจมีส่วนร่วมในเกมกีฬาเป็นต้น
9. ความต้องการแยกตนเองออกจากผู้อื่น (Need for Rejection) บุคคลมักจะมีความปรารถนาในการที่จะแยกตนเองออกจากผู้อื่น ไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายกับบุคคลอื่น ต้องการเมินเฉยจากผู้อื่น ไม่สนใจผู้อื่น
10. ความต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น (Need for Succorance) ความต้องการประเภทนี้จะเป็นความต้องการให้บุคคลอื่นมีความสนใจ เห็นอกเห็นใจ มีความสงสารในตนเอง ต้องการได้รับความช่วยเหลือ การดูแล ให้คำแนะนำดูแลจากบุคคลอื่นนั่นเอง
11. ความต้องการที่จะให้ความช่วยเหลือต่อบุคคลอื่น (Need for Nurture) เป็นความต้องการที่จะเข้าร่วมในการทำกิจกรรมในการทำกิจกรรมกับบุคคลอื่น โดยการให้ความช่วยเหลือให้บุคคลอื่นพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ
12. ความต้องการที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้อื่น (Need for Exhibition) เป็นความต้องการที่จะให้บุคคลอื่นได้เห็น ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องราวของตนเอง ต้องการให้ผู้อื่นมีความสนใจ สนุกสนาน แปลกใจ หรือตกใจในเรื่องราวของตนเอง เช่น เล่าเรื่องตลกขบขัน ไห้บุคคลอื่นฟังเพื่อบุคคลอื่นจะเกิดความประทับใจในตนเอง เป็นต้น
13. ความต้องการมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น (Need for Dominance) เป็นความต้องการที่จะให้บุคคลอื่นมีการกระทำตามคำสั่งหรือความคิด ความต้องการของตน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนมีอิทธิพลเหนือกว่าบุคคลอื่น
14. ความต้องการที่จะยอมรับนับถือผู้อาวุโสกว่า (Need for Deference) เป็นความต้องการที่ยอมรับนับถือผู้ที่อาวุโสกว่าด้วยความยินดี รวมทั้งนิยมชมชื่นในบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับบุคคลดังกล่าวด้วยความยินดี
15. ความต้องการหลีกเลี่ยงความรู้สึกล้มเหลว (Need for Avoidance of Inferiority) ความต้องการจะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความอับอายทั้งหลาย ต้องการหลีกเลี่ยงการดูถูก หรือการกระทำต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความละอายใจ รู้สึกอับอายล้มเหลว พ่ายแพ้
16. ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงจากอันตราย (Need for Avoidance Harm) ความต้องการนี้เป็นความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางด้านร่างกาย ต้องการได้รับความปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
17. ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกตำหนิหรือถูกลงโทษ (Need for Avoidance of Blame) เป็นความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการคล้อยตามกลุ่ม หรือยอมนับคำสั่งหรือปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกลุ่มกฎเกณฑ์เพราะกลัวถูกลงโทษ
18. ความต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อย (Need for Orderliness) เป็นความต้องการที่จะจัดสิ่งของต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความประณีต งดงาม
19. ความต้องการที่จะรักษาชื่อเสียง เป็นความต้องการที่จะรักษาชื่อเสียงของตนที่มีอยู่ไว้จนสุดความสามารถ เช่น การไม่ยอมขโมย แม้ว่าตนเองจะหิว หรือไม่ยอมทำความผิด ไม่คดโกงผู้ใดเพื่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เป็นต้น
20. ความต้องการให้ตนเองมีความแตกต่างจากบุคคลอื่น (Need for Contrariness) เป็นความต้องการที่อยากจะเด่น นำสมัย ไม่เหมือนใคร

ความต้องการตามหลักพุทธศาสนา

ในทางพุทธศาสนา กล่าวถึง ความต้องการของมนุษย์ หรือความอยากซึ่งเรียกว่า กิเลส มีอยู่ 3 อย่าง คือ ( พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต , 2538: 67 – 70)
1. กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณทั้ง 5 คือ ความอยากหรือปรารถนาในสิ่งน่ารักใคร่พอใจ ซึ่งอาจเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มิใช่หมายถึงความต้องการทางเพศเพียงอย่างเดียวอย่างเช่นที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน
2. ภวตัณหา คือ ความอยากมี อยากเป็น อยากได้
3. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากได้
กล่าวไว้นั้น เมื่อเทียบกับหลักธรรมของพุทธศาสนา เปรียบได้กับอิฐารมณ์ 4 คือ (เสถียร เหลืองอร่าม, 2519 : 21)
1. ลาภ ซึ่งได้แก่ ทรัพย์ ศฤงคาร(สิ่งที่ทำให้เกิดความรัก, ความใคร่) เงินทอง
2. ยศ ได้แก่ ตำแหน่ง เหรียญตรา ปริญญา วิทยฐานะ
3. สรรเสริญ ได้แก่ ความเคารพ นับถือจากผู้อื่น
4. ความสุข ทั้งในร่างกายและจิตใจ

ความต้องการที่เหมือนกันของมนุษย์ (กฤษณา ศักด์ศรี , 2534 : 219 – 220)
มนุษย์มีความต้องการมากมายหลายอย่าง แต่ในแง่ของความสัมพันธ์ มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกันทุกคนก็คือ

1. ความรู้สึก “เป็นคนสำคัญ” ฉะนั้นจงทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญ ยกให้เขาเป็นคนสำคัญ เช่น การใส่ใจกับผู้อื่น จำชื่อเพื่อนได้ มีของมาฝาก ขอรับคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือ
2. มนุษย์มีความต้องการอีกอย่างหนึ่ง คือ “ความยกย่อง หรือ ชื่นชม ” ดังนั้นควรฝึกหัดยกย่องผู้อื่นเป็นประจำทุกครั้งที่เห็นใครกระทำสิ่งดีๆ หรือ มีความคิดดีๆ แต่ควรระวัง ทำด้วยความจริงใจ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ
3. อยากให้คนอื่น “รัก” และ “ชอบ” ตน ยิ่งคนรักยิ่งชอบมากเท่าไร ยิ่งปลาบปลื้มใจมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงควร ทำให้เขาเกิดความรู้สึกนี้ให้มากขึ้น
4. มนุษย์ทุกคนอยากสบายแต่ “ขี้เกียจ” และต้องการแนวร่วมคือ คน “ขี้เกียจ” เหมือนเขา จงบอกว่าท่านขี้เกียจมากกว่าเขาเสียอีก เขาจะอุ่นใจขึ้นและคบท่านได้อีกนาน แต่อย่าไปบอกว่าท่านขยันกว่าเขาก็แล้วกัน ทำให้เขามีความหวัง และรู้สึกว่ายังมีคนสู้เขาไม่ได้อีกมากมาย เขาจะอยู่ในโลกนี้อย่างเป็นสุข และรักท่านขึ้นอีกหลายเท่า

มนุษย์อยากได้สิ่งทั้งสี่นี้ มนุษย์ต่อสู้ ดิ้นรน ลงทุน ทำงานหนัก เล่นการพนัน เป็นโจร ปล้นฆ่า ก็เพื่อชีวิตจะได้รับสิ่งทั้งสี่นี้เท่านั้น แม้ว่ามนุษย์จะมีความต้องการอื่นอีกมากมาย แต่ความปรารถนาทั้งสี่ประการดังกล่าวเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากในการติดต่อสัมพันธ์กัน
นอกจากนั้นแล้วมนุษย์ยังต้องการสิ่งอื่นๆ อีกมากมายได้แก่ ความสุข มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความสุข ไม่อยากพบกับความทุกข์ ถ้าไม่อยากพบกับความทุกข์ จะทำอย่างไรดีละ ? พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า “เว้นเหตุแห่งทุกข์ย่อมมีสุขในที่ทั้งปวง” คำถามต่อมา แล้วอะไรจะเป็นเหตุแห่งทุกข์ ? จะรู้ได้อย่างไร ? คำตอบคือต้องมีปัญญา” คิด ไตร่ตรองให้รอบคอบในทุกๆ เรื่อง มีสติที่ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่าจะทำสิ่งใด และที่เราจะทำนั้นก่อให้เกิดผลใดบ้าง เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น เรียกว่า พิจารณาให้ถ่องแท้แน่ใจเสียก่อนจึงจะลงมือกระทำ หรือปฏิบัติ ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความถูกต้อง ความดีงาม ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่อื่น” นั้นแหละจึงจะเป็นความสุขที่เป็นความสุขจริงๆ ไม่ใช่เป็นความสุขที่นำความทุกข์มาให้เราภายหลัง
เมื่อทราบแล้วว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มีความต้องการสิ่งใดบ้าง ย่อมช่วยให้เราพอใจจะเห็นแนวทางในการตอบสนอง ความต้องการ ดังกล่าวของมนุษย์ที่เราติดต่อ โดยมุ่งหวังให้เกิดความรู้สึกนึกรักใคร่ พึงพอใจต่อกัน อันจะนำไปสู่มนุษยสัมพันธ์ที่ดีและยาวนาน

แนวทางการศึกษาธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์เพื่อมนุษยสัมพันธ์

1. ศึกษาตนเอง
2. ต้องศึกษาผู้ที่เราต้องการศึกษา และต้องรู้จักธรรมชาติของมนุษย์
3. ยอมรับความจริงที่ว่า “มนุษย์แตกต่างกัน”
4. ตอบสนองความต้องการของมนุษย์นั้นโดยยึดหลักที่ว่า “มนุษย์แตกต่างกัน” ซึ่งอยู่บนฐานรากของความถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนจึงมีความสามารถในการรับรู้ ตีความ และตอบสนองแตกต่างกัน

แนวทางการตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อมนุษย์สัมพันธ์
ริเรืองรอง รัตนวิไลสกุล (2540: 44-46) กล่าวถึง “การตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยใช้หลักว่า เมื่อเราต้องการสิ่งใด ผู้อื่นก็ต้องการสิ่งนั้นเช่นกัน ส่วนความต้องการด้านจิตใจให้ยึดหลักที่ว่า จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยมีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้
1. พยายามชอบและให้ความสนใจกับบุคคลทั่วไป
2. มองโลกแง่ดีและมีอารมณ์ขัน
3. รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
4. แสดงความเป็นกันเอง และให้ความช่วยเหลือกับบุคคลทั่วไป
5. รู้จักทักทายปราศัยกับบุคคลทั่วไป และเรียกชื่อคนให้ถูกต้อง
6. ยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนทั่วไปเป็นปกตินิสัย
7. มีความจริงใจ ไม่เสแสร้ง
8. รับฟังความคิดเห็นและให้การยอมรับนับถือผู้อื่น
9. มีความอดทน อดกลั้น มีความมั่นคงในอารมณ์และรู้จักกาละเทสะ
10. รู้จักเหตุผลและประมาณกาล
ดังกล่าวมาแล้วว่าเรื่องของมนุษยสัมพันธ์เป็นศาสตร์และศิลป์ นับถือเป็นการนำความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้กับตนเอง ในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งหาได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวไม่และไม่สามารถกำหนดได้ว่า แต่ละคนจะต้องมีประพฤติกรรม หรือการกระทำแค่ไหน อย่างไร จึงจะเป็นที่ รักใคร่ ชอบพอของผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุชัดแน่นอนลงไปได้ว่า ” คุณจะต้องทำอย่างไร จึงจะชนะใจผู้อื่น ทำได้แต่เพียง ให้แนวทางและหลักการกว้างๆ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้ด้วยตนเอง กล่าวคือ

แนวทางสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น
1. ต้องรู้จักสังเกต ใส่ใจต่อผู้อื่นว่า เขามีความต้องการสิ่งใด สิ่งใดที่เขาชอบ เพื่อที่เราจะได้ตอบสนองในสิ่งที่เราต้องการได้อย่างถูกต้อง และพึงพอใจและรู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลง
2. พยายามสร้างทัศนคติที่ดีในการคบหากับผู้อื่น เริ่มที่สร้างความรู้สึก “รัก” “ชอบ” ผู้อื่นก่อน เพราะการที่เรามีความคิด ความรู้สึกที่ดีต่อใครแล้ว ความคิด และการปฏิบัติต่อกันก็มักจะมีแนวโน้มดีตามไปด้วย โดยยึดหลักที่ว่า “อกเขา….อกเรา” สิ่งใดที่เราชอบผู้อื่นก็มักจะชอบ และสิ่งใดที่เราไม่ชอบคนอื่นก็มักจะไม่ชอบ เช่นกัน ยกเว้น คนพวกที่เราเรียกว่า “ขวางโลก” คนพวกนี้จะพยายามทำอะไรผิดแผกและแตกต่างผู้อื่นเสมอและสุดท้ายก็นำความเดือดร้อน ยุ่งยากมาสู่ชีวิตตนเอง
3. พยายามทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่า “เขาเป็นบุคคลสำคัญ” ซึ่งมีวิธีการมากมาย ได้แก่

  • การฝึกจำชื่อ และรายละเอียดผู้ที่เราติดต่อด้วยได้อย่างถูกต้อง โดยการจดบันทึก หรือสร้างภาพเชื่อมโยงกับสิ่ง/คน/เหตุการณ์ที่เราคุ้นเคย
  • มีความสม่ำเสมอ ให้ความเอาใจใส่ต่อบุคคลที่เราติดต่อด้วย พร้อมทั้งบุคคลใกล้ชิดของเขา
  • รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
  • รับฟังความคิดเห็นและให้การยอมรับเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
  • ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีความจริงใจเป็นมิตร
  • ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มใจและกระตือรือร้น

4. ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น
5. มีใจกว้าง มีเหตุผล รับฟังความคิดเห็นและให้การยอมรับผู้อื่น
6. ไม่นึกถึงแต่ประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว คำนึงถึงผู้อื่นสังคมโดยรวม
7. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ คือ สามารถควบคุมอารมณ์ ความคิดความรู้สึก และความต้องการของตนเองไดถูกต้องเหมาะสมกับวัน เวลา สถานที่ บุคคลและเหตุการณ์
8. มีความอดทน อดกลั้น
9. ยึดหลักธรรมที่ว่า “สังคหวัตถุ 4″ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวใจบุคคล ประกอบด้วยทาน การให้ ปิยวาจา คือ วาจาอันเป็นที่รัก อัตถจริยา คือ ประพฤติตนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสมานัตตา คือ การวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย มีความสม่ำเสมอ
ในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับผู้อื่นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้จัก”มนุษย์” คนที่เราจะต้องรู้จักด้วยให้ดีเสียก่อน ว่ามนุษย์นั้นมีลักษณะธรรมชาติและความต้องการเป็นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เราสามารถรู้ เข้าใจถึงตัวมนุษย์คนนั้นๆ อย่างแท้จริง และสามารถตอบสนองความต้องการของเขาทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดของเขาได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้เขารู้สึกชอบพอและพึงพอใจเรา อันจะนำไปสู่การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ธรรมชาติของมนุษย์(Human nature)

ธรรมชาติของมนุษย์

ในการทำงานกับมนุษย์ เราจะต้องเรียนรู้และพยายามเข้าใจถึง การกระทำและการแสดงของเขาเกิดเนื่องจาก ” ความเป็นมนุษย์ที่มี ความต้องการ” เช่นเดียวกัน ซึ่งการศึกษาเรื่องธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ จะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ได้ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคม อย่างมีความสุข รู้และเข้าใจความมีอยู่เป็นอยู่จริง ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้เรา สามารถตอบสนองความต้องการ ของผู้อื่นได้ อย่างถูกต้อง อันนำไปสู่การมี ความสัมพันธ์ที่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ต่อกัน เราควรระลึกเสมอว่า คนมิใช่สิ่งของ (Man is not a thing ) หรือเครื่องจักร เพราะคนมีอารมณ์ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น และบุคคลิกลักษณะส่วนตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิต และประสิทธิภาพขององค์การ มนุษยสัมพันธ์จึงเป็นการศึกษาใจคนเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเข้ากับคน เอาชนะใจคน (เสถียร มงคลหัตถี , 2510 : 30) ด้วยเหตุนี้ความสามารถเข้ากับคนได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิต

” ผู้ที่ล้มเหลวในการดำเนินชีวิตก็เพราะเข้ากับคนไม่ได้ แม้จะมีความรู้ความสามารถสูงสักเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถเข้ากับคน หรือสังคมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ รวมทั้งชีวิตร่างกายจะไร้คุณค่า สิ้นความหมาย และนั่นคือความล้มเหลวของชีวิตของคนเรา ”

ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่าคน และในตัวบุคคลไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าจิตใจ ( In the world there is nothing great but man, in man there is nothing great but mind )

การที่มนุษย์มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะทำให้บุคคลทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีราบรื่นดี และมีความสุข หากสัมพันธภาพเป็นไปในทางลบ ก็จะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีผลให้งานด้อยประสิทธิภาพไปด้วยและอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในที่สุด ดังนั้นจึงควรมุ่งศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล อันจะเป็นผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของมนุษย์ (Ann Ellenson ,1982 : 11)

ธรรมชาติของมนุษย์

ธรรมชาติได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมีการคัดเลือกพันธ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตใดที่มีความสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะสามารถอยู่รอด และถ่ายทอดลักษณะเด่นนั้นๆ ออกมาให้แก่ลูกหลานสืบต่อเผ่าพันธ์ และสามารถดำรงเผ่าพันธ์ตนเองไว้ได้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างดียิ่ง มนุษย์จึงยังสามารถดำรงเผ่าพันธ์ของตนไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
โธมาส ฮอบส์ ( Thomas Hobbes ) กล่าวว่า ” ธรรมชาติของคนนั้นป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว ขี้โม้โอ้อวดตน ต่ำช้า หยาบคาย เอาแต่ใจตัวเอง ยื้อแย่งแข่งดีกันโดยไม่มีขอบเขต อายุสั้น แต่ถ้าพบกับความทุกยากแล้ว คนจึงจะลดความเห็นแก่ตัวลงและสังคมจะช่วยให้เขาดีขึ้น ” วิลเลียมสัน (Williamson) ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า ” ทุกคนที่เกิดมาเป็นเสมือนผีร้าย “( Every body is evil) แต่ จอห์น ล็อค ( John Lock ) กลับมีแนวความคิดเห็นตรงกันข้ามว่า ” มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนดี ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัว ส่วนความไม่ดีนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมของเขา ” ( กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 94 )นอกจากนี้แล้วนักสังคมวิทยาเห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปชอบเรียนรู้ มีความอยากรู้ อยากเห็นอยากดู ชอบที่จะรู้เรื่องของผู้อื่นบางคนรู้จักคนอื่นดีกว่าตนเองเสียอีกเพราะไม่เคยสำรวจตัวเองดูบ้างเลยเพราะโดยทั่วไป คนชอบเรียนรู้เรื่อง ของคนอื่น มากกว่าตนเอง และมีความรู้สึกว่าตนเองรู้จักผู้อื่นได้ดี แต่ถ้าหากมีคำถามย้อนกลับว่า ตัวท่านเองนั้นรู้จักตัวเองแค่ไหน คนๆ นั้นมักจะโกรธ มิใช่เพราะว่าดูถูก แต่ภายใต้จิตสำนึกนั้น คือความไม่รู้จักตัวเองแล้วทำให้รู้สึกมี ปมด้อยเกิดขึ้น

แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
เชื่อว่า คนเรามีลักษณะของความเป็นมนุษย์และสัตว์ผสมอยู่ด้วยกัน และเน้นว่าชีวิตของมนุษย์หล่อหลอมมาจากความต้องการทางร่างกาย แรงขับทางเพศและสัญชาตญาณของความก้าวร้าว นักจิตวิเคราะห์กลุ่มนี้มองมนุษย์ในแง่ของความเป็นสัตว์และความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ กล่าวคือ
คนเรามีลักษณะเหมือนกับสัตว์ในแง่ของความต้องการ อาหาร การขับถ่าย และความต้องการทางเพศ แต่คนแตกต่างไปจากสัตว์ ในแง่ที่ว่าสามารถจะพัฒนาเทคนิคการสื่อความหมายต่างๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ซึ่งสามารถแยกตนไปจากเรื่องของสัญชาตญาณได้ นั่นคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีคุณธรรม สามารถครอบคลุมพฤติกรรม อุดมคติ การกระทำของตนเองได้

ดังนั้นในแง่ของการวิเคราะห์ทางจิตมนุษย์ พบว่ามีความเป็นสัตว์ แต่มีบางสิ่งที่พัฒนาสูงขึ้นไปกว่าสัตว์ ข้อคิดเห็นของทฤษฎีนี้คือ กล่าวคือ ถ้าจะยอมรับความเป็นมนุษย์ก็ไม่ควรปฏิเสธความเป็นสัตว์ของเขาด้วย เพราะพื้นฐานของพฤติกรรมมีผลมาจากกระบวนการจิตไร้สำนึก ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจที่ไม่รู้ตัว (Unconscious Motivation) ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ความปรารถนาอยากได้สิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่มีติดตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน ตลอดถึงความเกลียด ความกลัว อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้เองที่มีส่วนทำให้มนุษย์มีพฤติกรรม ที่แม้แต่ตนเองไม่สามารถเข้าใจตนเองได้ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นสามารถพิจารณาได้เป็น 2 แง่มุม กล่าวคือ ในแง่มุมหนึ่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ในลักษณะธรรมดาสามัญ ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายๆ ส่วนมุมหนึ่งเป็นความหมายใน สัญลักษณ์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากจิตไร้สำนึก และการกระตุ้นของสิ่งที่เก็บกดอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้โดย การวิเคราะห์ทางจิต
เกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ นักจิตวิทยากลุ่มนี้อธิบายโครงสร้างของบุคลิกภาพมนุษย์ว่าประกอบด้วย Id Ego และ Super-Ego
Id เป็นความต้องการในการที่จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง โดยยึดหลัก Pleasure Principle ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม เพียงแต่ขอให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ

Ego เป็นความต้องการซึ่งยังมีการใช้เหตุผล และศีลธรรมเข้ามาร่วมพิจารณาเกี่ยวข้องกับการกระทำต่างๆ ของคนเรา โดยเกิดจากการผสมผสานของ Id กับ Super Ego
Super Ego ได้แก่ มโนธรรม ประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรมรวมตลอดถึงความเสียสละต่างๆ ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ตนเองและสังคมสงบสุข
การประสมประสานกันระหว่าง Id Ego และ Super Ego ก่อให้เกิดเป็นบุคลิกภาพ ผลของขบวนการความสัมพันธ์ของภาระหน้าที่ของ Ego (Ego Function) เริ่มมีความสำคัญตั้งแต่ วัยทารก วัยเด็ก ตลอดถึงช่วงที่ตามมาของขั้นพัฒนาการตามขั้นตอนของชีวิต พฤติกรรมที่แสดงออกเป็นผลซึ่งกันและกันของแนวโน้มระหว่าง Id Ego Super-Ego

กลุ่มมนุษยนิยม ( Humanism )

นักจิตวิทยากลุ่มนี้ เช่น มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) และโรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) มีความเชื่อว่ามนุษย์เป็น “Men of play” แต่ละคนมีชีวิตอยู่ในความเปลี่ยนแปลงในโลก มีตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง และปฏิสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง และประสบการณ์ต่างๆ และการรับรู้ของเขาจะสร้าง “ตน” ของเขาให้แตกต่างกัน และมนุษย์ทุกคนจะต้องมีคุณค่าและความต้องการความพึงพอใจในตนเอง
ดังนั้นถ้าคนได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อันได้แก่ ความต้องการทางร่างกาย เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ เช่น อาหาร น้ำ การขับถ่าย ความต้องการทางจิตใจ เช่น การต้องการความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ความต้องการความรัก ความภาคภูมิใจในตนเอง ความรู้จักตนและความสามารถที่จะซึ้งในคุณค่าของความเป็นคนได้ ถ้าความต้องการ พื้นฐานเบื้องต้นได้รับการตอบสนอง พฤติกรรมของมนุษย์ จะพัฒนาการในแนวโน้มที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานชั้นสูงๆ ต่อไป ด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง

นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองมนุษย์ก็จะทำแต่ความดี
มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนหาหนทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคน มีชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงในโลก ที่มีตนเป็นศูนย์กลางและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บุคคลแต่ละคนมีประสบการณ์ของตนเองซึ่งไม่เหมือนใคร เป็นการรับรู้ของตนเองและสิ่งนี้เองก่อให้เกิด ตน( Self ) หรือ ” โครงสร้างของตน ” ขึ้นมาโครงสร้างของตนนั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเป็นผลจากการประเมินการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
โครงสร้างของตนคือรูปแบบของการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น บุคลิกลักษณะ ความสามารถ บทบาทต่างๆ ของตนเกี่ยวกับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเจตคติและค่านิยมของตนเอง การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยพัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับ “ตน” (Self) ได้ดีขึ้น บิดามารดามี บทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างโครงสร้างแห่ง “ตน” ของแต่ละบุคคล การที่จะรู้จักบุคคลให้ ลึกซึ้ง ต้องพยายามเข้าใจถึง โลกส่วนตัว และประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน Carl R. Rogers นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของกลุ่มนี้ กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า

มนุษย์โดยพื้นฐานแล้วเป็นผู้มีเหตุผลสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้ มนุษย์มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีความดี เชื่อถือและไว้วางใจได้ มนุษย์ยังมีความเฉลียวฉลาดในการปรับตัว และต้องการความเป็นอิสระในการที่จะพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้า

ส่วนแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์นั้น Rogers เชื่อว่าลักษณะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีแนวโน้มที่ติดตัวมา แต่กำเนิดของอินทรีย์ ที่จะพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมด ตามวิถีทางที่จะช่วยให้อินทรีย์คงอยู่ หรือสร้างเสริมให้ดียิ่งขึ้น โดยการปรับตัว การขัดเกลา การพัฒนา การพึ่งตนเอง และการเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนั้น Rogers ยังเน้นว่า มนุษย์นั้น มีลักษณะดังนี้ (Brammer Lawrence M., 1973 อ้างใน กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 104 – 105)

  1. มีแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์
  2. มีแนวโน้มที่จะโต้ตอบความต้องการของตนเอง ไม่เฉพาะเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น เมื่อหิว จะแสวงหาอาหาร แต่การจะเป็นในวิธีที่ไม่ไปทำลายความต้องการด้านอื่น เช่น ศักดิ์ศรี เกียรติยศหากแต่เป็นการแสวงหาอาหารเพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรีและความต้องการด้านอื่นๆ ของมนุษย์
  3. มีแรงจูงใจที่กว้างขวางมาก เพราะรวมถึงความต้องการทางสรีระ ความอยากรู้อยากเรียน การแสวงหากิจกรรมที่นำมาสู่ความพึงพอใจ ความเติบโตทางร่างกาย วุฒิภาวะ ความต้องการสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างบุคคล ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ที่จะมีส่วนในการควบคุมสิ่งแวดล้อมและหลีกหนีจากการถูกควบคุม
  4. การพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ โดยอินทรีย์เป็นผู้กระทำ และเป็นผู้เลือกทิศทางของการกระทำ
  5. มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของความสามารถ โดยที่ความสามารถเหล่านี้ จะแสดงออกมาได้ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น

ส่วน อับราฮัม มาสโลว์ Abraham Maslow นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งในกลุ่มมนุษยนิยมนี้ ย้ำว่าคนเรามีความต้องการที่จะสนอง “ตน” ในด้านความต้องการขั้นต่ำ จนถึงความต้องการขั้นสูงตามลำดับ ความต้องการขั้นต่ำ คือความต้องการที่จะอยู่รอด เช่น ความหิว ความกระหาย ส่วนความต้องการขั้นสูง ได้แก่ ความต้องการที่จะได้รับความรัก ได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะได้มีเกียรติยศชื่อเสียง ได้ใฝ่หาความรู้ และแสวงหาสิ่งสวยงามไห้แก่ชีวิตเป็นต้น
Maslow ถือว่าการที่คนเราจะพัฒนา “ตน” ให้สมบูรณ์นั้นจะต้องตอบสนองความต้องการตามลำดับขั้นโดยลำดับ จนถึงขั้นที่สามารถ เข้าใจตนเองและโลกโดยถ่องแท้ ( นิภา นิธยายน ,2530 : 42 ) และด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงเชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง มนุษย์จะต้องทำแต่ความดี ถ้ามนุษย์ต้องดิ้นรน และทำสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมก็เพราะการพยายามหาทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ นั่นเอง

คาร์ล อาร์ โรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) และ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ ( Abraham H. Maslow ) จึงมีความเชื่อที่เหมือนกันว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนดีด้วยตนเอง ซึ่งมีมาแต่กำเนิด (Every body is good) ส่วนพฤติกรรมของมนุษย์เป็น ผลผลิตของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism )

นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการจัดกระทำและสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาการของมนุษย์ และสร้างพฤติกรรมหรือลดพฤติกรรมมนุษย์ได้นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า “พฤติกรรมมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ” (Caused Behavior) พฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์สามารถควบคุมและกำหนดได้ตามที่นักปรับพฤติกรรมต้องการได้ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น “Mechanical man” นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ Watson , Hull , Skinner, Bandura (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 107)
Skinner กล่าวว่า “ถ้าหากว่าเขาสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ เขาก็จะสามารถกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้ทุกประการ” เขามีความเห็นว่ามนุษย์มีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม ถ้าสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ก็สามารถกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ Skinner ที่ได้ทดลองเรื่องการเรียนรู้ด้วยการวางเงื่อนไขแบบแสดงการกระทำ Operant Conditioning) เขามีความเชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลถูกควบคุมจากผลที่ได้รับ นั่นคือการกระทำใดๆ ก็ตามถ้าได้รับแรงเสริมหรือการเสริมแรง (Reinforcement) จะมีแนวโน้มให้เกิดการกระทำนั้นอีก

ส่วน Bandura ได้อธิบายการเรียนรู้ทางสังคม หรือการเรียนรู้จากการสังเกต หรือการเรียนรู้จากตัวแบบว่า การเรียนรู้แบบนี้เกิดจากการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น โดยอธิบายกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมว่ามีขั้นตอนดังนี้ คือ การเรียนรู้ตัวแบบจากสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้และจดจำการกระทำของตัวแบบ ซึ่งผู้เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่สังเกตจากตัวแบบ
หลักการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura สามารถอธิบายที่มาของบุคลิกภาพได้ว่าเกิดจากการเรียนรู้ โดยการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมผู้อื่นที่มีอิทธิพลต่อบุคคลผู้นั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์จะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวแบบให้คนได้เรียนรู้ และพัฒนาขึ้นมาเป็นบุคลิกภาพของตนเอง

กลุ่มปัญญานิยม ( Cognitivism )

นักจิตวิทยาปัญญานิยมมีความเชื่อว่า มนุษย์นั้นมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะ มนุษย์มีสติปัญญาหรือโครงสร้างของสติปัญญา ที่สามารถปรับให้เกิด การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมได้ตามระดับวุฒิภาวะหรือความพร้อม นักจิตวิทยาพวกนี้ไม่ปฏิเสธอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนั้น ก็ปฏิเสธความเป็น “มนุษย์” และความต้องการพื้นฐานของคน
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ มีความเชื่อว่าพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์นั้นเกิดตามความสามารถที่มนุษย์จะเรียนรู้ โดยปรับโครงสร้าง สติปัญญา (Accommodation)ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ บรูเนอร์ (Bruner) เลวิน (Lewin) จีน เพียเจย์ ( Jean Piaget ) และลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberh) ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์เป็นผลิตผลของการปรับตนในสภาพแวดล้อม Piaget นักจิตวิทยาผู้นำของกลุ่มนี้ได้อธิบายถึงเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาอันเป็นรากฐานของการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ว่า ประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญาขึ้น การพัฒนาด้านสติปัญญา และความคิดจะเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม แต่บุคคลมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ฉะนั้นพัฒนาการทางสติปัญญาจึงแตกต่าง

สำหรับ Bruner (พรรณี ช. เจนจิต , 2528 : 117 -118 ) มีความเห็นว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจใน การเรียนรู้และปรับโครงสร้างทางสติปัญญานั้น ก็โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การกระทำ (Acting) การสร้างภาพในใจ (Imagine) และการใช้สัญลักษณ์ ( Symbolizing ) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

ธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี x ทฤษฎี y

ธรรมชาติของมนุษย์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในความคิดของแมกเกรเยอร์ ( McGregor ) คือทฤษฎี x และทฤษฎี y
ความเชื่อในทฤษฎี x เกี่ยวกับธรรมชาติของคนคือ คนทุกคนไม่มีความรู้สึกอยากทำงาน เกียจคร้านชอบหลบเลี่ยงงาน แสวงหาแต่ความสบาย ฉะนั้นผู้บริหารจะต้องใช้วิธีการบังคับ สั่งการ ควบคุม ดูแลคนงานที่มีลักษณะนิสัยตามทฤษฎี x ให้ทำงาน
ทฤษฎี y มีสาระสำคัญว่า การกระทำของมนุษย์นั้น มิใช่ผลของการบังคับ แต่เป็นการกระทำ อันเนื่องมาจากความเต็มใจ คือมีความรู้สึกอยากทำงานอยากจะมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเท่าที่เป็นอยู่ มีความรู้สึกสร้างสรรค์ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น

ทฤษฎีZ ( Z theory ) ของ Redin (อ้างใน ศิริโสภาคย์ บูรพาเดชา , 2528 : 67 – 68 ) เชื่อว่ามนุษย์มีความซับซ้อน (Man is a complex man) มนุษย์มีลักษณะทั่วไป ดังนี้
1. เป็นผู้มีความตั้งใจทำงาน
2. ยอมรับทั้งความดีและความชั่ว
3. มนุษย์จะถูกผลักดันจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ทำสิ่งต่างๆ
4. มนุษย์มีเหตุผลเป็นสิ่งจูงใจให้ทำงาน
5. มักพึ่งพาอาศัยกัน และจะต้องติดต่อเกี่ยวข้องกันในสังคม
6. ทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
โดยสรุป ทฤษฎีแซด มีแนวคิดว่า มนุษย์มีลักษณะเป็นกลางๆ ไม่ดีไม่เลว จะทำสิ่งต่างๆ เพราะได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม

ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักของพระพุทธศาสนา

กล่าวถึงมนุษย์ว่า เป็น อินทรีย์พลวัต ( Dynamic Organism) หมายถึง ร่างกายที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่างๆ มาตอบสนอง ต่อความต้องการหรือ ความยากต่างๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตัณหาหรือความอยากนี้เอง ทำให้คนต้องดิ้นรน พยายามทำทุกอย่างให้ได้มาตามแรงปรารถนานั้น ( วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม , 2527 : 67 )

มนุษย์ประกอบได้ด้วยขันธ์ห้า ได้แก่ ( สาโรช บัวศรี, 2526 : 11)
1. รูป ( Body ) คือ ร่างกาย หรือส่วนที่จับต้องได้ เห็นได้ หรือจะเรียกว่า เป็นส่วนของเนื้อหนัง
2. เวทนา ( Feelings หรือ Sensation ) คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นสุข รวมเรียกว่าอารมณ์
3. สัญญา ( Remembering ) คือ ความจำ
4. สังขาร ( Thought หรือ Idea ) คือ ความคิด
5. วิญญาณ ( Sensory consciousness ) คือ ความรู้ตัว หรือการรับรู้
ขันธ์ห้านี้ อาจย่นย่อลงเป็นส่วนประกอบของมนุษย์ว่าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
(1) กาย หมายถึง รูปกาย และ
(2) นาม หมายถึง จิต นอกจากนั้นแล้วขันธ์ห้านี้ทำให้มนุษย์เกิดปัญหาเกิดขึ้นอันเป็นอกุศลมูลที่ติดตามตัวเองอยู่เสมอ คือ ความโลภ โกรธ หลง
โดยธรรมชาติมนุษย์มีธรรมชาติอีกประการคือ จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง และต้องการหลีกเลี่ยงความทุกข์ ซึ่งความสุขของมนุษย์แสวงหามีเป็นลำดับดังนี้
1. ความสุขเกิดจากความต้องการทางร่างกาย เช่น การกิน การดื่ม การนอน การร่วมประเวณี
2. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางจิตใจ เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ ฟังดนตรี กีฬา เที่ยว เข้าสังคม
3. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางปัญญา เช่น เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ การคิดหาเหตุผลจนสามารถรู้แจ้ง ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย
4. ความสุขเกิดจากการหมดความต้องการ หรือหมดตัณหา อันได้แก่ วิมุตติ วิสุทธิ นิพพาน วิราคะ (สนธิ์ บางยี่ขันและวิธาน ชีวคุปต์ , 2526 : 6)
จากการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ทั้งในแง่ปรัชญา จิตวิทยาในสาขาต่างๆ รวมทั้งพุทธ -ศาสนาแล้ว จะช่วยให้รู้จัก และเข้าใจ มนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเรียนรู้พฤติกรรมและการแสดงออกของมนุษย์เพื่อใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม

มนุษย์มีธรรมชาติโดยทั่วไปที่น่าศึกษาดังต่อไปนี้ ( วิจิตร อาวะกุล , 55 – 56 )

1. มีความอิจฉาริษยา และต่อต้านผู้อื่นที่ดีกว่าตน ดังที่ หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า

“อย่าทำตัวดีเด่น…จะเป็นภัย
เพราะไม่มีใคร…อยากเห็นเราเด่นเกิน”

2. มีสัญชาติญาณแห่งการทำลาย ชอบความหายนะ เช่น ชอบดูไฟไหม้บ้านมากกว่าดูการสร้างบ้าน หรือดูจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันมักมีแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี
3. ต่อสู้ ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง
4. มีความต้องการทางเพศและมีความต้องการด้านร่างกายอื่นร่วมด้วย
5. มีความหวาดกลัวอิทธิพล ผู้มีอำนาจ ภัยต่างๆ ภัยธรรมชาติ ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ และจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนพ้นภัย
6. กลัวความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความยากลำบาก และความตาย
7. มีความโหดร้ายทารุณ ป่าเถื่อน ชอบซ้ำเติม
8. ชอบทำอะไรตามสะดวกสบาย มักง่าย ไม่ชอบระเบียบบังคับ
9. ชอบความตื่นเต้น หวาดเสียว ผจญภัย ท่องเที่ยว ชอบมีประสบการณ์ในชีวิตแปลกๆ ใหม่ๆ
10. มีนิสัยอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง

นอกจากนั้นแล้ว มนุษย์ยังมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ “มักจะเข้าข้างตนเองเสมอ และไม่ชอบให้ใครตำหนิติเตียนตนเอง” หากมีใครตำหนิก็มักจะหาสาเหตุแก้ตัวให้พ้นข้อครหานั้นๆ “หากแต่ขณะเดียวกันก็มักจะมองเห็นแต่ความผิด…ความไม่ดีของผู้อื่น” อยู่เสมออันเกิดเนื่องมาจาก “แรงขับของการต้องการมีชีวิตอยู่และแรงขับแห่งความก้าวร้าวทำร้ายทำลายผู้อื่น เพียงเพื่อให้คนอื่นและตนเองคิดและรู้สึกว่า “ตนนั้นเป็นผู้ที่มีดีมีความรู้ความสามารถเหนือผู้อื่น” มนุษย์มีธรรมชาติและเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้ว ดังคำกล่าวในโคลงโลกนิติที่กล่าวว่า

โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนหนักเท่าภูผา หนักยิ่ง
ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ เดชาดิศร

อาจกล่าวสรุปได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีทั้งดีและไม่ดี นั่นคือ “มนุษย์ทุกคนไม่มีใครดีหมดตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า” หมายความว่า “ไม่มีใครที่ดีพร้อมทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีใครเลวหมดไปเสียทุกอย่างจนหาข้อดีไม่ได้เลย” ทุกๆ คนล้วนมีข้อดีข้อด้อยของตนเอง เพียงแต่ข้อดีหรือข้อเสีย ฝ่ายใดจะมากน้อยกว่ากัน ถ้าข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จะเป็นคนดี หรือถ้าข้อเสียมากกว่าข้อดีก็เป็นคนเลว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดู และปัจจัยสภาพแวดล้อม ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ เกี่ยวกับมนุษย์ว่า
“เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง”
พุทธทาสภิกขุ

ดังนั้น ในการคบกันจะต้องยอมรับและคำนึงถึง ความเป็นมนุษย์ที่มีความแตกต่าง มีทั้งความดีและความชั่วปนกันไป “จงหัดมองคนอื่นด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง อย่างยุติธรรม ปราศจากอคติทั้งหลาย และพยายามเข้าใจเละยอมรับผู้อื่น อย่างที่เขาเป็นอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” เราก็จะมีความสุขมากขึ้น
โดยทั่วไปข้อควรคำนึงถึง “มนุษย์”ในสังคม ได้แก่

  • มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง
  • มนุษย์มีพฤติกรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ
  • มนุษย์มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
  • มนุษย์มีความรู้สึก นึกคิดและมีการรับรู้ เนื่องจากมนุษย์มีขันธ์ห้า สามารถรับรู้สิ่งเร้าทำให้เกิดการตอบสนอง
  • มนุษย์มีความแตกต่าง อันเกิดมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
  • มนุษย์มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
  • มักเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ
  • มีความอยากรู้อยากเห็น

ความแตกต่างของมนุษย์

มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน “ไม่มีใครเหมือนใคร” แม้แต่ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันและจากอสุจิตัวเดียวกันที่เรียกว่า ฝาแฝดแท้ที่มีรูปร่างหน้าตา เพศเหมือนกัน ยังมีความแตกต่างกันบางประการมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่เหตุและปัจจัยสภาพแวดล้อม มนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ กัน ซึ่งกฤษณา ศักดิ์ศรี ( 2534 : 124 – 125) กล่าวว่ามนุษย์แตกต่างกันในเรื่องของ
1. รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง (Appearance) มนุษย์ย่อมเลือกเกิดไม่ได้ แล้วแต่บุญนำกรรมแต่ง บางคนสูง บางคนต่ำ บางคนขาว บางคนหน้าตาดี บางคนขี้ริ้วขี้เหร่ บางคนท่าทางสง่างาม บางคนพิการ แต่เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิเสรีภาพ และความเป็นคนเสมอกันหมด ฉะนั้นเราควรไม่มีอคติในเรื่องรูปร่าง หน้าตา ท่าทางและการแต่งกายของคนในการสัมพันธ์กัน
2. อารมณ์ (Emotion) มนุษย์มีอารมณ์ต่างกัน บางคนอารมณ์เย็น อารมณ์ร้อน โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย การแสดงออกต่างกัน ทำให้บุคลิกแตกต่างกัน
3. นิสัย (Habit) มนุษย์แตกต่างกันบางคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต แต่บางคนนิสัยใจคอโหดร้าย ไว้ใจไม่ได้ คดโกง อิจฉา ริษยา ฯลฯ
4. เจตคติ (Attitude) หรือ ท่าทีความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งและแสดงออกแตกต่างกัน เป็นรายบุคคล หรือเป็นหมู่เป็นเหล่า
5. พฤติกรรม (Behavior) ของมนุษย์ต่างกันสุดจะพรรณนา
6. ความถนัด (Aptitude) มนุษย์เกิดมามีความถนัดตามธรรมชาติที่ติดตัวมาต่างกัน ถ้าเขาได้ทำงานที่เขาถนัดจะทำได้ดี ผลงานดี ขวัญการทำงานดี แต่ถ้าให้ทำงานที่ไม่ถนัดจะทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ดี ผลงานเสีย หนักใจ กลุ้มใจ และขวัญเสีย
7. ความสามารถ (Ability ) มนุษย์เรามีความสามารถต่างกัน เช่น ด้านร่างกายแข็งแรงไม่เท่ากัน คนที่แข็งแรงกว่าย่อมทำงานหนักตรากตรำได้มากกว่าตนอ่อนแอ ชายแข็งแรงกว่าหญิง หญิงอาจทำงานละเอียด เรียบร้อยกว่าชาย
8. สุขภาพ (Health) มนุษย์ย่อมมีสุขภาพแข็งแรงอ่อนแอไม่เท่ากัน สุขภาพจิตต่างกัน บางคนผอมแห้งแรงน้อย บางคนมีโรคภัยประจำตัว บางคนก็มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
9. รสนิยม (Taste) มนุษย์มีรสนิยมต่างกัน ที่เรียกว่า นานาจิตตัง ฉะนั้น อย่าดูหมิ่นเหยียดหยาม เยาะเย้ย ถากถาง ตำหนิติเตียน เพราะคนเรานั้น มีพื้นฐานต่างกัน อย่าดูถูกกันเราต้องเคารพสิทธิความเป็นคนของเขาที่เขามีสิทธิชอบธรรมที่จะชอบ จะไม่ชอบอะไรได้ และสิ่งนี้เองทำให้คนเรามีรสนิยมต่างกัน
10. สังคม (Social) คนเราย่อมมีสังคมและโลกของเขาที่ชอบอย่างนั้น ประเภทนั้น
ความแตกต่างของมนุษย์ดังกล่าวเป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดขัดแย้งกัน ไม่สามารถเข้ากันหรือสัมพันธ์กันได้ หากขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ยอมรับกัน เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เคารพสิทธิไม่ให้เกียรติเคารพนับถือกันและไม่ยอมรับในความแตกต่างกัน
ความแตกต่างของมนุษย์ อาจสรุปได้ว่าประกอบด้วยความแตกต่างทางด้านร่างกาย ความแตกต่างด้านจิตใจ ความแตกต่างด้านอารมณ์ ความแตกต่างทางสังคม และความแตกต่างทาง สติปัญญา

สาเหตุของความแตกต่างของมนุษย์

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ควรได้พิจารณาถึงด้านสหวิทยาการ ซึ่งมีแนวคิดถึงสาเหตุที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน ดังนี้ (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 :128)
1. เชื้อชาติ ทำให้มนุษย์มีรูปร่างหน้าตา สีผิวกาย ผมขน แตกต่างกันไป
2. ศาสนา หล่อหลอมให้มนุษย์มีความเชื่อถือ อบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นมาต่างกัน ต่างคนต่างศาสนา ก็ย่อมต่างความนึกคิดแล้วแต่ว่าศาสนาจะอบรมสั่งสอนอย่างไร
3. การกระทำ ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น คนที่ฝึกหัดให้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย หรือท่าทางที่สง่าผ่าเผย ก็จะเป็นผู้มีกิริยาเรียบร้อย สง่าผ่าเผย ส่วนผู้ที่มิได้ฝึกหัดอาจมีพฤติกรรมตรงกันข้าม กระทำตาม Id หรือตามความเคยชินที่ทำอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารมูมมาม เคี้ยวอาหารเสียงดัง
4. วัย ผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ ความสุขุมเยือกเย็น ผ่านชีวิตมามากกว่า จึงแตกต่างกับเด็ก หรือผู้มีวัยอ่อนกว่า เนื่องจากสมรรถภาพ ความนึกคิด วุฒิภาวะต่างกัน
5. ความแข็งแรง การที่บุคคลมีร่างกาย จิตใจ แข็งแรง หรืออ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ทำให้บุคคลเกิดความแตกต่างกัน
6. การอบรมสั่งสอน บุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมสั่งสอน เลี้ยงดูมาต่างกัน ย่อมทำให้เกิดความแตกต่างกันได้
7. เพศ หญิงชายย่อมมีความแข็งแรง ความมั่นคง หวั่นไหว ความรู้สึกผิดชอบยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและเชื่อที่ต่างกัน ชายชอบบู๊ ต่อสู้โลดโผน หญิงชอบสวยงามละเอียดอ่อน
8. การศึกษา ความรู้มากหรือน้อยย่อมทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลง และหรือมีความรู้ ความเข้าใจ รู้สึกนึกคิดต่างกัน
9. ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรวยความจนทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไปหลายอย่าง เช่น ความเชื่อถือ ศรัทธา ความมั่นใจ บุคลิกภาพ ความคิด นิสัยใจคอเปลี่ยนไปเมื่อฐานะเปลี่ยนไป คนจนอาจรู้จักนอบน้อมถ่อมตน แต่คนรวยส่วนใหญ่มีคนนับหน้าถือตามาก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
10. ถิ่นกำเนิด คนทางเหนือ ทางใต้ อีสาน ดินฟ้าอากาศ ย่อมมีส่วนหล่อหลอมให้มนุษย์มีบุคลิกภาพและนิสัยใจคอแตกต่างกัน ทางเหนือ อากาศหนาวเย็นสบาย ทำให้คนเมืองเหนือใจดี เป็นมิตรกับคนทั่วไป ทางใต้ต้องผจญกับดินฟ้าอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ลมพัดแรงและเสียงดัง อากาศร้อน ทำให้คนภาคใต้ต้องทำตนหรือพูดแข่งกับเวลาและเสียงลมทะเล ส่วนใหญ่จึงพูดเร็ว
11. ภาษา มนุษย์ในโลกนี้มีภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารแตกต่างกันหลายร้อยหลายพันภาษา ทำให้มนุษย์ติดต่อกันได้บ้างไม่ได้บ้าง เข้าใจกันได้ไม่สนิทใจ อาจเกิดความรู้สึกขัดแย้งดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามกันได้ การสื่อด้วยภาษาที่แตกต่างกัน เราต้องพยายามทำใจเป็นกลาง มองคนในแง่ดี พราะบางทีการตีความของภาษาไม่ตรงหรือถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้พูด ถ้าผู้ฟังฟังแล้วปักใจเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อน มิตรภาพอาจบิดเบือนได้
12. กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ก็มีส่วนทำให้คนเราแตกต่างกัน เช่น ประเทศทางอาหรับอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ถึง 5 คน โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมืองไทยเราถือว่าคนเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย
13. อิทธิพลของกลุ่ม บรรดาพวกมีอิทธิพล อาจทำให้ความคิด ความเชื่อ ความประพฤติปฏิบัติของคนเราแตกต่างไป ถ้าเราอยู่ในกลุ่มอิทธิพลซึ่งมีแนวความคิดดีสร้างสรรค์ เราก็เป็นคนดี แต่หากไปอยู่ในกลุ่มโจรก็กลายเป็นคนไม่ดีตามกลุ่มไป
14. การอาชีพ มีอิทธิพลต่อลักษณะบทบาทและพฤติกรรมของคน อาชีพนักบวชจำเป็นต้องสุขุม เรียบร้อย ขอทานต้องทำกิริยาท่าทางดูน่าสงสาร พนักงานขายต้องพูดมากพูดเก่ง พูดดี

อาจสรุปถึงปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ได้ดังนี้

1. กรรมพันธุ์ (Heredity) คือ สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา มารดา หรือบรรพบุรุษ
2. สิ่งแวดล้อม (Environment) คือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราและมีอิทธิพลต่อมนุษย์ แบ่งได้เป็น
2.1 สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด ได้แก่ สภาพนับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและสภาพมดลูกของมารดาก่อนคลอด ปัจจัยที่มีอิทธิพลจัดเป็นสิ่งแวดล้อมก่อนเกิดได้แก่ (1) สุขภาพของแม่ (2) อารมณ์ของแม่ (3) อาหาร (4) สารพิษและสิ่งเสพติดที่แม่ได้รับ (5) ทัศนคติของพ่อแม่ต่อการตั้งครรภ์ (6) ฐานะทางเศรษฐกิจ (7) การศึกษา
2.1 สิ่งแวดล้อมขณะเกิด ได้แก่ (1) วิธีการคลอด (2) อุบัติเหตุระหว่างการคลอด
2.3 สิ่งแวดล้อมหลังเกิด ได้แก่ (1) การอบรมเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน (2) การศึกษาที่ได้รับ/โรงเรียน (3) สื่อมวลชน (4) กลุ่มเพื่อน
3. กรรม / การกระทำ (Action) คือการกระทำของบุคคลซึ่ง แบ่งเป็น
3.1กรรมเก่า หมายถึง ผลของการกระทำของตนเอง หรือผู้ให้กำเนิด อันรวมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เช่น สิ่งที่เกิดขึ้นตามพันธุกรรมก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า เช่น ลูกพิการเพราะพ่อหรือแม่ติดเชื้อกามโรค ก็ถือว่า พ่อหรือแม่สร้างกรรมไว้ให้เกิดแก่ลูก ลูกได้รับกรรมเก่าของตัวเองโดยพ่อหรือแม่ หรือเมื่อเด็กซนจนเกิดอุบัติเหตุ ตอนหลังเป็นผู้ใหญ่แล้วเป็นคนพิการ ก็เพราะกรรมเก่าเมื่อเป็นเด็กได้ทำไว้ คนที่เรียนหนังสือไม่เก่งเพราะเมื่อก่อนนั้นไม่เอาใจใส่ ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน ได้แต่เที่ยวเตร่ เล่น สนุกสนาน ทำอะไรตามใจตัวเอง เลยทำให้พื้นฐานของวิชาการต่างๆ อ่อนมากรวมทั้งนิสัยการเรียนการหาความรู้เสียไป คือไม่สนใจค้นคว้าหาความรู้ พอขึ้นมาเรียนในชั้นสูงๆ ก็รู้สึกจะไปไม่รอด เรียนได้ไม่ดีเกิดมีความคับข้องใจและท้อใจ
3.2 กรรมใหม่ หมายถึง การกระทำของมนุษย์เราในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะส่งผลที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน (กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 126 – 127)

การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง(Perception)

การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง

การับรู้เกี่ยวกับตนเอง เป็นสิ่งที่บุคคลจะต้องทำ การรู้จักตนเองก่อน วิธีที่บุคคลจะรู้จักตนเอง ได้ชัดเจนคือ การสำรวจตนเอง ทำให้บุคคลสามารถมองตนเองอย่างชัดเจน ทั้งในแง่บวกแง่ลบ ทั้งในส่วนที่ดีและส่วนที่ต้องปรับปรุง รวมไปถึง ความสามารถใน การสำรวจตนเอง ว่าตนเองมีบุคลิกภาพ ส่วนใดจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นและ การที่บุคคลจะรู้จักตัวเองได้นั้น
กันยา สุวรรณแสง (2533:322-326) อธิบายโดยสรุปว่า บุคคลจะต้องรู้จักตนเองอย่างน้อยใน 3 ลักษณะคือ
อันดับแรกได้แก่ อุปนิสัยของตนเอง เราต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่า ตนเองมีอุปนิสัยอย่างไร อุปนิสัยใดดี ก็ควรส่งเสริมไว้ อุปนิสัยอะไรไม่ดี ก็ควรแก้ไขอาจจะใช้เวลานาน แต่ถ้าเรามีความตั้งใจจริง ก็สามารถทำได้
ประการที่สองคือ ลักษณะส่วนรวมของตน ลักษณะนี้คงต้องอาศัยจากผู้อื่นช่วยบอก บางครั้งเราไม่ต้องการ ฟังคำวิจารณ์ เพราะอาจจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด แต่เราจงอดทนฟัง คำวิจารณ์ เพราะคำทวงติง จากมิตรดีและ คนที่มีความจริงใจแล้ว เรานำมาไตร่ตรอง บางครั้งคำวิจารณ์ คำทวงติงเหล่านั้น อาจมีข้อคิดที่ดีมากมาย
และประการสุดท้ายคือ บทบาทของตน เราแต่ละคนมี สถานภาพ (Status) จึงต้องแสดง บทบาท(Role) เราจึงต้องแสดงตน ตามบทบาท ที่เราได้รับให้สมบูรณ์
นอกจากนี้ในเรื่อง การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง เราทุกคนก็สามารถกระทำได้โดย การที่เราสามารถทำความเข้าใจในตนเองได้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งมุมกว้างและมุมลึก ทั้งส่วนที่ดี และส่วนที่ยังต้องพัฒนา โดยเราต้องพยายามทำใจให้เป็นกลาง อย่าเข้าข้างตนเองมากเกินไป จนมองตนไม่ออก นั่นก็เท่ากับว่า ท่านไม่สามารถวิเคราะห์ตนเองได้ และสุดท้ายของการรับรู้ตนเอง คือ ความสามารถเปิดใจกว้าง ในการยอมรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อนำมาพัฒนาตน สำหรับ การรับรู้ตนเอง ตามแนวคิดของคาร์ล โรเจอร์ ( Carl Rogers ) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม เขามีความสนใจเรื่อง มนุษย์ เขามองมนุษย์ในแง่ดีและเชื่อว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่ดีงาม และมนุษย์ยังเป็นผู้ที่ได้รับการขัดเกลามาแล้ว รักความก้าวหน้า พูดจริง ทำจริง รวมทั้งมีความสามารถหลายๆ อย่าง แนวคิดที่สำคัญคือ เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนนั้น มีความรู้สึกนึกคิด เป็นของตนเอง หรือ มีแนวความคิดของตนเอง ( Self Concept ) อาจจะกล่าวสรุปว่า มนุษย์มีภาพของตนจากตาที่มองเห็นสิ่งต่างๆ และภาพของตนจากใจ ในการนึกคิดภาพต่างๆ ที่เกิดเป็น มโนภาพทางจิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คุณสมบัติ รูปสมบัติ และทรัพย์สมบัติ ตัวตนตามแนวคิดของคาร์ล โรเจอร์ จึงประกอบไปด้วยตัวตน 3 ประเภทคือ

1. ตัวตนที่เป็นจริง ( Real self )
2. ตัวตนที่คิดว่าเราเป็น (Perceived self )
3. ตัวตนที่เราต้องการจะเป็น (Ideal self )

ซึ่งในสภาพความเป็นจริงขณะนี้เรากำลังเป็นนักศึกษา เรากำลังนั่งเรียนอยู่ในห้อง การที่เรารับรู้ว่า เราเป็นนักศึกษา และกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้อง ขณะนี้นั่นคือ ตัวตนที่เป็นจริง พอวันหนึ่งมีคนทักว่า เราอ้วนไป ซึ่งเราก็พยายามที่จะลดน้ำหนัก แต่ยิ่งลดน้ำหนักเท่าใดตัวเราก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เมื่อมีเพื่อนๆ เห็นเราก็บอกเราว่า เธอยังคงมีรูปร่างเหมือนเดิม แต่ในใจเราบอกว่าจริงๆ แล้วเราลดน้ำหนักลงแล้ว ความคิดตรงนั้นคือตัวตนที่คิดว่าเราเป็น แต่ก็มีบางช่วงที่เราฝันอยากจะเป็นเศรษฐี เป็นคนรวย อยากมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย นั่นเป็นตัวตนที่เราต้องการจะเป็น ดังนั้นตัวตนที่อยู่กับตัวเรา จะประกอบด้วย ภาพภายในใจของเรา ตามที่เราคิด และจะต้องอยู่กับเราอย่างสมดุล และสอดคล้องกัน ส่วนภาพภายในใจของเรากับตัวตนจริงๆ ของเรา จะไม่ทำให้เราเกิดความคับข้องใจ เมื่อภาพทั้ง ภายในและภาพทั้งภายนอก สมดุลกัน บุคคลก็จะเกิด การรับรู้เกี่ยวกับตนเองอย่างถูกต้อง การรับรู้เกี่ยวกับตัวเอง ตามแนวคิดนี้จึงเน้นที่ รับรู้ตัวตน ทั้งภายในและภายนอก อย่างสอดคล้องกัน สำหรับเรื่อง การรับรู้เกี่ยวกับตัวเอง นั้นสิ่งที่บุคคลควรจะพิจารณาเป็นเรื่องต้นๆ 3 เรื่องคือ เรื่องตนเองซึ่งประกอบไปด้วย ลักษณะทางกาย และลักษณะทางจิต และเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ตนอยู่ตั้งแต่สังคม วัฒนธรรมรวมไปจนถึงอิทธิพลของสื่อต่างๆ ที่บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังจะอธิบายแยกเป็นข้อๆ คือ

1. การรับรู้เกี่ยวกับตนเองทางด้านลักษณะทางกาย ได้แก่การที่บุคคลต้องรู้จักตนเองใน ส่วนของสรีระทางกายว่า ตนเองมีรูปร่างหน้าตา หน้าตาเป็นอย่างไร ขนาดของร่างกาย ทรวดทรงและสัดส่วนของร่างกาย การทรงตัวกิริยาท่าทา งอิริยาบถต่างๆ ผิวพรรณ และรวมไปถึง สุขภาพของร่างกาย และมีสติปัญญา รู้คิดรู้พิจารณาในเรื่องต่างๆ ได้ มีความรู้ความสามารถ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ลักษณะทางกาย เป็นเรื่องของพันธุกรรม เราคงกำหนดมากไม่ได้นัก แต่เราอาจดูแลรักษาให้ร่างกายสะอาด เป็นอย่างธรรมชาติ ที่กำหนด และงดงามตามธรรมชาติ หรือปรุงแต่งให้ดูดี ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ลักษณะทางกายของเราอาจบอก บุคลิกภาพของบุคคลได้
2. การรับรู้เกี่ยวกับตนเองทางด้านลักษณะทางจิต เป็นการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอารมณ์ ความสนใจ ความถนัด แต่ถ้าจะกล่าว ให้ชัดลงไปคือ การรับรู้ในเรื่อง ลักษณะนิสัยของตนเอง ในความเป็นบุคคล นิสัยของบุคคล จะเริ่มจาก การที่บุคคล มีปฏิกิริยา ต่อสิ่งเร้าซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้น โดยการผ่าน กระบวนการเรียนรู้ พอบุคคลโตขึ้นมาหน่อย เด็กที่เริ่มเรียนรู้ มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้า หลายๆอย่าง เด็กเกิดการโต้ตอบต่อสิ่งเร้าต่างๆ และเกิด การผสมผสานอย่างเป็นระบบขึ้น ในส่วนนี้ เราเรียกว่า เกิดลักษณะนิสัย ดังนั้นนิสัยจึงเป็น ระบบที่ถูกผสมผสานให้เกิด การโต้ตอบต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามาเร้า สิ่งเร้า อาจเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือเป็นสถานการณ์ก็ได้ พอเด็กเริ่มเข้าโรงเรียน จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเริ่มเรียนรู้ เริ่มสะสมสิ่งต่างๆ เข้ามาในชีวิต เด็กเริ่มมี ระบบผสมผสานนิสัยต่างๆ มากขึ้นมี การรวมเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งที่ โรงเรียน วัด สื่อรูปแบบต่างๆเช่นวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต กลุ่มสังคมใกล้เคียงที่อาศัย ทำให้เด็กพัฒนา เจตคติ คุณธรรมและความสนใจเข้าไว้ด้วยกัน จากนิสัยก็กลายเป็น ลักษณะนิสัย และลักษณะนิสัยต่างๆ ถูกจัดระบบให้อยู่ในระบบใหญ่ที่เรียกว่า “ตัวของตัวเอง”หรือ “Self” แต่สามารถมีตัวของตัวเอง ได้มากกว่าหนึ่ง เช่น เป็นลูกที่น่ารักของแม่ เป็นเด็กดีของคุณครู เป็นนักว่ายน้ำ เป็นคนสนุกในหมู่เพื่อนๆ ตัวของตัวเองจึงมีลักษณะ ต่างกันไป ซึ่งการผสมผสานระบบต่างๆในขั้นสุดท้ายจึงเกิดเป็นบุคลิกภาพ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีอะไรที่จะสะท้อนให้เห็น บุคลิกภาพได้ดีเท่า “ลักษณะนิสัย” หรือ”อุปนิสัย”
อุปนิสัยมีความหมายกว้างกว่านิสัย เพราะอุปนิสัยเชื่อมโยงและรวมเอานิสัยต่างๆ ตั้งแต่สองอย่างเข้าไว้ด้วยกัน อุปนิสัยจะเป็นการตอบสนองในสภาพการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น คนที่มีอุปนิสัยเอื้อเฟื้อ ก็จะมีนิสัยหลายๆ อย่างรวมกันเช่น เป็นคนใจดี เสียสละ เป็นคนมีเมตตากรุณา เป็นคนโอบอ้อมอารี ชอบสังคม มีความเป็นมิตรกับทุกคน เป็นต้น
นอกจากนี้แล้ว อุปนิสัย หรือลักษณะนิสัย ยังทำหน้าที่ประเมินค่า เมื่อมันทำงานร่วมกับ เจตคติ โดยเจตคติ จะใช้ประเมินความรู้สึก โดยจะแสดงออก ในเรื่องจะยอมรับได้ หรือไม่สามารถยอมรับ ในสิ่งต่างๆ หรือเรื่องต่างๆ เจตคติเป็น ความรู้สึกนึกคิด ที่บุคคลมีอย่างเฉพาะเจาะจงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนับเป็นการเชื่อมโยงความรู้สึกกับบางสิ่งบางอย่างโดยเฉพาะ แต่อุปนิสัยครอบคลุมไปยัง ลักษณะทั่วไป ส่วนเจตคติมีระดับความมากน้อยแตกต่างกันอาจอยู่ในระดับต่ำสุด ปานกลาง สูงสุด แต่อุปนิสัยมีเพียงระดับปกติ โดยอุปนิสัย ทำหน้าที่ชี้นำ หรือกำหนดพฤติกรรมต่างๆของบุคคลและทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรม อุปนิสัยบางอย่าง ทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้า หรือแรงจูงใจ ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมต่างๆ โดยสิ่งเร้าต่างๆ จะกระตุ้นให้อุปนิสัย ทำหน้าที่ตามบทบาท ต่างๆของตนเอง อย่างเหมาะสม
3. การรับรู้เกี่ยวกับตนเองทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เมื่อบุคคลเกิดมาทุกชีวิต ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระบบครอบครัว ไปจนถึงระบบสังคมใหญ่ สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อบุคคลมาก เป็น ตัวกำหนดบุคลิกภาพ บุคคลต้องเรียนรู้ว่า ตนเองอยู่ใน สภาพสิ่งแวดล้อมอย่างไร และประเมินบรรทัดฐานทางสังคม ได้ว่าตัวเราพึงปฏิบัติตนอย่างไร

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การศึกษาในเรื่องนี้เข้าใจยิ่งขึ้นท่านต้องมีความรู้พื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ และความต้องการของมนุษย์ เพื่อเป็นแนวทาง ให้ท่านเข้าใจเรื่อง การรับรู้เกี่ยวกับตนเองมากยิ่งขึ้น

บุคลิกภาพ (Personality)

บุคลิกภาพ ของแต่ละคนจะเป็นสิ่งประจำตัวของคนคนนั้น ที่ทำให้แตกต่างจาก คนอื่น และมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่จะประกอบกัน ทำให้คนแต่ละคนมี บุคลิกภาพ เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจาก การทำงานประสานกันของ สมอง ที่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม และประสบการณ์ ที่ได้รับจาก สิ่งแวดล้อม
บุคลิกภาพ มีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างยิ่ง ทำให้เรารู้สึกถึงความสำคัญของตัวเอง เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่าขณะนี้ตัวเราเป็นคนอย่างไร และเราจะไม่มีทางเข้าใจว่าขณะนี้เราเป็นคนอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าเราควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุด เราจะต้องค้นพบตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง

คำว่า “บุคลิกภาพ” (personality) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างบุคคล ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ต่างๆ กันดังต่อไปนี้

เออร์เนส อาร์.ฮิลการ์ด (Hilgard 1962:447) กล่าวว่า บุคลิกภาพ เป็นลักษณะส่วนรวมของบุคคล และการแสดงออกของพฤติกรรม ซึ่งชี้ให้เห็นความเป็น ปัจเจกบุคคล ในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงลักษณะที่ส่งผลสู่การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้แก่ ความรู้สึกนับถือตนเอง ความสามารถ แรงจูงใจ ปฏิกิริยาในการเกิดอารมณ์ และลักษณะนิสัยที่สะสมจากประสบการณ์ชีวิต

ฟิลลิป จี.ซิมบาร์โด และฟลอยด์ แอล.รูช (Zimbardo and Ruch 1980:292) อธิบายว่า บุคลิกภาพ เป็นผลรวมของลักษณะ เชิงจิตวิทยาของบุคคลแต่ละคน มีผลต่อการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหลากหลายของบุคคลนั้น ทั้งส่วนที่เป็นลักษณะภายนอก ที่สังเกตได้ง่ายและพฤติกรรมภายในที่สังเกตได้ยาก ลักษณะที่หลากหลายดังกล่าว ส่งผลให้บุคคลแสดงออก ต่างกันใน แต่ละสถานการณ์และช่วงเวลา

ริชาร์ด ซี.บุทซิน และคณะ (Bootzin and others 1991:502) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพ เป็นลักษณะนิสัยและรูปแบบของความคิด ความรู้สึก และการประพฤติปฏิบัติของบุคคลแต่ละคน

อัลชลี แจ่มเจริญ (2530:163) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะส่วนรวมของบุคคลทั้งหมด ที่แสดงออกมาปรากฎ ให้คนอื่นได้รู้ได้เห็น ซึ่งแตกต่างกันเพราะภาวะสิ่งแวดล้อมที่สร้างตัวบุคคลนั้นแตกต่างกันประการหนึ่ง และพันธุกรรม ที่แต่ละบุคคล ได้มาก็แตกต่างกัน ไปอีกประการหนึ่ง

จากคำจำกัดความและความหมายของ “บุคลิกภาพ” ที่กล่าวมา สรุปได้ว่า บุคลิกภาพ คือตัวบุคคลโดยส่วนรวม ทั้งลักษณะทางกาย ซึ่งสังเกตได้ง่าย อันได้แก่รูปร่างหน้าตากิริยาท่าทาง น้ำเสียง คำพูด ความสามารถทางสมอง ทักษะการทำกิจกรรมต่างๆ และลักษณะทางจิต ซึ่งสังเกตได้ค่อนข้างยาก ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ ค่านิยม ความสนใจ ความมุ่งหวัง อุดมคติ เป้าหมาย และความสามารถในการปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ลักษณะดังกล่าวมีที่มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน ส่งผลสู่ความสามารถในการปรับตัว ต่อสิ่งแวดล้อม และความแตกต่างระหว่างบุคคล

จากความหมายของ บุคลิกภาพ ดังกล่าว เมื่อนำมาวิเคราะห์ให้สัมพันธ์กับงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินงาน ทั้งด้านการบริหาร การผลิต การจำหน่าย และการให้บริการ โดยพิจารณา บุคลิกภาพ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน จะพบว่าทุกลักษณะของ บุคลิกภาพ มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน โดยมีอิทธิพลมากบ้างน้อยบ้าง จึงอาจให้ความหมายของ บุคลิกภาพ เชิงอุตสาหกรรมได้ว่า เป็นลักษณะส่วนรวมของบุคคลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดผลดีต่อการดำเนินงานอุตสาหกรรม ทั้งในแง่ของการบริหาร การผลิต การจำหน่าย และการให้บริการในงานอุตสาหกรรม

ทฤษฎีหนึ่งที่เกี่ยวกับ บุคลิกภาพ อาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และ ความสามารถในการรู้ตัวเอง (Self Awareness) ถือเป็น ความฉลาด อย่างหนึ่ง เพราะการที่เราจะ รู้ตัวเอง หรือ รู้พฤติกรรมของเราเอง ได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่า เรามองตัวเราอย่างไร เมื่อเทียบกับ สิ่งแวดล้อมในโลกนี้ และเราจะ ควบคุมพฤติกรรม ของเราได้อย่างไร ซึ่งความสามารถ ที่จะจัดการและ ควบคุมชีวิต เรานี้ เป็นความสามารถที่เรียกว่า ประสิทธิภาพส่วนบุคคล (Self Efficacy)
คนที่มีประสิทธิภาพ ส่วนบุคคลสูง จะมีความมั่นใจใน การมีพฤติกรรมโต้ตอบที่ถูกต้อง แต่คนที่มีประสิทธิภาพในตัวเองต่ำ จะมีความกระวนกระวาย มีความกังวลเมื่อจะต้องมีการโต้ตอบต่อ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของคนคนนั้น ความรู้ตัวและประสิทธิภาพส่วนตัวน ี้เองจะรวมกันเป็น บุคลิกภาพ ขึ้น

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมาก ได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า “อีโก้ (Ego)” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ บุคลิกภาพ ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับอำนาจภายในร่างกาย หรือความต้องการ ความปรารถนาของคนคนนั้น ซึ่งอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว (id) กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความจริงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก จริยธรรม ความเป็นเหตุเป็นผล (superego) และเมื่อมีการชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัย 2 ปัจจัยนี้แล้วก็จะเกิดการตัดสินใจขึ้น
คำถามคือ บุคลิกภาพ เกิดจากอะไร มาจากไหน นักทำนาย บุคลิกภาพ ฟรานซ์ โจเซฟ กอลล์ (Franze Joseph Gall) ได้ให้ทฤษฎีว่า รอยหยักบนพื้นผิวสมองนั่นเองเป็นตัวกำหนด บุคลิกภาพ เพราะส่วนนี้ทำให้เราตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม มีผลต่อวิธีคิด ความรู้สึกและการกระทำของเรา

1 ความหมายและกฎเกณฑ์ของพัฒนาการ

1.1 พัฒนาการ (Development)

คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงตามวัยของมนุษย์ ที่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ในลักษณะบันไดวนไม่สิ้นสุด ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนตาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีความสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาต่าง ๆ โดยทั่วไป
การกล่าวถึง พัฒนาการมนุษย์นั้น จะเน้นที่การศึกษาถึง การเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และศักยภาพต่าง ๆ ของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก การผสมผสาน ระหว่างการเจริญเติบโตไปสู่การมี วุฒิภาวะ และ การเรียนรู้

1.2 วุฒิภาวะ (Maturation)

วุฒิภาวะ คือ กระบวนการของการเจริญเติบโต หรือการเปลี่ยนแปลงในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดย ธรรมชาติ อย่างมีระบบระเบียบ โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าภายนอก ตัวอย่างเช่นความพร้อมของกล้ามเนื้อ การทำงานของต่อมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดพฤติกรรม ขึ้นเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ๆ
พัฒนาการชีวิตมนุษย์ส่วนหนึ่งขึ้นกับ วุฒิภาวะ พฤติกรรมพื้นฐานของชีวิต เช่น การนั่ง เดิน คลาน การเปล่งเสียงอ้อแอ้ เป็นวุฒิภาวะทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนมักจะต้องใช้การเรียนรู้ หรือการฝึกฝนร่วมด้วย เช่น การพูดด้วยภาษาที่สละสลวย หรือการฝึกขี่จักรยาน การฝึกขับรถ เป็นต้น
ตัวอย่างการศึกษาวุฒิภาวะ ที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่ง คือการศึกษาเด็กชนเผ่า โฮปิ (Hopi) โดย Dennis (1940) ซึ่งเด็กชนเผ่านี้ ถูกเลี้ยง โดยการผูกติดกับไม้กระดานทั้งวัน ตั้งแต่อายุประมาณ 7 เดือน โดยไม่ได้มีการฝึกนั่ง คลาน หรือเดินเลย แต่หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เมื่อปล่อยเด็กจากไม้กระดาน และได้รับการฝึกให้ นั่ง คลาน หรือ เดิน ทั้งนี้มีข้อเปรียบเทียบ พบว่า เด็กเผ่านี้เดินได้หลังจากเด็กยุโรป ประมาณ 1 เดือน ในขณะที่เด็กอัฟริกันเดินได้ก่อนเด็กยุโรป ประมาณ 1 เดือน
Dennis สรุปว่าการที่เด็กโฮปิ เดินได้โดยไม่ต้องฝึกฝน และเด็กชนชาติอื่น ๆ เดินได้ในเวลาใกล้เคียงกัน เป็นผลมาจาก วุฒิภาวะ ของเด็กนั่นเอง

1.3 การเรียนรู้ (Learning)

การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีผลมาจากประสบการณ์ หรือการฝึกหัด การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นในการปรับตัว เพื่อความอยู่รอด ของมนุษย์ พัฒนาการของมนุษย์ต้องอาศัย การเรียนรู้มาก และพฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์ เป็นผลมาจาก การเรียนรู้มากกว่าวุฒิภาวะ
อย่างไรก็ตามทั้ง วุฒิภาวะ และ การเรียนรู้ ต่างก็มีความจำเป็นต่อพัฒนาการทั้งสิ้น การเรียนรู้ต่างๆ จะดำเนินไปไม่ได้ หรือไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร ถ้ายังไม่ถึงวุฒิภาวะ แต่ถ้าถึงวุฒิภาวะของเด็กแล้วจะทำให้การเรียนรู้นั้นๆ จะได้ผลยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่นการเรียนภาษา พบว่าการที่ให้เด็กเรียน ภาษาที่สอง ตั้งแต่การใช้ภาษาแรกของเด็ก ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอนั้น ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่หากถึงวุฒิภาวะแล้ว ไม่มีการฝึกหัด หรือได้เรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ แล้วค่อยไปฝึกหัดในภายหลัง ก็อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เช่นการฝึกว่ายน้ำ ถีบจักรยาน หรือฝึกใช้ กล้ามเนื้อ ตอนโตมากแล้ว อาจไม่ได้ผลดีเท่าตอนเป็นเด็ก การเรียนรู้ใด ๆ จะได้ผลดียิ่งขึ้น จึงต้องให้เด็กมีวุฒิภาวะ หรือความพร้อม เสียก่อน จะทำให้การเรียนรู้นั้น ๆ ได้ผลดียิ่งขึ้น

1.4 กฎเกณฑ์ของพัฒนาการมนุษย์

พัฒนาการมนุษย์ โดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายคลึงกันซึ่งเป็นไปตามแบบแผนและกฎเกณฑ์พอที่จะสรุปได้ดังนี้

  1. พัฒนาการเกิดขึ้นอย่างมีทิศทาง (Development is Directional) พัฒนาการเกิดขึ้น อย่างมี ระเบียบแบบแผน มีทิศทางจาก ไม่ซับซ้อนไปสู่ ที่ซับซ้อนกว่า จากทารกพัฒนาไปสู่วัยเด็ก วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ในที่สุด พัฒนาจากศีรษะ ไปปลายเท้า และจาก แกนกลางของลำตัวไปสู่ส่วนย่อยดังจะเห็นว่าเด็กจะสามารถชันคอได้ก่อน และสามารถเคลื่อนไหวลำตัวก่อนมือและนิ้ว
  2. การใช้ส่วนย่อยและการรวมกันของส่วนย่อยเป็นกิจกรรมใหม่ขึ้นมา (Development is Cummulative) ในการพัฒนาการของมนุษย์จะพัฒนาจากขั้นแรกก่อนแล้วรวมเป็นกิจกรรมขั้นต่อไป เช่น คืบก่อนคลาน นั่งก่อนยืน และยืนก่อนเดิน เป็นต้น
  3. พัฒนาการเป็นสิ่งต่อเนื่องกัน (Development is Continuous) หมายถึงพัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลาค่อย ๆ เปลี่ยน ตัวอย่างเช่น การพูดพัฒนามาจากการเปล่งเสียงอ้อแอ้ การงอกของฟัน งอกมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แต่ปรากฏชัดเจนตอนอายุประมาณ 6 เดือน การใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาวส่งผลต่อสุขภาพในวัยชรา เป็นต้น
  4. พัฒนาการของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนโตเร็ว บางคนโตช้า บางคนพูดเร็ว บางคนอาจเดินได้เร็ว เป็นต้น
  5. พัฒนาการในแต่ละส่วนของร่างกายของเด็กแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน เด็กคนหนึ่งอาจเติบโตเร็วมากในช่วง 2 ขวบแรก จากนั้นจะลดลงและเจริญเติบโตอีกครั้งหนึ่งในช่วงวัยรุ่นแล้วจะเติบโตช้าจนถึงวัยผู้ใหญ่และวัยชรา
  6. พัฒนาการมีลักษณะเป็นองค์รวม (Development is Holistic) พัฒนาการไม่ได้เป็นไปอย่างแยกส่วน แต่จะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน ทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และผลของพัฒนาการก็จะเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของด้านต่าง ๆ ร่วมกัน

บุคลิกภาพ (Personality) ความหมายของบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Personality มาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ Persona ( Per + Sonare) ซึ่งหมายถึง Mask ที่แปลว่า หน้ากากที่ตัวละคร ใช้สวมใส่ใน การเล่นเป็น บทบาทแตกต่างกันไปตามที่ได้รับ

ออลพอร์ต (Allport 1955) บุคลิกภาพ หมายถึง การจัดและรวบรวมเกี่ยวกับระบบทางร่างกายและจิตใจภายในตัวของแต่ละบุคคล แต่จะมีการเปลี่ยนแปรอยู่เสมอ ยังผลให้แต่ละคนมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร

ฮิลการ์ด (Hilgard) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ลักษณะส่วนรวมของบุคคล แต่ละคนอันเป็นแนวทาง ในการปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละคนจะมีรูปแบบของ การแสดงออกทางพฤติกรรมต่าง ๆ กัน

เบอร์นาร์ด (Bernard) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ผลรวมทั้งหมดของท่าทางรูปร่างลักษณะทางกาย พฤติกรรมที่แสดงออก แนวโน้มการกระทำ ขอบเขตความสามารถทั้งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในและที่แสดงออกมาให้เห็น

ฮาร์ดแมน (Hartman) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ส่วนรวมทั้งหมดที่บุคคลแสดงออกโดยกริยาอาการ ความนึกคิด อารมณ์ นิสัยใจคอ ความสนใจ การติดต่อกับผู้อื่น ตลอดจนรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และความสามารถในการอยู่รวมกับบุคคลอื่น

โดยสรุป บุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล แสดงออกโดยพฤติกรรม ที่บุคคลนั้นมีต่อสิ่งแวดล้อม ที่ตนกำลังเผชิญอยู่ และพฤติกรรมนี้จะคงเส้นคงวาพอสมควร ลักษณะของแบบแผนพฤติกรรมและแบบแผนการคิด ที่เป็นตัวกำหนด ลักษณะเฉพาะของบุคคล ในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์แต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันไปทุกอย่าง แม้กระทั่งพี่น้อง หรือฝาแฝดก็ตาม ทั้งนี้เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความพิเศษและความเป็นหนึ่งในตัวของแต่ละคน (unique)
โดยทั่วไปบุคลิกภาพของมนุษย์จะแสดงลักษณะของบุคคลนั้น ๆ ในด้านต่อไปนี้

1. ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตน (Individuality) ลักษณะที่ทำให้คนนั้นแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ เช่น พูดจาโผงผาง, โอบอ้อมอารี หรือรักสนุก ฯลฯ
2. ความคงเส้นคงวา (Consistency) ของพฤติกรรม เป็นแนวโน้มที่บุคคลมักแสดงพฤติกรรม ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทุกครั้งหรือบ่อยครั้ง เช่น บางคนเวลาโกรธจะเงียบไม่ยอมพูดจา หรือบางคนโกรธแล้วชอบกระทืบเท้า เป็นต้น

นักทฤษฎีและทฤษฎี : บุคลิกภาพคืออะไร

ฮิปโปเครตีส ,ชาวกรีก, ศตวรรษที่ 5 ก่อน คริสต์ศักราช
บุคลิกภาพมี 4 แบบคือ ฉุนเฉียว (อารมณ์ร้อน) รื่นเริง (มั่นใจ) เศร้าสร้อย (อารมณ์แปรปรวน) และเฉื่อยเนือย (ตอบสนองช้า) อารมณ์เหล่านี้เกิดจากธาตุน้ำในร่างกายของเราตามลำดับคือ น้ำเหลือง เลือด น้ำดีดำ และเสมหะ

ซิกมันด์ ฟรอยด์, ชาวออสเตรีย, 1856-1939
บุคลิกภาพเกิดจากพลัง 3 อย่าง ได้แก่ อิด (id) ส่วนของสัญชาติญาณที่อยู่ใน จิตใต้สำนึก ซูเปอร์อีโก้ (superego) ส่วนของวัฒนธรรมที่ดีงาม และส่วนยับยั้งชั่งใจ และอีโก้ (ego) ส่วนของ”ตัวฉัน” ซึ่งจะประสานอิดกับซูเปอร์อีโก้ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัว พลังทั้งสามนี้ จะขัดแย้งกันตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ได้รับการตอบสนอง ด้านความหิวอย่างเต็มที่ อิดจะกระตุ้น ความปรารถนาทางเพศ และ ความก้าวร้าว ทฤษฏีนี้เชื่อว่า เด็กเล็กมีความรู้สึกทางเพศกับพ่อแม่ ที่มีเพศตรงข้ามกับตน ขณะเดียวกันก็เกลียด และ กลัวพ่อหรือแม่ เพศเดียวกับตน เด็กชายที่ไม่สามารถหาทางออกให้พลังนี้อย่างถูกต้องอาจเป็นทุกข์จากปมอิดิปุส (จากอีดีปุสวีรบุรุษในตำนานกรีก ซึ่งได้สังหารบิดา และแต่งานกับมารดาโดยไม่รู้มาก่อน) เด็กผู้หญิงที่มีปัญหานี้อาจเกิดจากปมอิเล็กตรา (เรื่องจากตำนานกรีก เมื่อกษัตริย์อากาเมมนอนผู้เป็นพระบิดาถูกมเหสีที่นอกพระทัยปลงพระชนม์ อิเล็กตราก็แก้แค้น โดยชักนำเชษฐาให้สังหารพระมารดา)

อัลเฟรด แอดเลอร์, ชาวออสเตรีย, 1870-1937
บุคลิกภาพคือการดิ้นรนแสวงหาปมเด่น ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าการตอบสนองต่อสิ่งเร้า พื้นฐานที่อยู่ในจิตใต้สำนึกตามทฤษฎีของฟรอยด์ แอดเลอร์เชื่อว่าบุคคลที่ไม่สามารถเอาชนะความรู้สึกต่ำต้อยในวัยเด็กจะกลายเป็นคนมีปมด้อย ส่วนผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะจะชดเชยปมด้อยของตนด้วยการทำสิ่งที่ดีงามมากกว่าการแสวงหาอำนาจส่วนตน

คาร์ล กุสตาฟ จุง, ชาวสวิส, 1875-1961
บุคลิกภาพไม่ได้ถูกกำหนด มาตั้งแต่วัยเด็กอย่างที่ฟรอยด์คิด แต่เปลี่ยนแปลงได้ ตลอดชีวิต จิตใต้สำนึก ไม่ได้ถูกครอบงำด้วย แรงปรารถนาทางเพศ เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยปมต่าง ๆ หรือกลุ่มของความทรงจำและความนึกคิด ซึ่งเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เราพยายาม จะผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นบุคลิกเฉพาะของตัวเอง จิตใต้สำนึก นั้นไม่ได้หมายถึง ความทรงจำของเราอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง สิ่งที่เป็นลักษณะร่วมของมนุษยชาติ ซึ่งหมายถึง “จิตใต้สำนึกอันเป็นจิตวิญญาณในกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างทางสมองของแต่ละบุคคล” บุคลิกภาพของคนเราอาจแบ่งได้เป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ คือ บุคลิกภาพแบบเก็บตัว และ แบบชอบสังคม

คาเรน ฮอร์เนย์ ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน, 1885-1952
บุคลิกภาพพื้นฐานหล่อหลอมมาจาก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่าแรงขับ ทางชีวภาพตามแนวคิดของฟรอยด์ ความสับสนทางบุคลิกภาพ มีสาเหตุมาจาก การที่คนคนนั้น ใช้ชีวิตโดยมี ความวิตกกังวลเป็นพื้นฐาน ซึ่งมีต้นตอมาจาก “ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง และ ช่วยตัวเองไม่ได้ ในโลกที่ไร้ความปรานีในช่วงวัยเด็ก”

กอร์ดอน อัลพอร์ต, ชาวอเมริกัน, 1897-1967
บุคลิกภาพเกิดจาก การผสมผสานนิสัยต่าง ๆ ของบุคคล อัลพอร์ตได้รวบรวม คำศัพท์อังกฤษซึ่ง อธิบายลักษณะนิสัยไว้มากถึง 18,000 คำ

อีริค เอช, อีริคสัน, ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน, 1902-1994
บุคลิกภาพ เป็นผลจากการพัฒนาการของชีวิตทั้งหมด 8 ช่วงวัยตั้งแต่วัยทารกจน ถึงวัยชรา โดยบุคคลจะมีข้อขัดแย้งประจำวัย และหาทางแก้ไขไปใน แต่ละช่วงวัย วิธีแก้ข้อขัดแย้งของแต่ละคนจะกำหนดบุคลิกภาพของคนคนนั้น ตัวอย่างเช่น ข้อขัดแย้ง ประจำวันของวัยรุ่นคือ “ฉันคือใคร” (วิกฤตการณ์เอกลักษณ์หรือการแสวงหาตนเอง ถ้าแก้ข้อขัดแย้งนี้ได้ จะทำให้เขาค้นพบ เอกลักษณ์ของตัวเอง)

บี. เอฟ. สกินเนอร์, ชาวอเมริกัน, 1904-1990
บุคลิกภาพเป็นผลของพลังงานภายนอกที่สามารถประเมินได้ ดังนั้น วิธีการที่เรา คิดและกระทำ จึงเปลี่ยนแปลงไป ตามสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุม ในหนังสือชื่อ Walden Two สกินเนอร์ฝันถึงดินแดนในอุดมคติ ที่ซึ่ง บุคลิกภาพ ได้รับการหล่อหลอมมาจาก การส่งเสริมพฤติกรรม ที่พึงปรารถนาอย่างเป็นระบบ

อับราฮัม เอช. มาสโลว์, ชาวอเมริกัน, 1908-1970
เรา “มีเจตจำนงที่จะมีสุขภาพดี มีแรงกระตุ้นที่จะเติบโตหรือทำให้ศักยภาพของ เราเป็นจริงขึ้นมา” เราบรรลุศักยภาพเต็มเปี่ยมของเราได้ด้วยการรู้จักตัวตนของเรา ซึ่งรวมถึง ประสบการณ์ปิติสุขอันยากจะอธิบาย

personality

องค์ประกอบของบุคลิกภาพของบุคคล

บุคลิกภาพของบุคคลประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้

  1. ด้านกายภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตา ทรวดทรง ท่าทาง การแต่งกาย การเดิน เป็นต้น บุคลิกภาพ
    ด้านกายภาพ นี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้
  2. ด้านวาจา หมายถึง การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ซึ่งผู้อื่นจะรับรู้ได้โดยการฟัง ลักษณะต่าง ๆ สะท้อน บุคลิกภาพด้านนี้เช่น การพูดไม่เข้าหูคน การพูดจากระโชกโฮกฮาก การพูดจาน่าฟัง เป็นต้น บุคลิกภาพทางวาจาที่ดีย่อมหมายถึงการพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล น่าฟังเป็นมิตร และได้สาระ
  3. ด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางการคิดแก้ปัญหา ไหวพริบ ความสามารถที่จะมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้อย่างเหมาะสม คิดเป็น รู้จักคิด คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แสดงออกหรือสนองตอบผู้อื่นได้อย่าง “ทันกัน” และ “ทันกาล”
  4. ด้านอารมณ์ หมายถึง การมีอารมณ์ดี คงเส้นคงวา ไม่วู่วาม เอาแต่อารมณ์ ฉุนเฉียวโกรธง่าย หรือบางคนมีอารมณ์ร่าเริง มากกว่าอารมณ์อื่น หรือบางคน เครียด เศร้า ขุ่นมัว หม่นหมองอยู่เสมอ
  5. ด้านความสนใจและเจตคติ ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปบางคนไม่สนใจการเมือง ซึ่งบางคนมีความสนใจ หลากหลายไม่สนใจเพียง เรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว
  6. ด้านการปรับตัว มีผลต่อลักษณะของบุคลิกภาพ ถ้าใช้แบบที่ดีมีพฤติกรรมที่เหมาะสม สังคม ยอมรับ จะอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าปรับตัวไม่ดีวางตัวในสังคมไม่เหมาะสม ย่อมมี ผลเสียต่อบุคลิกภาพด้านอื่น ๆ ไปด้วย

อิทธิพลของการอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อบุคลิกภาพ

ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กย่อมมี การถ่ายทอดลักษณะ และมาตรฐานต่าง ๆ ในสังคมให้แก่เด็ก โดยกระบวนการเสริมแรงและ การเรียนรู้โดยการเลียนแบบ เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ของบิดามารดาหรือผู้ที่เลี้ยงดู มากกว่าที่จะทำตามคำสอน ดังนั้น ทัศนคติและการเป็นตัวแบบของบิดามารดาตลอดจนการถือตนตามแบบของเด็ก มีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพ ของเด็กเป็นอย่างยิ่ง (สุภาพรรณ โคตรจรัส, 2542) หากพ่อแม่มีการอบรมสั่งสอนที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เด็กมีความสับสน ไม่เข้าใจ และไม่สามารถพัฒนา ตัวแบบ (Image) ให้เกิดขึ้นในใจตนเองได้
สมคิด อิสระวัฒน์ (2542) พบว่าการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวที่เลี้ยงดูแบบให้ความรัก ความใกล้ชิด ความอบอุ่น สอนให้เป็นคนที่มีเหตุผล ฝึกลูกให้ช่วยตนเอง ให้ตัดสินใจเอง โดยพ่อแม่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำหรือที่ปรึกษานั้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาลักษณะการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก ในทำนองเดียวกัน การเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยท่าที หรือ เจตคติ (attitude) ไม่รักหรือรังเกียจ (Rejection) และการรักและปกป้องคุ้มครองเด็กมากเกินไป ( Overprotection) นั้นมีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ที่แตกต่างกัน เช่น

1. การเลี้ยงดูที่ทอดทิ้ง กระทำทารุณ หรือประนามอย่างไม่สมควร หรือเข้มงวด ดุ ลงโทษเสมอ ๆ จะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก จะเป็นคนขี้กลัว กังวล มีปมด้อยยอมให้คนทั่วไปเอารัดเอาเปรียบ เพื่อใฝ่หาความรักที่ไม่เคยได้รับ หรือมีพฤติกรรมในทางตรงกันข้ามคือ ก้าวร้าว ไม่เป็นมิตรต่อบุคคลอื่น และไม่ยอมลงให้ใครเมื่อโตขึ้น
2. แสดงความรักลูกไม่เท่ากัน จะทำให้เด็กเกิดความอิจฉาแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างพี่น้อง เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก มักจะกังวล อารมณ์หวั่นไหวสมาธิเสื่อม เป็นเด็กดื้อ เจ้าอารมณ์ และเต็มไปด้วยความรู้สึกชิงชังคนอื่น
3. แสดงความห่วงใย และตามใจเกินขอบเขต วุ่นวาย ปรนนิบัติ คอยระมัดระวังเกินไป เด็กจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่รับผิดชอบตนเองเท่าที่ควร บุคลิกภาพไม่เจริญสมวัยหรือมีวุฒิภาวะต่ำ
4. แสดงความโอบอุ้มคุ้มครองมากเกินไปอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนเปราะ ไม่มีความอดทน มีความโน้มเอียงที่จะเป็นโรคจิต โรคประสาทได้พอ ๆ กับเด็กที่ขาดความรัก

พวงทอง นิลยิ้ม (2537) พบว่า ผู้ใหญ่ในครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการให้การเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และ ถ่ายทอดวัฒนธรรม ให้กับลูกหลาน ของตนเอง โดยมี การเล่นและของเล่นของเด็กเป็นสื่อกลางที่ใช้ในการถ่ายทอด ได้รับการปลูกฝังจนพัฒนาเป็นบุคลิกภาพของเด็ก คือ ความสนุกสนานร่าเริง ความสัมพันธ์กับผู้อื่นความมีเมตตา การแข่งขันตาม กติกาของสังคม และ ความขยันอดทน
การอบรมเลี้ยงดู นั้น พ่อแม่ และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความสำคัญในการปลูกฝังบุคลิกลักษณะต่าง ๆ ให้แก่เด็ก ตามแบบแผนของพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือปฎิสัมพันธ์ (Interaction) กับคนและสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์แรกที่เด็กสังเกตและรับไว้จะมาจากครอบครัว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นความเชื่อ ทัศนคติและบุคลิกภาพ

ซิมมอนด์ (อ้างในศิริพร หลิมศิริวงค์ 2511: 25) ศึกษาวิธีการอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อบุคคลิกภาพของเด็ก พบว่า
1. พ่อแม่ที่ปล่อยปละละเลย จะทำให้บุตรมีลักษณะเป็นคนก้าวร้าว เจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบพูดปด หนีโรงเรียน ลักเล็กขโมยน้อย
2. พ่อแม่ที่ประคบประหงมบุตร จนเกินไป บุตรจะมีลักษณะเป็นคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ พึ่งตนเองไม่ได้ ไม่มีความมั่นใจในตนเอง
3. พ่อแม่ที่มีอำนาจเหนือบุตร บุตรจะเป็นคนเจ้าระเบียบ สุภาพเรียบร้อย อยู่ในโอวาท สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี สงบเสงี่ยม ขาดความริเริ่ม
4. พ่อแม่ที่ยอมจำนนต่อบุตร บุตรจะขาดความรับผิดชอบ ไม่อยู่ในโอวาท เห็นแก่ตัว ดื้อดึง มักทำอะไรตามชอบใจ

ในสังคมไทยนั้นมีความแตกต่างกันตามขั้นทางสังคมของบุคคล ซึ่งแบ่งเป็น 3 ลักษณะ (รัชนีกร เศรษโฐ, 2523:137 – 139) คือ
1. ครอบครัวชาวไร่ชาวนา การอบรมเลี้ยงดูไม่มีพิธีรีตรองพิถีพิถันเท่าไร ทำตามความสะดวกและตามใจเด็ก คือเมื่อเด็กร้องก็จะตอบสนอง และเป็นไปตามสถานการณ์ เช่น การหย่านม ถ้าเป็นลูกคนเดียวก็จะดูดนมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีน้อง การอบรมกริยามารยาทและความรอบรู้มักสอนตามวัฒนธรรม โดยให้ความรู้โดยตรง และอยู่ในวงจำกัดของสังคม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ทัศนคติและค่านิยม
2. ครอบครัวเจ้านายผู้ดีเก่า การอบรมสั่งสอน จะเข้มงวดพิถีพิถัน โดยเฉพาะกริยามารยาทของผู้ดี
การให้การศึกษาก็มักจะให้กับลูกชายเพื่อสืบตระกูลมีความทนุถนอมเด็กมาก ถ้าเป็นหญิงมักจะถูกเก็บไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน การศึกษาก็ได้รับน้อยกว่าชาย ส่วนมากจะให้เรียนรู้เกี่ยวกับการบ้าน การเรือน
3. ครอบครัวชั้นกลาง ครอบครัวในระดับนี้ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของครัวไทยสมัยใหม่
การอบรมมักจะเน้นเรื่องความสามารถทางการศึกษาและการทำงานของเด็ก มีทักษะในการแข่งขันมากกว่า 2 พวกแรก การอบรมจะเพิ่มความพิถีพิถันมากขึ้น

ดวงเดือน พันธุมนาวิน ได้แบ่งการอบรมเลี้ยงดูออกเป็น 5 แบบ (2521:42 – 43)
1. แบบมุ่งอนาคต หมายถึงการอบรมเลี้ยงดูที่สร้างนิสัย การบังคับตนเอง ให้อดได้รอได้ หรือเลือกที่จะไม่รับประโยชน์เล็กน้อยในทันที แต่จะรอรับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่า ที่จะตามมาภายหลัง
2. แบบรักสนับสนุน หมายถึง ลักษณะการปฏิบัติของมารดา ในลักษณะของการแสดงความสนิทสนม รักใคร่ ชื่นชม สนใจทุกข์สุข ช่วยแก้ปัญหาให้ลูก
3. แบบควบคุม หมายถึง ลักษณะแบบปฏิบัติของบิดามารดาในลักษณะการออกคำสั่ง และควบคุมการกระทำในเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยไม่ยอมปล่อยให้ลูกเป็นตัวของตัวของตัวเอง
4. แบบใช้เหตุผล หมายถึงลักษณะการปฏิบัติของบิดามารดา โดยการอธิบายเหตุผลในขณะที่สนับสนุน และห้ามปรามการกระทำของลูก
5. แบบลงโทษทางกายและจิต หมายถึงลักษณะการปฏิบัติของบิดามารดา ในลักษณะที่ลงโทษลูกด้วยการทำให้เจ็บตัว หรือการติเตียนไม่ให้ความรัก ตัดสิทธิ์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2520, 26) ได้แบ่งบิดามารดาออกเป็น 4 ประเภท ตาม ทัศนคติของพ่อแม่ ในการอบรมเลี้ยงดูบุตร คือ
1. ประเภทรักจนเหลิง หมายถึง การเลี้ยงดูที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กจะได้รับความรักและการตามใจอย่างมากจนเกินไป ไม่มีความรับผิดชอบหรือหน้าที่ที่จะปฏิบัติภายในบ้าน ได้รับของ และพาไปเที่ยวสนุกสนาน โดยไม่มีเหตุผลอันควร
2. ประเภทเข้มงวด หมายถึง การเลี้ยงดูหรือคาดหวังให้เด็กปฏิบัติตามอย่างแคร่งครัด
หากไม่ปฏิบัติจะถูกลงโทษ การกระทำมีกฎเกณฑ์ลงโทษอย่างยุติธรรม คาดหวังที่จะให้เด็กมีความสามารถเกินธรรมชาติ
3. ประเภทละทิ้งและปฏิเสธ หมายถึง การเลี้ยงดูทำตนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับเด็กแสดงความโกรธ เกลียดในรูปของการควบคุม และลงโทษซ้ำพ่อแม่ยังรู้สึกว่าลูกของตนเป็นผู้แก้ไขให้ดีไม่ได้แล้ว
4. ประเภททะนุถนอมแบบไข่ในหิน หมายถึง การเลี้ยงดูแบบคอยสอดส่องลูกตลอดเวลา โดยมิให้เสี่ยงเลย พ่อแม่จะทำให้ลูกทุกอย่าง แม้จะโตแล้ว

การอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อบุคลิกภาพของเด็กไทยนั้น ได้มีผู้ทำการวิจัยไว้มากมาย ดังนี้

ชูศรี หลักเพชร (2511) พบว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่า การเข้มงวดกวดขัน
รัชนี กิติพรชัย (2515) พบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขัน จะทำให้มีความคิดริเริ่มต่ำ
ถั้น แพรเพชร (2517) พบว่านักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีความคิดริเริ่มสูงกว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น
วิกรม กมลสุโกศล (2518) พบว่า เด็กที่ได้รับการบอบรมเลี้ยงดูแบบถูกทอดทิ้ง และแบบคุ้มครองมากเกินไป มีความวิตกกังวลสูงกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย
จำเนียร คันธเสวี (อ้างใน วิกรม กมลศุโกศล 2518:11) กล่าวว่า การเลี้ยงดูแบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป โดยการให้ความรักและเอาใจใส่มากเกินไป จะทำให้เด็กมีลักษณะเป็นผู้ตาม มักมีปัญหาที่ยุ่งยาก ไม่มีความสามารถในการปรับตัว เป็นคนเห็นแก่ตัว ซุกซนผิดปกติโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น สนุกโดยการแกล้งผู้อื่นไม่กลัวใคร ชอบฝ่าฝืน และมักจะก้าวร้าว
ประพันธ์ สุทธาวาส (2519) พบว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง และแบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป มีความก้าวร้าวมากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ส่วนเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งและแบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป มีความก้าวร้าวไม่ต่างกัน แต่แบบประชาธิปไตยเด็กชายมีแนวโน้มก้าวร้าวมากกว่าเด็กหญิง
ประพันธ์ สุทธาวาส (2519) พบว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีความก้าวร้าวน้อยกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง
สมาน กำเนิด (2520) วิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ปรับตัวได้ดีกว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดู แบบปล่อยปละละเลย
ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2521, 105) กล่าวว่า ผู้ที่ถูกอบรมเลี้ยงแบบควบคุมมาก จะเป็นผู้ที่มีคะแนนความเอื่อเฟื้อสูง แต่จะมีลักษณะความเป็นผู้นำต่ำ มีวินัยทางสังคมต่ำ มีความสามารถควบคุมตนเองน้อย
วรรณงาม รุ่งพิสุทธิพงษ์ (2522) ศึกษาพบว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาของบิดามารดาและอาชีพมีความสัมพันธ์กับสติปัญญา
สัมพันธ์ บุญเกิด (2522) วิจัยพบว่า บิดามารดาที่มีอายุ ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจสถานภาพการทำงานแตกต่างกัน จะมีความเชื่อมั่นในการอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน
บัณฑิตา ศักดิ์อุดม (2523) พบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย จะมีวินัยในตนเองสูง
สำหรับการอมรมเลี้ยงดูตามฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวนั้น ได้มีผู้วิจัยพบว่าในครอบครัวระดับสูง บิดามารดาจะฝึกสัมฤทธิ์ผลให้แก่เด็กมาก เพราะต้องการให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิตเช่นเดียวกับตน (เกื้อกูล ทาสิทธิ์, 2513)
ครอบครัวในระดับกลาง ได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้รู้จักพึ่งตนเองบิดามารดาจะใช้วิธีการอ่อนโยน มีการลงโทษน้อย ทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออก มีลักษณะของผู้นำ มั่นใจในตนเองสูง จากการศึกษาของราศรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา (2515) พบว่า เด็กที่มาจากครอบครัวระดับกลางมีลักษณะดังนี้

มีความทะเยอทะยานสูงกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวระดับต่ำ
เด็กชายมีความทะเยอทะยานมากกว่าเด็กหญิง
มีความสนใจตนเองมากกว่าผู้อื่น
ต้องการเห็นความเจริญของสังคม มากกว่าการเข้าไปช่วยทำให้สังคมนั้นเจริญขึ้น
ครอบครัวระดับต่ำ มีการฝึกให้เด็กมีการอดได้รอได้ สูงมาก เรียนไม่เก่ง ขลาดกลัว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่าตนมีปมด้อย ไม่กล้าแสดงออก อยากเปลี่ยนแปลงบุคคลิกภาพของตนให้ดีขึ้น

งานวิจัยที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่นั้น มัญชรี บุนนาค (2514) ได้วิจัยเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาในเมืองใหญ่กับต่างจังหวัด พบว่า เด็กในกรุงเทพฯ มีความสามารถเหนือเด็กในต่างจังหวัดในด้านต่อไปนี้

1. ความสามารถทางสติปัญญา
2. ความมั่นใจในตนเอง
3. ความสามารถในการบังคับตนเอง
ส่วนเด็กต่างจังหวัดเหนือกว่าเด็กในกรุงเทพฯ ก็คือสภาพทางอารมณ์

ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2521) ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ปกครองในการให้การอบรมเลี้ยงดูดังนี้

1. ไม่เลี้ยงดูแบบควบคุมมาก ควรใช้วิธีการที่นุ่มนวล และลดปริมาณการควบคุมเด็กลงบ้าง เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่า ตนถูกควบคุมจนเกินไป เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจสภาพแวดล้อมของตนได้กว้างขวางขึ้น ฝึกให้ตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ภายใต้การแนะนำของผู้ปกครอง มิใช่ปล่อยไม่ควบคุมเลย เพราะจะทำให้เด็กขาดความเชื่อฟัง ไม่รับผิดชอบ ขาดสมาธิ จึงควรเลี้ยงดู ที่ใช้การควบคุมทีมีปริมาณปานกลาง จะให้ผลดีที่สุด
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีผลต่อความสมบูรณ์ทางสุขภาพจิตของเด็ก ซึ่งใช้การอบรมแบบใช้เหตุผล โดยเฉพาะ เหตุผลทางจริยธรรม จะมีลักษณะมุ่งอนาคตสูงและมีสุขภาพจิตดี ควรทำให้เด็กรู้สึกว่าตนได้รับความรักมาก โดยทำให้เด็กทราบว่า ในการเลี้ยงดูนั้น ตนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และควรลงโทษเด็กโตด้วยการลงโทษทางจิตมากกว่าการลงโทษทางกาย

ทฤษฎีบุคลิกภาพ เป็นคำอธิบายของ นักจิตวิทยา เกี่ยวกับ บุคลิกภาพ อย่างมีระบบระเบียบ ซึ่งมีหลายทฤษฎีด้วยกัน เนื่องจาก บุคลิกภาพ มีลักษณะซับซ้อน หลายแง่หลายมุม เจ้าของทฤษฎีบุคลิกภาพ แต่ละทฤษฎีต่าง ก็อธิบาย บุคลิกภาพ ในแง่มุมที่ตนสนใจ และเห็นว่าสำคัญไม่มีทฤษฎีใด อธิบายได้ครบถ้วนทั้งหมด ดังนั้น ถ้าต้องการความเข้าใจเรื่อง บุคลิกภาพ โดยกว้างขวาง ก็ต้องศึกษา ทฤษฎีบุคลิกภาพ หลายๆ ทฤษฎี หรือถ้าต้องการความเข้าใจ บุคลิกภาพ บางด้านอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงานบางงานโดยเฉพาะ ก็ต้องเลือกศึกษาบางทฤษฎีโดยละเอียด ให้สอดคล้องกับ ความต้องการ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เรียนจิตวิทยา ความเข้าใจเรื่อง ทฤษฎีบุคลิกภาพ จะช่วยให้มองเห็นทั้ง องค์ประกอบของบุคลิกภาพ ประเภทของบุคลิกภาพ หรือ ประเภทของคนลักษณะต่างๆ รวมทั้ง ที่มาของบุคลิกภาพ และ การปรับเปลี่ยนพัฒนาบุคลิกภาพ ทำให้เกิด ความเข้าใจบุคคล ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และเป็นแนวทางใน การสร้างเสริมตนเอง และ ผู้ร่วมปฏิบัติงานธุรกิจ ให้มี บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม สอดคล้องกับ งานของตน ซึ่งจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทฤษฎีลักษณะบุคคลของอัลพอร์ท(Allport’s Trait Theory)

ทฤษฎีบุคลิกภาพ ที่ว่าด้วยลักษณะของบุคคลซึ่งกล่าวถึงกันทั่วไป ได้แก่ ทฤษฎีของกอร์ดอล อัลพอร์ท นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเขามีความเชื่อว่า บุคลิกภาพ ของบุคคลมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวและมีความคงที่พอสมควร เป็นอย่างไรก็มักจะอยู่อย่างนั้น และส่งผลสู่การแสดงตัวในภาวะต่างๆ ของบุคคล ทฤษฎีนี้แบ่งประเภทของ บุคลิกภาพ ตามลักษณะร่างกายของบุคคลเป็น 3 พวกคือ

  1. พวกมีลักษณะเด่น พวกนี้มักมีร่างกายสูงใหญ่ หรือหน้าตาดี หรือมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ซึ่งอาจเป็นน้ำเสียง ท่าทาง การพูด การเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งท่าทีปฏิกิริยาต่อผู้อื่น
  2. พวกที่มีลักษณะด้อย พวกนี้มักมีรูปร่างเตี้ยหรือตัวเล็ก หน้าตาไม่ดี หรือมีลักษณะบางประการที่เป็นปมด้อยของตน
  3. พวกที่มีลักษณะกลาง พวกนี้มักมีร่างกายธรรมดาแบบคนส่วนใหญ่ทั่วไป ลักษณะต่างๆ เป็นกลางๆ ไม่เด่น ไม่ด้อย แต่ก็ไม่มีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจ มักผสมผสานกลมกลืนไปกับคนส่วนใหญ่

ลักษณะทั้ง 3 ประการดังกล่าว มีผลต่อวิธีการแสดงออกของพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น พวกมีปมด้อย ขี้อาย เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ต้องปรากฎตัวในงานใหญ่ หรือต้องกล่าวในที่ประชุม หรือพบคนแปลกหน้า พวกนี้มักหลีกเลี่ยง วิตกกังวล ทำอะไรเงอะงะผิดพลาด และแยกตัวเอง แต่ถ้าเป็นพวกมีลักษณะเด่น ก็จะเชื่อมั่นในตนเอง แสดงออกได้โดยเหมาะสม สง่าผ่าเผย สิ่งเหล่านี้มักส่งผลให้ทำอะไรได้สำเร็จ หรือเป็นที่ยอมรับทั่วไป สำหรับผู้บริหารหากมีลักษณะเด่นประจำตัวมักเป็นปัจจัยให้งานดีขึ้น แต่ถ้าขาดลักษณะเด่นก็ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นที่จะสร้างความน่าเชื่อถือศรัทธา หรือหาแนวทางฝึกฝนพัฒนาตนให้มีความคล่องตัว ให้เหมาะสมสอดคล้องกับงานตามบทบาทหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในงานที่ทำ

ทฤษฎีพลังบุคลิกภาพของฟรอยด์ (Freud’s Psychodynamic Theory)

ซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นจิตแพทย์ชาวเวียนนา เขาให้ความสนใจเรื่องพัฒนาการทาง บุคลิกภาพ และพลังแห่ง บุคลิกภาพ ของคนเรา ทฤษฎีบุคลิกภาพ ของซิมันด์ฟรอยด์ อธิบายได้เป็น 2 แบบ คือ อธิบายในลักษณะของ ทฤษฎีพัฒนาการ และ ทฤษฎีพลังแห่งบุคลิกภาพ การอธิบายบุคลิกภาพในแง่ พลังบุคลิกภาพ ฟรอยด์ อธิบายในรูปของลักษณะของจิต และ โครงสร้างของจิต เกี่ยวกับลักษณะของจิต ฟรอยด์อธิบายว่า จิตของคนเรามี 3 ลักษณะ คือ

  1. จิตรู้สำนึก (conscious) เป็นสภาพที่บุคคลรู้ตัวว่าเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน ฯลฯ เป็นจิตส่วนที่ควบคุมให้แสดงพฤติกรรม ตามหลักเหตุผลและสิ่งผลักดันภายนอกตัว
  2. จิตไร้สำนึก (unconscious) เป็นสภาพที่บุคคลไม่รู้ตัว บางทีเพราะลืม เพราะเก็บกด หรือเพราะไม่ตระหนักในตนว่ามีสิ่งนั้นอยู่ เช่น ไม่รู้ตัวว่าอิจฉาเพื่อน หรือลืมว่าตนเองเกลียดบางอย่าง
  3. จิตใต้สำนึก (subconscious) เป็นสภาพจิตกึ่งรู้สำนึก ถ้าเข้ามาในห้วงนึกก็จะตระหนักได้ แต่ถ้าไม่คิดถึงจิตส่วนนั้น จะเหมือนกับ ไม่มีตนเอง เช่น อาจกังวลในบางเรื่อง กลัวในบางสิ่ง โกรธคนบางคน

จิตทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าว ชนิดไหนมีอำนาจเหนือกว่า บุคคลนั้นๆ ก็มักจะแสดงพฤติกรรมหนักไปทางจิตส่วนนั้น และจิตไร้สำนึกดูจะมีอิทธิพล ต่อพฤติกรรมมากกว่าจิตส่วนอื่น ส่วนจะแสดงพฤติกรรมออกไปในลักษณะใด มักขึ้นกับโครงสร้างของจิต ซึ่งมี 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ อิด (id) อีโก้ (ego) และซุปเปอร์อีโก้ (super ego) คำว่า “อิด” เป็นพื้นฐานดั้งเดิมของบุคคล เช่น ความอยาก ตัณหา ความต้องการ ความป่าเถื่อน อันถือเป็นธรรมชาติแท้ๆ ยังไม่ได้ขัดเกลา “อีโก้” เป็นพลังส่วนที่จะพยายาม หาทางตอบสนอง ความต้องการของอิด และ “ซุปเปอร์อีโก้” เป็นพลังที่คอยควบคุม อีโก้ ให้อีโก้ หาหนทางที่เหมาะสมที่สุดในการสนองความต้องการของ อิด โดยเหนี่ยวรั้ง ให้ทำอะไรอยู่ในกรอบประเพณี ถูกเหตุถูกผลให้คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี คุณธรรม และสังคมที่แวดล้อม

ความเข้าใจ บุคลิกภาพ ตามทฤษฎีพลังบุคลิกภาพนี้ ช่วยให้ผู้บริหารเกิดความเข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อนร่วมงานได้ในหลายลักษณะ เป็นแนวทางให้รู้จักควบคุมประคับประคองตนเองให้มีสติ ยั้งคิด ไม่อยู่ไต้อำนาจครอบงำของธรรมชาติแท้ๆ ที่ยังมิได้ขัดเกลามากไป ซึ่งถ้าทำได้ ก็จัดเป็นส่วนหนึ้งของ การพัฒนาบุคลิกภาพ และ พัฒนาตน ให้พร้อมต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นักจิตวิทยาชาวอังกฤษอีกท่านหนึ่งชื่อ สจ๊วต ไดมอนด์ (Stuart Dimond) บอกว่า บุคลิกภาพ เป็นหน้าที่และการทำงานของสมอง ซึ่งเหมือนกับทฤษฎีของ ฮานส์ ไอเซนก์(Hans Eysenck’s theory) ที่ว่า บุคลิกภาพ ถูกกำหนดด้วยพันธุกรรม เหมือนกับ ลายนิ้วมือที่จะมีลายต่าง ๆ หรือ รอยหยักในสมองก็จะถูกกำหนดโดย พันธุกรรมเช่นกัน
บุคลิกภาพ โดยทั่วไปของคนเรา ตามทฤษฎีของไดมอนด์จะมี 8 ประเภทด้วยกัน

ประเภทแรก คือ พวกที่ชอบมอง ชอบดู (Visualist)
ประเภทที่ 2 คือ พวกชอบฟัง (Audist)
ประเภทที่ 3 คือ พวกที่ชอบยั่วยวน (Sexist)
ประเภทที่ 4 คือ พวกชอบมีกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา (Motorist)
ประเภทที่ 5 คือ พวกที่ชอบพูด ชำนาญเรื่องภาษา (Linguist)
ประเภทที่ 6 คือ พวกที่ชอบเกี่ยวกับรูปร่าง จินตนาการ ภาพพจน์ (Spacist)
ประเภทที่ 7 คือ พวกที่ชอบแสดงความรู้สึก พวกมีอารมณ์หลงใหล (Emotionist) และ
ประเภทที่ 8 คือ พวกก้าวร้าว พวกที่ชอบประสานงา ชอบทะเลาะ (Aggressist)
ในขณะที่ทฤษฎีของแมคเคร (McCrae’s theory) และทฤษฎีของคอสตา (Costa’s theory) ให้คำนิยามของ บุคลิกภาพ ต่าง ๆ ดังนี้ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นพวกประสาท กังวลตลอดเวลา ไม่มีความมั่นใจ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง เป็นคนรู้สึกผิดบ่อย ๆ (Neuroticism)
กลุ่มที่ 2 เป็นพวกที่ชอบพูดชอบคุย ชอบสังคม รักสนุก มีอารมณ์รักใคร่ง่าย ๆ (Extraversion)
กลุ่มที่ 3 เป็นพวกที่กล้า ชอบแสดงออก มีจินตนาการ ภาพพจน์ (Openness)
กลุ่มที่ 4 เป็นพวกที่รู้จักเห็นอกเห็นใจ ดูอบอุ่น น่าไว้ใจ ให้ความร่วมมือ (Agreeboldness) และ
กลุ่มที่ 5 เป็นพวกที่เชื่อใจได้ ทำอะไรมีจุดมุ่งหมาย มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบ (Conscientiousness)

จอห์น บริกก์ส (John Briggs) บอกว่าความคิดสร้างสรรค์จริง ๆ แล้ว คือ ความรู้สึกที่เพ้อฝัน และยังชี้อีกว่าคนที่เราเรียกว่าอัจฉริยะ หรือ จีเนียส (genius) ซึ่งมาจากคำละติน แปลว่า วิญญาณ (spirit) ก็คือ คนที่รู้จักความสามารถของตัวเอง และสามารถนำ ความสามารถของตัวเองไปสู่วิสัยทัศน์และการปฏิบัติได้ เป็นคนยืดหยุ่น ใจกว้าง และมีความต้านทานต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีได้
มีคำกล่าวไว้ว่า บุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จะมีคุณสมบัติ 2 อย่างอยู่ในตัวเอง คือ จะเป็นคนค่อนข้างเงียบ ๆ ค่อนข้างล้าสมัย และอนุรักษ์นิยม ในขณะเดียวกันจะเป็นคนที่บ้าบิ่นมากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตามข้อสันนิษฐานนี้ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัด

โดยสรุป พันธุกรรม สิ่งแวดล้อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา บุคลิกภาพ รวมถึงความสามารถพิเศษของเรา สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ของ บุคลิกภาพ ที่ดี คือ ความสามารถที่จะเอาข้อมูลทุกอย่างที่มีอยู่มาช่วยในการตัดสินใจ และช่วยให้แสดงออกได้อย่างเหมาะสม เป็นที่ยอมรับของสังคม

ใครว่าคนไทยอ่านหนังสือ..ปีล่ะ 8 บรรทัด

“คนไทยอ่านหนังสือ ปีล่ะ 8 บรรทัด”

ใครกันนะ ที่เป็นคนวิจัยเรื่องนี้ ฉันอยากจะรู้จริงๆ ทำไมมันช่างสวนทางกับสิ่งที่ฉันเจอในวันนี้ โอว พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ขนมเข่ง!!!

วันนี้หลังจากจัดการภารกิจเรื่องส่วนตัวประจำเดือนเสร็จสิ้น ช่วงบ่ายฉันก็เป็นอิสระ เลยตั้งใจว่าจะต้องไปเดินงานหนังสือให้ได้อีกปีหนึ่ง ซึ่งปีนี้มีหนังสือที่อยากอ่านหลาย ๆ เล่มที่ยังไม่ได้ซื้อทั้งที่ก็เจอในร้านหนังสือซีเอ็ดแถวบ้านแล้ว แต่แหมซื้อในงานหนังสือ มันเท่ห์ดีนิ ฮ่าฮ่า(อย่ารู้เลยเล่มอะไรบ้างขี้เกียจจะเหลา เฮ้ย เล่า(เล่นกากมุขซะหน่อยฝืดดี55)แล้วฉันจะมาวงเล็บซ้อนวงเล็บทำไม ซับซ้อนเนอะ ไม่ดีนะ อย่าเลียนแบบนะทุกท่าน :P)

หลังจากคิดได้ดังนั้นก็เอาเลย นั่งรถเมล์มาลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินจตุจักร แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อยากบอกว่าคนแน่นมากเหมือนปลากระป๋อง นี่เขาไปลงที่เดียวกันหมดเลยใช่ไหม ฉันคิดในใจ สักพักเด็กนักเรียนวัยมัธยม ท่าทางคงแก่เรียนผู้หนึ่ง ก็หยิบโทรศัพท์มาคุยกับเพื่อน

“เออ ออกมาแล้ว กำลังไปงานสัปดาห์หนังสือ แ_่ง เบื่ออยู่บ้านไม่มีไรทำ เออ เดี๋ยวไปเจอกัน”

โห่ น้องหล่อมาก อยู่บ้านเซ็งๆ แทนที่จะไปเดินเล่นที่ห้าง บ้าเกมตู้ที่เสียงดัง 100 เดซิเบล กลับอยากไปเดินดูหนังสือ โอ้ ป้าภูมิใจในตัวหนูมากลูก ซาบซึ้ง T T

ฉันมองไปรอบๆ เห็นผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่นี่เป็นเด็กในวัยเรียนเสียส่วนใหญ่ แล้วใครมันเป็นคนวิจัยว่าเด็กไทยไม่สนใจอ่านหนังสือ อย่าว่าแต่หนังสือ ทั่วๆไปเลย ขึ้นชื่อว่าถ้าอยู่ในวัยเรียนฉันว่าเขาต้องอ่านกันไม่น้อยกว่า 8 บรรทัดต่อปีแน่ ๆ จริงไหม?
ไม่เชื่อเรามาดูสถิติอันนี้กัน

คนไทย มี 62.3 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนก่อน ประถมศึกษา (3-5 ปี) 2.8 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนระดับ ประถมศึกษา (6-11 ปี) 5.7 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น (12-14 ปี) 2.7 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (15-17 ปี) 2.8 ล้านคน
* กลุ่มวัยเรียนการศึกษาขั้นอุดมศึกษา (18-24 ปี) 7.3 ล้านคน
รวม 21.3 ล้านคน

อันนี้เป็นสถิติในช่วง ปี 2542-2544 นะ เพราะดูเหมือนผลวิจัยอันนี้จะออกมาช่วงนั้น

จะเห็นว่าประชากรประเทศไทย ประมาณ 63 ล้านคน เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยเรียนตั้ง 21.3 ล้านคนติต่างว่าคนที่อ่านหนังสือคือคนที่อยู่ในวัยเรียนแล้วกันที่เหลือไม่ได้อ่าน วัยเรียน 21.3 ล้านคนนี้ อ่านแต่หนังสือเรียนเท่านั้น ไม่รวมการ์ตูน นิยาย นิตยสาร ทำนายดวง ซุบซิบดารา เนื้อเพลงเกาหลี หนังสือเกมส์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ สมมุติว่าให้หนังสือเรียน มีแค่ 100 หน้า หน้าละ 10 บรรทัด ทีเหลือเป็นรูปประกอบละกัน ดังนั้น สมมุติอย่างสิ้นคิด ว่าหนังสือ 1 เล่มมีแค่ 1000 บรรทัด ถ้าอ่านกันแค่คนละเล่ม ก็ปาไปตั้ง 1000 บรรทัดแล้ววว มันต่างจาก 8 เยอะนะ แล้วเขาเอาอะไรมาคิดว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยนิดขนาดนั้น (ฉันนี่ก็บ้าสงสัยในอะไรที่คนยอมรับกันจริงจัง เออแล้วไม่มีใครเคยสงสัยอย่างฉันบ้างเหรอ สงสัยหน่อยน่า ฝึกสมองดี แหะแหะ)

ฉันมานั่งคิดนะ แค่เด็กมัธยมอ่านคอมเม้นท์เพื่อนใน hi 5 ปีหนึ่งก็เกิน แสนบรรทัดแล้วนะ พออ่านสิ่งเหล่านี้มากมาย การอ่านหนังสืออ่านจะถูกลืมเลือนไป ทำให้ผลวิจัยออกมาเยี่ยงนี้ ฮ่าฮ่า

ฉันว่าประเด็นที่แท้จริงของเรื่องการอ่านกับคนไทย ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในลำดับที่ใกล้เคียงกัน นั้นถือว่าน้อยและน้อยมาก สรุปก็คือคนไทยอ่านแต่อาจไม่ใช่อ่านในสาระความรู้ อย่างน้อยเราน่าจะส่งเสริมให้คนไทยหันมาอ่านอะไรที่เป็นสาระบ้าง แค่ปีละเล่มก็ยังดี อย่างน้อยคุณอ่าน คุณก็จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นกันตัวคุณเอง ดีกว่ารับสารสนเทศผิดๆ จากสื่ออื่นๆ มากโดยที่ไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ของคุณแล้วที่ให้นำเอาสื่อที่รับมา ไปสื่อกันคนอื่นในแบบผิดๆ หรือไม่ครบถ้วนอีก อ่านเยอะ รู้้เยอะมีข้อมูลเยอะทำให้วิเคราะห์เป็น เพิ่มรอยหยักในสมอง เพื่อตัวคุณเองและเพื่อประเทศชาติจะได้มีนักคิดนักสร้าง(สรรค์) มากกว่านักพูด(ติติง)

ฝากประโยคนี้ไว้ให้คิด “คนรู้มักไม่พูด คนพูดมักไม่รู้” 😛

ฝากอีกนิดประเทศที่เค้าเจริญแล้ว หลักประกันอย่างหนึ่งของประเทศเค้า คือ LIBRARY หรือห้องสมุด แต่ห้องสมุดสาธารณะที่ดี ๆ ของไทย ยังมีอยู่น้อยมาก ไม่แปลกที่ คนจะล้นงานสัปดาห์หนังสือ เพราะนอกจากได้เลือกซื้อหนังสือดี ๆ ราคาถูกแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของสรรพสิ่ง ทั้งบันเทิงและความรู้ ตอบโจทย์ได้ทุกเพศ ทุกวัย ตลอด 3 ชม.ที่ฉันเดินลากขาเข้าบูธนั้นออกบูธนี้ ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในคนไทยเหล่านี้มาก ที่เห็นความสำคัญของการอ่านได้มากถึงขนาดนี้ ภาคภูมิใจมากจนอยากจะกลับไปเผางานวิจัยเล่มนั้น ที่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร – -*

ฉันอยากให้คุณ สำรวจตัวเองง่ายๆ วันนี้คุณอ่านหนังสือ ที่เป็นสาระความรู้ และบันเทิง ไปแล้วกี่บรรทัด หรือคุณให้เวลากับการอ่านของคุณกี่นาที

เด็กวัยเรียน สนใจอ่านหนังสือเรียนกันมากน้อยแค่ไหน หรือใส่ใจแต่เฝ้าเฟซบุ๊คว่าวันนี้จะมีคนมากด Like สเตตัสเรากี่คน เฝ้าอ่าน What on your mind ?เฝ้า Reply, Retweet ข้อความที่ถูกใจ ของผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็น 100 เป็น 1000 คน ทั้งที่คนที่ควรจะรู้ความในใจที่สุดคือ คนในกระจกเท่านั้น น้องๆเอาเวลาที่จะต้องอ่านหนังสือ ไปอ่านสิ่งที่เอาไปใช้ออกสอบไม่ได้ จนสุดท้าย ต้องมาซ่อมเกรดกันใหม่ “เฝ้าแต่รีพลาย สุดท้ายอาจโดนรีไทร์” ฉันว่ามันน่าจะเศร้ามากกว่า Celep บางคนไม่ตอบทวีต น้องๆอีกนะ หรือจะเถียง(คนคงด่า อีป้านี่บ่นเหมือนคนแก่ ก็แก่จริงอะ ไม่อยากปฏิเสธความจริง และหนังหน้า ฮ่าฮ่า)

จะไปเชียงใหม่ แต่วกไปกลับรถสระบุรี เอ้า กลับเข้าประเด็นต่อ เลยไปเยอะแระ …

สรุป จากสภาพร่างกายน้อยนอนตื่นเร็ว และเหนื่อยกับการเดินหาของที่ตลาดนัดจตุจักร ทำให้ฉันเดิน วกวนอยู่ได้แค่ โซน แพลนนารี่ จะเดินไปโซนบี โซนซี ก็สุดจะทน คนมันเยอะจริงๆ พอซื้อหนังสือ(ที่ไม่ได้อยู่ในแพลน)ได้ซัก 5-6 เล่ม ก็หมดแรง

โอ้ หนังสือกาละแมร์ หนังสือหลายๆคน..หนังสือนิยาย บลาบลา [T^T] หาบูธไม่เจอ ทั้งวีเลิร์น ทั้งมติชน ทั้งแจ่มใส เจอแต่ a book แต่ไม่ได้ซื้อเพราะเล่มที่อยากซื้อมันเยอะเกิน อ้าว อีนี่ถ้าจะบ้า ฮ่าฮ่า(มันมีเหตุแต่ไม่เล่าแล้วกัน) สรุป ได้แต่หนังสือของซาการีย์ยา อมตยา “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” กวีซีไรท์ของ สนพ.๑๐๐๑ ได้หนังสือ ทางเลือกที่สาบสูญ(The Lost Choice)ของแอนดี แอนดรูส์ สนพ.แพนพ๊อกเกตเล่มนี้ นาธานแปล(ไม่ใช่เนปาลนะ ฮ่าๆๆ) แล้วก็ได้หนังสือ ลดราคามาอีก 4 เล่ม หมดแล้ว แบกกลับไม่ไหว เพราะก่อนมาแวะไปเอาของที่ฉันสั่งเอาไว้มาอีก เลยกลายเป็นป้าหอบฟาง ทุลักทุเล อย่ากระนั้นเลย ขอลากลับเลยแล้วกัน ก่อนที่เงินในกระเป๋าจะฟีบ และแขนจะหลุด

แล้ววันนี้ฉันก็หมดวันอย่างสมบูรณ์ เพราะได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจแล้วครบถ้วน ถึงจะไม่ได้หนังสือที่อยากได้ก็ไม่เป็นไร หนังสือใหม่ กลับมาซื้อใกล้บ้านก็ได้ ดีกว่าหอบจนแขนล้า ไม่รู้เป็นอะไร เข้ากรุงเทพที่ไร..กลับมาไมเกรนขึ้นทุกที เฮ้อ…ฉันคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้..จริงจริง( -..-‘)