The Curious Case of Benjamin Button~

1

“ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตน”

ทุกครั้งที่มีเวลาว่างหลังปิดร้าน ฉันมักจะดูหนัง..วันนี้ก็เช่นกัน ฉันไม่รู้หรอกว่าคำกล่าวข้างบนนั้นใครเป็นคนกล่าว แต่ดูเหมือนผู้คนจะนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย จนทำให้ไม่สามารถกล่าวอ้างอิงไปได้ถึงที่มา บางครั้งฉันก็กลัวโดนว่า”สมองกลวง” คิดคำประโยคเท่ ๆ เองก็ไม่เป็นต้องไป Copy เขา แต่ก็ชั่งสมองมัน แค่นี้ข้อมูลก็เออเร่อล้นทะลักแล้ว ปล่อย ๆ มันไปบ้างก็คงจะเบาสมองดี เอ้า กลวงก็กลวง(ฟร่ะ+_+)

หนังที่ฉันเลือกมาดูวันนี้เป็นหนังเก่า เกือบ ๆ 2 ปีมาแล้ว หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า The Curious Case of Benjamin Button ตอนแรกที่ฉันหยิบ ดีวีดีจากร้านเช่าประจำมาดูชื่อเรื่องก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก รู้แต่ว่ามีพระเอกขวัญใจของฉันแสดงนำแค่นั้นเอง (>.,<)แต่พอหยิบไปจ่ายเงินน้องคนให้เช่าก็บอกฉันว่า

“เรื่องนี้ดีนะพี่ หนังรางวัลออสการ์ พระเอกแก่แล้วก็ไปเด็ก ดีมากเลยพี่”

(เอ่อ น้องคะ แค่บอกว่าหนังดี พี่ก็ดูแล้ว ไม่ต้องเป็นหนังรางวัลอะไรหรอก ว่าแต่น้องคะ เมิงจะสปอยส์พล๊อตเรื่องทำไม พี่ไม่อยากรู้ ตูเครียดดดดเลย -*-)

แล้วฉันก็หอบหิ้วหนังเรื่องนี้กลับมาบ้าน รวมทั้ง หนังยอดฮิต Harry Potter 7.2 ภาคจบที่ฉันไม่มีเวลาไปดู เพราะตอนที่หนังเขา ฉันมีเหตุที่ต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราว เลยอดดูทั้งที่ตั้งใจจะดูในโรงหนังให้ได้ พลาดไปแล้วก็พลาดเลย เขาคงไม่เอามาฉายให้ฉันดูอีกแน่ นอกจากการหาเช่าหาซื้อ ดีวีดีมาดูเองที่บ้าน อย่างเช่นตอนนี้ เฮ้อ..เข้าเรื่องเลยดีกว่า คืนนี้ตั้งใจจะดู พี่แบรดก่อนแล้วค่อยดูแฮรี่ สงสัยไม่ได้นอนอีกแน่ เช้าปายเช้าปาย..zzzz

2

“เป็นหนังที่ดีที่สุดตั้งแต่ดูหนังมา” พี่ชายฉันบอกหลังจากหนังเรื่องแรกจบลง เมื่อเวลา 2 นาฬิกาของวันใหม่ และตาฉันหนักเกินไปที่จะดูเรื่องที่สอง ความรู้สึกเต็มตื้น ตื่นตัวเกิดขึ้นกับฉัน เมื่อหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ฉายเครดิตท้ายเลื่อนขึ้นมา ซาบซึ้ง ประทับใจ กินใจ จนอยากจะหาคอมพิวเตอร์ มาพิมพ์ รีวิวตั้งแต่คืนนั้นเลย ดีที่ว่าคอมพิวเตอร์ฉันสลายร่างไปอยู่ที่อื่นแล้วแค่นั้นเอง แต่ตั้งใจไว้ว่า จะต้องรีวิวลงเว็บให้ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และวันนี้ก็มาถึง ขออนุญาตเล่าให้ฟัง ผสมให้ความคิดเห็นแทรกไปด้วย เพราะแต่ละฉากนั้นให้ความรู้สึกได้ไม่คล้ายกัน เรียกว่ามีครบทุกรสชาติจริง ๆ เริ่มเลยนะ..

3

“The Curious Case of Benjamin Button” สร้างจากเรื่องสั้นของเอฟ สก๊อต ฟิทช์เจอรัลด์ ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1921 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำพูดของ มาร์ค ทเวนที่ว่า” ชีวิตน่าจะมีความสุขเหลือล้นถ้าพวกเราเกิดมาที่อายุแปดสิบแล้วค่อย ๆ ลดอายุลงมาจนสิบแปด”

แต่จะสุขเหลือล้นหรือเปล่าฉันไม่แน่ใจนะ เพราะไม่ว่าจะเกิดมาแล้วแก่ก่อนหรือเด็กก่อน แต่ที่เราได้รับมาเท่ากันก็คือ “หนึ่งชีวิต”และชีวิตก็เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

หนังเล่าเรื่องผ่านไดอารี่ของ Benjamin Button เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 ด้วยร่างทารกที่มีการยับย่น แบบคนวัยแปดสิบ ทันที่ที่เกิดมาไม่นานแม่ก็ตาย พ่อเห็นร่างกายน่ารังเกียจก็เลยเอาไปทิ้งที่หน้าบ้านพักคนชรา คนดูแลบ้านชื่อควินนี่ไปเห็นเขาเลยเก็บมาเลี้ยงเป็นลูก แล้วตั้งชื่อให้ว่า”เบนจามิน”หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่เขาก็ฉีกตำราหมอ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เรื่อย ๆ และแก่น้อยลงทุกวัน..ต้องเรียกว่าหนุ่มขึ้นทุกวันถึงจะถูก และในขณะที่เขาหนุ่มขึ้นทุกวัน คนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชราแห่งนั้นกลับยิ่งแก่ขึ้นและล้มตายจากไปเรื่อย ๆ

แม้คนที่บ้านพักคนชราจะเข้าใจว่าเขาเป็นคนแก่คนหนึ่งแต่จริงๆเขาไม่ได้แก่อย่างที่ตาเห็น เขาเป็นโรคอะไรสักอย่างหนึ่งและเขาได้เล่าความลับนี้ให้แก่เด็กหญิงเดซี่ฟังแค่คนเดียว และแม่หนูเดซี่คนนี้ก็ดูจะเชื่อคำบอกเล่าของเขาเสียด้วย เธอจึงเป็นเพื่อนวัยเด็กเพียงคนเดียวของเขา

4

เมื่อโตขึ้นมาหน่อยเขาก็ได้ไปทำงานเป็นกะลาสีให้เรือลากของกัปตันไมค์ กัปตันเรือที่มีความเชื่อว่าตนคือศิลปินคนหนึ่ง ศิลปินที่มีรอยสักเต็มตัว และกัปตันไมค์นี่เองที่ได้สอนชีวิตในวัยหนุ่มให้กับเขาไม่ว่าจะเป็นเหล้าแก้วแรก การเที่ยวผู้หญิงครั้งแรก การเข้าผับบาร์ และที่นี่เองเหมือนกันที่ทำให้เขาได้เจอกับพ่อที่แท้ของตน โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่เอ่ยปากเปิดเผยถึงความสัมพันธ์แท้จริง

ไม่นานนักเบนจามินก็ออกเรือไปกับกัปตันไมค์ โดยสัญญากับเดซี่ว่าเขาจะเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดไปให้เธอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เบนจามินทำตามสัญญาจริงๆ เขาและเธอส่งข่าวคราวให้กันและกันผ่านจดหมาย แต่แล้วก็ขาดการติดต่อกันเมื่อเบนจามินได้พบรักกับอลิซาเบธ ภรรยาของนักการทูตคนหนึ่ง ความรักลับ ๆ เกิดขึ้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ถล่มอ่าวเพิร์ลขึ้น เขาและเธอก็ได้จากกัน

สงครามทำให้เบนจามินได้เห็นความตายอย่างที่เขาไม่เคยได้เห็น ความตายที่ไม่ได้เกิดกับคนชราซึ่งนั่งเฝ้ารอความตายลงช้า ๆ ในบ้านพักคนชราเท่านั้น แต่เป็นความตายที่กระชากลากวิญญาณออกจากร่างของคนหนุ่ม

“ฉันว่าการที่เราเห็นคนที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งตายลงมันเป็นเรื่องน่ายอมรับได้ แต่การที่ต้องมาเห็นคนหนุ่มตายก่อนวัยอันควรนั้น ยากเหลือเกินที่จะทำใจ ทุกครั้งที่ต้องไปร่วมงานศพของคนหนุ่มสาว ฉันมักได้ยินคนแก่ทอดถอนใจว่า “เฮ้อ ทำไมคนหัวหงอกต้องมาเผาคนหัวดำนะ”เว้นแต่อาจมีอยู่บ้างหรอกบางคนหนุ่ม ที่คนต่างดีใจเมื่อเห็นเขาไปพบยมบาลเสียโดยไว”

“บางที่เราก็ก่นด่าชีวิต หรือสาปแช่งโชคชะตา แต่เมื่อจุดสิ้นสุดมาถึง เราก็จำเป็นจะต้องปล่อยให้มันเป็นไป” กัปตันไมค์บอกเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนสิ้นใจ

5

เบนจามินกลับบ้านหลังจากนั้น พบว่าคนชราที่เคยรู้จักจากไปเกือบหมดแล้วและแม่ของเขา ควินนี่ก็แก่มากขึ้น เบนจามินเดินทางไปดูการแสดงบัตเลต์ของเดซี่ และตั้งใจทำเซอร์ไพรส์เธอด้วยการเอาดอกไม้ไปมอบให้หลังเวที แต่การพบกันของทั้งคู่ดูจะไม่ถูกที่ถูกเวลา เมื่อเดซี่มีแฟนเป็นนักเต้น และสังคมที่เธออยู่ก็ต่างจากเขามาก

“ฉันค่อนข้างเชื่อว่าการที่ความรักของคนเราจะลงตัวได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ ถูกคนและถูกเวลา ถ้าเราเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ผิด ความรักก็อาจไม่ลงตัว และถ้ายังดึงดันก็คงยิ่งสร้างบาดแผลให้หัวใจตัวเองเท่านั้น หรือถ้าในเวลาที่เราพร้อมจะมีรัก แต่เหลียวแลไม่ยักมีใคร การจะหยิบใครก็ได้มาให้รักอาจสร้างความผิดบาปกับหัวใจของเขาหรือหัวใจตัวเองได้อีก”

ความรักของเบนจามินไม่ยักลงตัวง่ายๆ สักที เขาต้องกลับบ้านอีกครั้ง และระหว่างนั้นก็ได้พบพ่อที่แท้จริงของตัวเองที่แก่ขึ้นมาก คราวนี้เขาได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร พ่อของเขาพาไปดูบ้านและโรงงานกระดุม อันเป็นที่มาของชื่อสกุล Button และเล่าความจริงแรกเกิดให้เขาฟัง หวังจะให้เขามาสืบทอดตระกลูต่อ แต่เบนจามินกลับเรียกบ้านพักคนชราว่า”บ้าน” หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าจากพ่อ แล้วก็กลับบ้านของตัวเอง ปล่อยให้พ่อยืนเดียวดายในโรงงานกระดุม

“ใช่แล้ว ฉันว่า บ้านที่แท้จริงไม่ได้มีความหมายเพียงเป็นที่ให้กำเนิด แต่ต้องหมายถึงให้ชีวิตต่างหาก เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ ถ้าลองเอาความรู้สึกของตัวเองไปใส่ตัวละคร ฉันบอกไม่ได้ว่าฉันจะดีใจหรือเสียใจกับความจริงอันนี้ดี หลังจากรู้ความจริงแล้ว ฉันจะสามารถทำเป็นไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และสามารถยิ้มรับกับกองมรดกก้อนโตได้อย่างสนิทใจไหม และที่สำคัญฉันจะสามารถยอมรับพ่อที่ทอดทิ้งไปตั้งแต่เกิด เพียงแค่ฉันไม่เหมือนคนปกติ คนนั้นได้อย่างเต็มตื้นในคำว่าพ่อไหม ใช่ คนเราต้องกตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าเขาจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงเรา แต่บุญคุณที่ทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ก็ยิ่งใหญ่เกิดกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว แต่หนังสร้างความขัดแย้งภายในจิตใจของฉันอย่างสุดลิ่ม  ก็แหมดูซิ ตอนลูกเกิดมาอัปลักษณ์ก็เอาเขาไปทิ้ง แต่พอโตมาได้ก็เริ่มให้ความสนใจ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ตายและตัวเองต้องอยู่โดดเดียวเปลี่ยวเอกา ก็จะเอาเขาคืนมาเป็นลูก แหม แหม.. แต่ก็นะ การต้องใช้ชีวิตคนเดียวตอนแก่ นอนคนเดียว อยู่คนเดียวไม่มีลูกไม่มีหลาน ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วของใครเลยใกล้ๆ ให้พอชื่นอกชื่นใจ นั่นคงทรมานอ้างว้างมากพอแล้ว ชีวิตจึงไม่โหดร้ายเกินไป ถึงขนาดปล่อยให้เขาต้องตายอยู่ตามลำพังพระเอกของเรายังเคียงข้างในวันสุดท้ายของชีวิตผู้เป็นพ่อของเขา”

6

หลังจากนั้นไม่นานเบนจามินก็ได้ข่าวเดซี่ประสบอุบัติเหตุและไม่สามารถเต้นบัตเลต์ได้อีก เขาไปเยี่ยมเธอแต่เธอก็ไล่เขากลับและปฏิเสธที่จะพบหรือรับความช่วยเหลือ กว่าจะได้เจอกันและคบกันก็หลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สวนกันมาตลอดของทั้งคู่ใกล้เคียงกันที่สุด

“ฉันชอบตอนที่เดซี่ถามเขาว่า”คุณจะยังรักฉันอยู่ไหม ถ้าฉันแก่และก็เหี่ยว” นี่เป็นความจริงที่ฉันเชื่อว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยก็หวั่นวิตก

“คุณจะยังรักผมไหม เมื่อผมกลายเป็นเด็กแล้วก็มีสิว กลัวตัวอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้เตียง หรือถ้าในที่สุดผมฉี่รดที่นอน” เบนจามินถามกลับไปอย่างนั้น

ถ้าเป็นคนอื่นได้ฟังประโยคนี้อาจจะตลกขบขันและหัวเราะ แต่ฉันกลับรู้สึกเศร้าอยากประหลาด เพราะคนจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เหรอไม่เพียงแต่เด็กหรอกที่เป็นแบบเบนจามินพูด คนแก่เองเมื่อเริ่มเลอะเลือนเข้าก็กลายเป็นเด็ก อาจกลัวอะไรที่ไม่เข้าท่าและทั้งอึทั้งฉี่รดที่นอน ถึงตอนนั้นเข้าจริงๆ คนที่เคยรักกันนักหนาสักกี่คนจะยังอยู่เคียงข้าง คนที่เคยรักจะยังรักอยู่ไหม หรือกระทั่งลูกหลานจะรำคาญเหม็นเบื่อ และภาวนาให้ตายเร็วๆหรือเปล่า ชีวิตจริงมันเศร้าแบบไหน ในหนังมันก็เศร้าแบบนั้น”

เมื่อมีลูกด้วยกันชีวิตของทั้งคู่ก็ต้องแยกจากกันอีก เพราะเบนจามินคิดว่าเขาจะทำให้เดซี่ลำบาก เมื่อวัยตัวเองจะย้อนกลับไปเป็นเด็กและกลายเป็นเธอต้องเลี้ยงเด็กถึงสองคนด้วยกัน ความรักของทั้งคู่พรากจากกันเรื่อย แต่โชคดีที่อย่างน้อยตอนท้ายของชีวิตเบนจามินก็ได้มีเธออยู่เคียงข้างในวันที่เขาหลงลืมเลอะเลือน ในวันที่กลัวอะไรก็ไม่รู้ ในวันที่ฉี่รดที่นอน และได้ตายในอ้อมกอดของคนที่ตัวเองรัก..

7

และนั้นคือชีวิต ชีวิตที่แท้จริง และมันไม่เกี่ยวหรอกว่าหากเราเกิดมาแล้วแก่ก่อนจะมีความสุขมากกว่าเกิดมาแล้วเด็กก่อน ในเมื่อชีวิตก็ได้ให้สิ่งที่เท่าเทียมกันทั้งหมดกับเราไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะรักจะชังไม่ว่าการมีอยู่หรือจำพราก..

คำพูดของอีริค ร๊อธ ผู้รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์หนังเรื่องนี้และหนังในดวงใจฉันฟอร์เรสต์ กัมป์ เป็นคำพูดที่น่าประทับใจมากในความคิดฉัน เขาบอกว่า

“ดูผิวเผินแล้ว คุณจะคิดว่ามันคงจะดีจัง(ที่เราเกิดมาแล้วแก่ก่อน)แต่มันเป็นชีวิตที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตัวผมคิดว่ามันมีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้อยู่ ถึงแม้เบนจามินจะมีวัยที่ย้อนกลับ แต่จูบแรกและความรักครั้งแรกยังคงเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับตัวเขา มันไม่ได้มีความแตกต่างเลยว่าคุณจะมีชีวิตตามวัยหรือย้อนกลับ สำคัญว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่างหาก”

ใช่..สำคัญว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อมีชีวิตอยู่แล้ว เราจะรักษาสิ่งดี ๆ ให้คงอยู่กับเราได้มากและนานเพียงใด ทิ้งเรื่องร้าย ๆ ออกไปให้พ้นหัวใจเราเร็วและไกลแค่ไหน สุขและทุกข์อยู่ที่ตรงนั้นเอง..

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s