พักกอง~

“จงคล้องอดีตของตนเดินไปกับปัจจุบันด้วยเหตุผลและความเข้าใจ

มองอดีตให้กระจ่างใส  อดีตไม่หวนคืนมาไม่ว่าจะใช้เครื่องมือวิเศษใดๆ

แต่อดีตก็ไม่หายไปไหน แค่เพียงอยู่ในความทรงจำของเรา

อดีตไม่ทำร้ายเราเลย ถ้านำมาใช้ให้เป็นและเห็นให้ทั่ว อย่าเห็นแค่อารมณ์

อย่ามัวแต่เข้าข้างตนเอง  แต่ควรมองเข้าไปในความเป็นจริง คิดถึงอดีตอย่างไตร่ตรอง

มองปัจจุบันด้วยความแน่วแน่  พร้อมที่จะแก้ไขเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่าง

ไม่ประมาท มองชีวิตอย่าง  สร้างสรรค์ ทุกวัน เวลาและนาที  เราจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง”

นกฝากเอาไว้..ทุกคน

Bye Bye (^ ^)_v

Advertisements

จุดยืนแห่งชีวิต( Life Position)

จุดยืนหรือทัศนชีวิต หมายถึง ความรู้สึกหรือจิตใจของบุคคลมีทั้งดีและไม่ดีที่มีต่อตนเอง และผู้อื่น ซึ่งได้รับมาจาก ประสบการณ์รอบตัวในวัยเด็ก  แฮริส (Harris) เชื่อว่าเด็กได้บันทึกภาวะนี้เมื่ออายุ  2  ขวบ  และยึดถือเป็นทัศนะประจำตัวของเขาไปตลอดชีวิต  จุดยืนแห่งชีวิตมี 4 แบบคือ

  • ฉันดี-คุณดี ( I’m OK -You’re OK)
  • ฉันดี-คุณด้อย ( I’m OK -You’re not OK)
  • ฉันด้อย-คุณดี ( I’m not OK -You’re OK)
  • ฉันด้อย-คุณด้อย ( I ‘m not  OK -You’re not OK)

ฉันดี-คุณดี ( I’m OK -You’re OK)

          เป็นจุดยืนของผู้ชนะ (Winner) หมายถึง การพูดหรือแสดงออกมาครั้งใด   จะทำให้ผู้อื่นและตนเองมีความสุข  เป็นทัศนะแห่งความสร้างสรรค์  เช่นคำพูดที่ว่า

            “ซื้อชุดมาใหม่หรือคะ  สวยมากเลยนะโดยเฉพาะกับคุณสวมแล้วดูงามสง่า”

           บุคคลที่มีทัศนะนี้จะเจริญมาจากการเลี้ยงดูมาและสภาพแวดล้อมที่ได้รับความเอาใจใส่ทางบวก  เมื่อเขาทำผิดพลาดจะไม่รู้สึกเสียกำลังใจ  จะแก้ไขใหม่ให้ดีได้  โดยอยู่บนเหตุผลและตระหนักรู้ว่า  “ฉันผิดไปแล้วก็จริง  แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร  ไม่มีอะไรในโลกนี้สายเกินไปที่จะเรียนรู้และแก้ไข”

 ฉันดี-คุณด้อย ( I’m OK -You’re not OK)

       เป็นจุดยืนของผู้ขจัด (Sulk) หมายถึง การพูดหรือแสดงออกให้เห็นว่าตนเองอยู่เหนือกว่า  ดี  และถูกต้องเสมอ  ทำให้ผู้อื่นต่ำต้อย  เกิดความไม่สบายใจไร้ค่า เช่นคำพูดที่ว่า

             “ซื้อชุดมาใหม่หรือผ่อนจากบัตรเครดิตละซี  ระวังเถอะเดือนไหนไม่มีผ่อนเขาจะมายึดเสื้อคืน”   

            ทัศนะนี้เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ได้รับการกระทบกระเทือนทั้งทางกายและใจ  ถูกทอดทิ้ง  ถูกทารุณทำร้ายจากคนใกล้ชิด  ได้รับความเอาใจใส่ทางลบ  ถูกดุด่า  ตำหนิ   จึงทำให้ไม่แยแสหรือสนใจกับ เหตุการณ์ใดๆ เพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนจะเกิดอีกจึงไม่มีความวิตก และมองว่า  สิ่งที่ตนทำทั้งหมดถูกต้อง  คนอื่นเท่านั้นที่ทำผิด  เพราะเขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งสิ่งที่เขามุ่งหวังมาตลอดเวลานั่นเอง

ฉันด้อย-คุณดี ( I’m not OK -You’re OK)

           เป็นจุดยืนของผู้หลีกหนี (Jerk) เป็นการแสดงออกหรือพูดอย่างต่ำต้อยด้อยค่า เป็นฝ่ายผิด ฟังดูเหมือนถ่อมตัว  เช่นคำพูดที่ว่า

            “ซื้อชุดมาใหม่หรือคะ สวยมากเลย เหมาะกับคุณจัง  ถ้าคนอ้วนอย่างฉันใส่คงดูน่าเกลียดพิลึก”

ทัศนะนี้เกิดจากวัยเด็กได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลอื่นตลอดเวลา  จึงคิดว่าคนอื่นนั่นแหละดี  และตนไม่ดีไร้ความสามารถ บุคคลจะจดจำคำพูดจากบุคคลรอบข้าง ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้  เช่น  “เธอนี่ขี้เกียจเหมือนพ่อ”  “เธอนี่ใจดำจริง ๆ”  และถ้าเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นมาก่อนเขาก็จะเป็นจริงในที่สุด  แต่อย่างไรก็ตามทัศนะดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ถ้าข้อมูลที่เขารับในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากข้อมูลในวัยเด็ก  ซึ่งเป็นได้ทั้งในทางดีหรือไม่ดี  และถ้าเป็นในทิศทางที่ไม่ดีจะทำให้เกิดจุดยืนแห่งชีวิตใหม่ขึ้นมา คือ ฉันด้อย – คุณด้อย

ฉันด้อย-คุณด้อย ( I’m not  OK -You’re not OK)

        เป็นจุดยืนแห่งชีวิตของผู้แพ้  (Loser)  บุคคลจะพูดหรือแสดงออกมาโดยทำให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้างรู้สึกไม่ดี ผู้พูดจะเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ร้าย เป็นคนไม่มีความสุข เช่นคำพูดที่ว่า

           “ซื้อชุดใหม่ไม่ได้ละซิ บัตรเครดิตหมดงบใช่มั้ย ฉันนะอย่าว่าแต่ซื้อด้วยบัตรเครดิตเลย  แม้แต่ตัวบัตรยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ” 

         ทัศนะนี้เกิดจากการที่บุคคลสูญเสียความเอาใจใส่ที่เขาไม่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง  เลยสรุปว่าคนอื่นก็เป็นเช่นเขา  จึงเกิดความผิดหวัง ท้อแท้ ไร้ที่พึ่ง  อะไร ๆ  ก็ไม่ดีไปเสียทุกอย่าง  ไม่มีใครช่วยเขาได้  และทุกคนก็ไม่ดีเช่นเขาเหมือนกัน

           จุดยืนแห่งชีวิตทั้ง  4  แบบ  บุคคลจะยึดถือจุดยืนใดจุดยืนหนึ่งเป็นของตนเอง  ตามประสบการณ์ที่ได้รับมา  และถ้าบุคคลได้ตระหนักในจุดยืนของตนเองแล้ว  และรู้ว่าไม่เป็นที่พึงปรารถนาหรือส่งผลดีใด ๆ  จึงควรจะปรับให้อยู่บนจุดยืนที่ว่า  ฉันดี – คุณดี  เพราะทำให้เกิดคุณค่าทั้งตนเองและผู้อื่น  จุดยืนนี้ทำให้บุคคลเป็นคนเปิดเผย  ชอบให้กำลังใจผู้อื่น  ทำงานเป็นกลุ่มดี เป็นใคร…ใคร คนไหนก็ดีทั้งนั้น


เกณฑ์การเป็นผู้ชนะของ James and Jongeward

      ในโลกแห่งความเป็นจริง  ทุกคนจะเป็นทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ  ดังนั้นถ้าต้องการเป็นผู้ชนะทั้งกาย  วาจา  ใจ  จึงควรพิจารณาเกณฑ์  ดังนี้

  1. แสดงพฤติกรรม ยกย่องชมเชยผู้อื่น 
  2. ตอบและขานรับพฤติกรรมผู้อื่นอย่างจริงใจในทุกสถานการณ์
  3. กล้าแสดงความคิดเห็นของตนและกล้าทำตามความคิดนั้น
  4. ไม่ตำหนิผู้อื่นในทุก ๆ เรื่อง เพราะเขาจะเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง
  5. เป็นผู้ยอมรับความจริง ซื่อสัตย์ และเปิดเผยซึ่งกันและกัน
  6. เป็นผู้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน นำการกระทำในอดีตเป็นครู และมองไปข้างหน้าด้วยอนาคต
  7. เป็นผู้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมีตนได้รับ และสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่น
  8. เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเรียนรู้ถึงความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเอง ว่ามีความรู้ความสามารถมากแค่ไหน
  9. เป็นผู้มองเห็นคุณค่าของผู้อื่นตลอดเวลา
  10. ผู้ชนะ 100 % นั้นมีไม่มากแต่มีระดับต่างกัน

คุณธรรม 10 ประการดังกล่าวข้างต้นอาจกล่าวได้ว่า  ทฤษฎี  TA  สามารถสร้างคนให้มีความรู้เรื่องจิตใจ   และกลายเป็นผู้ชนะได้ด้วยการขจัดความคิด ความรู้สึกที่ไม่ดีของตนออกไป  และดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ  ทำให้เกิดความสุขทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

*หมายเหตุ  ช่วยมีวิจารณญาณ ในการรับชมด้วยYou’ re OK Champ ?

ไม่มีหัวข้อ

^^
อย่าคาดหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เพราะคุณก็ไม่เคยเปลี่ยน..นิสัยเสียๆ เหมือนกัน

ถ้าอยากจะมาตามดู..ควบคุมอารมณ์หน่อยก็ดี
อย่าให้มี..โทสะ..เพราะฉันไม่เคยว่าคุณ

แต่ถ้าคุณจะร้อนตัวก็ไม่เป็นไร
เพราะอย่างไงไม่ว่าฉันทำอะไร
ก็คงไม่เคยดีในสายตาใครอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น..อยากตามก็ไม่ว่า
แต่อย่ามาเรียกร้องในสิ่งที่ฉันให้คุณไม่ได้
อยากได้มิตรภาพระดับไหน..คุณเคยให้คนอื่นไหม

เรียกร้อง เอาแต่ใจ แต่ตัวเองกลับทำลายมันลงทุหกครั้งที่ให้
อยากให้คนอื่นตามใจเพราะเกิดมาอยากได้อะไรก็ได้ มีแต่คนพิน้อม พิเทาเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

ทั้งที่ก็ดู(เหมือน)เป็นคน(อยาก)มีความคิดดีดี ระดับหนึ่ง

แต่ป่าวเลย..มันไม่ใช่ตัวจริงของคุณคุณก็รู้
คุณหาตัวเองเจอเมื่อไหร่ คุณอาจจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น และเมื่อนั้นคุณจะเข้าใจคนอื่น..

ไม่ต้องมาเข้าใจฉันก็ได้..ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่คุณฝันหา

สิ่งที่คุณควรทำ..ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์..

แต่มันคือ..เดินออกไปจากชีวิตฉัน
ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกัน หรือแม้แต่คนเคยรู้จัก
จนกว่าคุณจะหัดเปิดรับมุมมองของคนอื่นที่..คิดต่างจากคุณ..ยอมรับแบบไม่กินใจ..ขัดใจ
เอ๊ะทำไม..ใครเค้าถึงไม่เชื่อคุณ ฟังคุณ ยอมรับว่าทุกคนมีสมอง มีแนวทางในการเลือกชีวิตตนเอง ในสิ่งที่ใครว่าดี ที่อยากจะยัดเยียดให้ใคร คนที่ใจกว้างทำไมเขาจะไม่รู้..

ถ้าฉันเปิดรับ..ใครสักคนเข้ามาในชีวิต..
ใช่ชีวิตฉันจะดีขึ้น..อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ใครจะไปรู้อนาคต..ทำไมฉันจะไม่อยากทำ อยากลอง อยากเสี่ยง ในเมื่อฉันก็เป็นคน มีความรัก ความฝัน มีเป้าหมายเหมือนคนอื่น ฉันบอกแล้ว ฉันไม่ใช่คนดี คนเสียสละอะไร
ฉันไม่ได้คิดว่าฉันไม่เหมาะสมจะมีความสุขเหมือนคนอื่น..แต่..ถ้าทุกอย่างที่ฉันได้รับจะทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงไป..

แล้วทุกอย่างที่..คนอื่นได้รับ จากเรื่องนี้ละ อะไรมันจะเปลี่ยนแปลงไปไหม

ถ้าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ว่า่ทุกอย่างที่ฉันอยากได้ต้องได้ อะไรที่ฉันอยากเป็นต้องเป็น ทุกสิ่งที่ฉันฝันต้องสำเร็จ แล้วคนรายล้อมเราละ เขาจะต้องผิดหวัง เขาจะต้องพลาดฝันในสิ่งที่เขาควรได้ เขาจะต้องล้มเหลวกะนั้นรึ?

เราไม่ควรวางตัวเองเป็นแบบนั้น..ในสังคมที่เราต้องพึ่งพิงกัน ไม่ว่าใครก็ตามที่ล้ม เราไม่เคยอยากจะซ้ำเติม ถ้าเลือกได้ เราอยากฉุดมือทุกคนขึ้นมา และก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน..แบบเพื่อนร่วมโลก..มีมิตรภาพดีๆ ให้ทุกคน มีกำลังใจ มีรอยยิ้มให้ทุกคน มีความสนุกสนานมีความบันเทิงให้ทุกคน เหมือนเดิม

ขอเพียงแต่..อย่ามาบีบคั้นให้เราทำ เราเป็น ในสิ่งที่เรา ทำ หรือเป็นไม่ได้..เพราะเราเหนื่อยจะวิ่งหนี เหนื่อยที่จะอ่านในสิ่งที่เหมือนลูกธนูที่พุ่งมาปักใจ โดนแผลเก่าไม่เป็นไร มันด้านชาแล้ว แต่แผลใหม่นี่ซิ

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะหาย..อาจจะตายก่อนก็ได้ใครจะรู้อนาคต

คนที่เข้ามาอ่าน..ถ้าระงับจิตระงับใจ..เลิกโต้ตอบไม่ได้ ก็ขอให้ทำแบบมีสติ คิดพิจารณาไตร่ตรองซิ..พวกคุณกับฉันเปิดใจคุยกันหรือยัง เราถึงตัดสินว่า คนนั้นคนนี้เป็นแบบนั้นแบบนี้ เราเข้าไปในโลกส่วนตัวของกันและกันหรือยัง..มากพอที่จะคบกันได้แบบสนิทใจไหม..หรือระแวงทุกครั้งที่อยากเข้าใกล้ ..กลัวฉันซ่อนมีดไว้..แทงข้างหลังพวกคุณ..ทุกครั้งที่ฉันอยากจะเข้าใกล้ทุกคน อยากเปิดประตูออกไปในสังคมที่ฉันไม่เคยสัมผัส..จะมีคนอยู่ 2 ประเภทที่ฉันได้พบ

1 ยินดีต้อนรับมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา 🙂
2 คุณไม่เข้าพวกเชิญค่ะ..ลาก่อนอย่ามาตีสนิท!!

มันดีกว่าไหม..ถ้าใครอยากคบเราก็คบกันแบบห่างๆ ไม่ต้องมารู้ความเป็นไปแบบเรียลไทม์ เพราะบางเรื่องก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะเล่า เพราะเล่าไป คนชอบใจก็ชื่นชม คนสมน้ำหน้าก็ก่นด่า…ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แค่ใส่ใจรายละเอียดของความจริง ฉันไม่ใช่คนวิ่งหนีความจริง ที่จะไม่ยอมรับว่ามีคนไม่ชอบฉันมากมาย..ในสหายของพวกคุณ ฉันต้องแคร์กระนั้นหรือ

คนไม่ชอบต่อให้ทำดีแทบตาย..มั๊นก็ไม่ชอบ
คนที่ชอบต่อให้ฉันทำเลวแสนเลว..มันก็ยังชอบ เออ เอาไงล่ะ

ไม่ได้เวิ่นเว่อ เรียกคะแนน แต่อยากเปิดอกคุยแบบ..แมนแมนเท่านั้น

แถวนั้นมีแมน..สักคนไหมอะ ว้าแย่จัง = =*

*หมายเหตุ ข้อความทั้งหมดในบล๊อกนี้ใช้ไปอ้่างอิงทางวิชาการไม่ได้ อย่าได้หมายว่าจะใช้เป็นกรณีพิพากษ์ใดใด มันเป็นอาการเวิ่นของสาววัยทองคนหนึ่งเท่านั้น ฮ่าฮ่า (โปรดเมตตา RT)

~Colors of The Wind~

Colors of The Wind

You think I’m an ignorant savage

คุณคิดว่าฉันเป็นคนไร้การศึกษาและโหดร้าย

And you’ve been so many places

และคุณไปที่ต่างๆมาแล้วมากมาย

I guess it must be so

ฉันคิดว่ามันจะต้องใกล้มาก

But still I cannot see

แต่ในขณะนี้ ฉันมองไม่เห็น

If the savage one is me

ถ้าคนที่โหดร้ายคือฉัน

Now can there be so much that you don’t know?

ตอนนี้มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่คุณไม่รู้ ?

You don’t know …

คุณไม่รู้…

You think you own whatever land you land on

คุณคิดคุณเป็นเจ้าของอะไรก็ตามที่คุณค้นพบ

The Earth is just a dead thing you can claim

โลกเป็นแค่สิ่งที่ไม่มีชีวิต ที่คุณสามารถเรียกร้อง

But I know every rock and tree and creature

แต่ฉันรู้จักทุกๆ ก้อนหิน ต้นไม้และสิ่งมีชีวิต

Has a life, has a spirit, has a name

ว่ามีชีวิต มีวิญญาณ มีชื่อ

You think the only people who are people

คุณคิดว่าเพียงแค่คน ใครคือคน

Are the people who look and think like you

ใครคือพวกคนที่มองและคิดเหมือนคุณ

But if you walk the footsteps of a stranger

แต่ถ้าคุณก้าวเท้าเดินเหมือนคนแปลกหน้า

You’ll learn things you never knew you never knew

คุณจะได้เรียนรู้สิ่งต่างที่คุณไม่เคยรู้ คุณไม่เคยรู้

Have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon

คุณเคยได้ยินเสียงหมาป่าหอนท่ามกลางพระจันทร์สีฟ้าหรือไม่ ?

Or asked the grinning bobcat why he grinned?

หรือจะฆ่าแมวป่า ทำไมเขาต้องฆ่าสัตว์ ?

Can you sing with all the voices of the mountains?

คุณสามารถร้องเพลงด้วยเสียงทั้งหมดของหุบเขาได้หรือไม่ ?

Can you paint with all the colors of the wind?

คุณสามารถระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมได้หรือไม่ ?

Can you paint with all the colors of the wind?

คุณสามารถระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมได้หรือไม่ ?

Come run the hidden pine trails of the forest

มาวิ่งและหลบเข้าไปในต้นสนตามรอยของป่าไม้

Come taste the sunsweet berries of the Earth

มาชิมลูกเบอร์รี่ที่หวานหอมของโลก

Come roll in all the riches all around you

มาปล้นพวกคนรวยที่เข้ามาอยู่รอบๆตัวคุณ

And for once, never wonder what they’re worth

ในครั้งหนึ่ง,,,มันไม่สวยงามเท่ากับที่มันมีค่าทางจิตใจ

The rainstorm and the river are my brothers

พายุฝนและแม่น้ำคือพี่ชาย,น้องชายของฉัน

The heron and the otter are my friends

นกกระสาและนากน้ำคือเพื่อนของฉัน

And we are all connected to each other

และพวกเราเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน

In a circle, in a hoop that never ends

ในวัฏจักร ในวงแหวนที่ไม่มีวันจบสิ้น

How high will the sycamore grow?

ต้นซินคะมอร์เมเปิ้ลจะเติบโตได้สูงเท่าไหร่ ??

If you cut it down, then you’ll never know

ถ้าคุณตัดมันลงไปก่อน คุณก็จะไม่มีวันรู้

And you’ll never hear the wolf cry to the blue corn moon

และคุณจะไม่มีทางได้ยินเสียงหมาป่าหอนท่ามกลางพระจันทร์สีฟ้า

For whether we are white or copper skinned

สำหรับเราทั้งคู่ ไม่ว่าเราจะมีผิวขาวหรือผิวสองสี

We need to sing with all the voices of the mountains

เราต้องการจะร้องเพลงกับเสียงทั้งหมดของหุบเขา

We need to paint with all the colors of the wind

เราต้องการที่จะระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมให้ได้

You can own the Earth and still

คุณสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งใบและในขณะนี้

All you’ll own is Earth until

คุณสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งใบจนกระทั่ง

You can paint with all the colors of the wind

คุณสามารถระบายสีทั้งหมดลงบนสายลมได้

ชิดในหน่อย..เพ่~

“ชิดในหน่อยพี่ ชิดในหน่อยพี่..ยาวไป ยาวไป..”

เสียงกระเป๋ารถเมล์สาวร่างเล็ก ท่าทางกระฉับกระเฉง ดังขึ้น ปลุกภวังค์ฉันให้ตื่นจากการยืนฝันกลางวัน..วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่รถเมล์แน่นเหมือนปลากระป๋อง นี่คนกรุงเขาเดินทางกันไม่หยุดหย่อนเลยหรือไง ฉันแอบคิดแบบคนบ้านนอกเข้ากรุง..รถราติดบนท้องถนน ผู้คนล้นรถโดยสาร ที่วิ่งกันขวักไขว่ สังคมเมือง สังคมแห่งการเคลื่อนที่..ทุกคนต้องเคลื่อนที่ไปข้างหน้า..เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง..

นี่เหลืออีกสองป้ายฉันก็ได้ลงแล้ว ที่จริงรถนั่งแอร์สบายๆก็มีให้ขึ้นแต่ฉันเลือกขึ้นรถหวานเย็นแทน ที่ทนโหนมานี่เพราะคิดว่า..รถเมล์แบบอีโคมันก็พอดีกับฉันแล้ว คนเซอร์ ๆ ที่ไม่ใช่เจ้าหญิง คนติดดินที่เดินดินกินข้างแกง โหนรถเมล์หวานเย็นได้ ไม่อายคน..

วันนี้ตลาดนัดจตุจักรคนเยอะมว๊ากกก>_< (ขอใช้ศัพท์วัยรุ่นหน่อยเถอะ แม้ใครจะค่อนขอดว่า แก่แล้วนะป้าก็ตาม ฮ่าฮ่า) ที่จริงทุกครั้งที่ฉันมาเดินสวน คนก็เยอะก็แน่นทุกโครงการตลอดทุกครั้ง เป็นตลาดนัดยอดฮิตของคนกรุงและคนต่างชาติจริงๆ มานั่งคิดว่าถ้ากรุงเทพไม่มีตลาดนัดสวนจตุจักร ไลฟ์สไตล์ของคนกรุงจะเปลี่ยนไปไหม เสาร์ อาทิตย์จะไปเดินกันที่ไหน ชาวต่างชาติอีกล่ะ ไม่อยากคิดเลยถ้ารถไฟเวนคืนที่ดินตรงสวนจริงๆอะไรจะเกิดขึ้น..น่าคิดนะ..(ลืมบอกไปว่าตลอดถนนช่วงนั้นไล่มาถึงตึกปตท..เซ็นทรัลลาด รร.หอวัง เป็นที่ของการรถไฟ บอกไว้เผื่อใครยังไม่รู้ )

ทุกครั้งมาสวน สิ่งที่ฉันเป็นทุกครั้งเวลาเดินสวนคนเดียวก็คือ..หลงทาง – -* จะไปโครงการ 9 เดินไปเดินมามาโผ่ลโครงการ 5 ต้องออกมาที่โล่งแจ้งแล้วมองมุมสูงหาป้ายบอกเลขบนหลังคาโครงการเอาตลอดเวลา ถ้าก้มหน้าก้มตาเดิน…ไปไม่ถึงจุดหมายสักที..เขาถึงว่าเวลาจะไปไหนต้องวางแผนต้องมีเป้า เป้าหมายมีให้พุ่งชน เกี่ยวไหมเนี๊ยยยป้า ฮ่าฮ่า มาต่อกันที่จุดหมายต่อ จุดหมายของฉันวันนี้คือ มาหาซื้อกระเป๋าผักตบชวาทรงกลมให้ลูกค้า โอ้แม่เจ้า มันอยู่ที่ไหนนี่ โทรไปถามพี่ที่นับถือบอกว่า ร้านหัตถกรรมบางไทรโครงงการ 9 มี ที่จริงฉันก็เคยไปแล้วร้านนั้น แต่มันเมื่อ 2-3 อาทิตย์มาแล้วนี่หนา มันลืมกันได้วุ้ย..ไปไม่ถูกก็ถามยากอะไร ทางอยู่กับปาก คติหากินตลอดเวของฉัน อิอิ

“น้องคะ โครงการ 9 ไปทางไหน”

“เดินตรงไป อยู่แถวๆ กสิกรค่ะ อาคารสีเขียว พี่เดินตรงไปเจอโครงการ 6 เลี้ยวขวาเจอทางแยก พี่ไม่ต้องแยก เดินตรงไป เดี๋ยวก็ถึงค่ะพี่^ ^”

เออ น้องคะเป็นการบอกทางที่เซนมาก..”พอเจอทางแยกไม่ต้องแยกให้เดินตรงไป..เดี๋ยวก็ถึง”

“ขอบคุณค่ะ(ยิ้มหวานให้ 1 ที แล้วจากมา)”

และแล้วฉันก็คลำทางมาถึง ว่าแล้วทำไมฉันถึง งง ก็มันคนละทางเข้ากับเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนี่ ทางเข้าคนละทาง ทิศทางมันก็แปรปรวน กลับทิศกลับทาง นี่ถ้าเข้าประตูเดิมมันก็ถึงนานแล้ว โด่…ไม่ได้คุยนะ..555

เจอพี่ศักด์ชัยพ่อค้าอารมณ์ดีคนเดิม ทักทายแซวแกเล่นพอเป็นพิธี เวลาแซวคนแล้วแกเก็ทนี่เราล่ะนับถือจริงๆ มีต่อมุข ต่อปากต่อคำ ชอบมาก…ฮ่าฮ่า บุคลิกพี่แกอย่างฮา แกจะนั่งเป็นศาลพระภูมิอยู่ตรงที่ประจำ แล้วให้ลูกน้องเป็นคนขายของให้ลูกค้า ลูกน้องในร้านแกส่วนใหญ่ก็นำเข้าทั้งนั้น เวลาพูดอะไรต้องตะแคงหูฟัะงไม่งั้นไม่รู้เรื่องแน่นอน พอฉันไปถึง น้องมะแมะหน้าขาวก็ออกมาต้อนรับ

“เพ่ ระ อะไรคะ เลอะ ดูก่อ ดะ ค่ะ”(อันนี้พยายามขึ้นซับแล้ว แต่มันจับสะเนียงมะด่ะ555)

“น้องพี่อยากได้ผักตบทรงหิ้ววงกลมอะค่ะ แบบหิ้วข้างๆ แบบนี้ค่ะ บลาบลาบลา”

“มีค่ะ อะนี้ สี่โร้ย ห้าสิบ” จ๊ากกกระเป๋าทรงนี้ทำไมมันแพงกว่าแบบอื่น ฉันถามน้องไป

“มัน สาน ยาก” โห่ที่นี่ละชัดเลยน้องเอ๊ย ทำไงลูกค้าสั่งแล้วเอาก็เอา สรุปฉันเลยได้กระเป๋าใบนี้มาในราคา 400 บาท เพราะไปต่อรองพี่ศักดิ์แกเล่น ๆ แกดันให้ ฮ่าฮ่า เออดีจริงพี่แกเป็นคนพูดง่ายน่ารักดี ไม่เรื่องมากมากเรื่อง ซื้อชิ้นเดียวก็ยังลดราคาให้ น่ามาซื้อบ่อยๆ แต่ของร้านพี่ศักดิ์ก็ถือว่าแพงกว่าร้านอื่น เพราะเป็นร้านใหญ่มีของหลากหลาย ร้านอื่นอาจจะถูกกว่าแต่ของไม่เยอะเท่า ก็ต้องยอมสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป แหล่งซื้อขายมันก็มีอยู่แค่นี้..ยิ่งตอนนี้ไม่ได้สั่งซื้อทาง เฟซบุ๊คแล้ว ก็ต้องวิ่งหาของกันเอง..อยากจะกลับไปเล่นนะ..แต่บอกไว้เลยว่ายังไม่พร้อมรับผิดชอบ ความรู้สึกใคร..

และอีกอย่างพอเราไม่เล่นเฟซ..ก็มีความสุขดี..ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไรไป..เพราะก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเหงา..ถึงต้องมาพึ่งพิงโลกเสมือน..ถ้าไม่ทำร้านก็คงไม่เล่น มันเป็นอาชีพ..แต่ไม่ต้องกลัวเราทำร้านใหม่แน่..แต่ขอปิดเป็นความลับนะ..เพราะมันก็มีบางคน..ที่อยากให้รู้ความเป็นไป..แต่ไอ้บางคนที่ไม่อนุญาตแต่อยากมาตามอ่านตามดู..บอกตรงๆว่า..เบื่อและรำคาญ พูดตรงๆเลย..อยากเอาชนะก็จะได้ชัยชนะ..คุณชนะคนที่ไม่แข่งด้วยได้ก็ตามใจ..ฉันมันไม่มีแรงขับเคลื่อนเกียร์สูงในการทะเยอทะยานขนาดนั้น อาจจะมีคนค่อนว่ากลัวแพ้เลยไม่แข่ง..ขอโทษนะ

ฉันจะไปแข่งแย่งชิงในสิ่งที่ฉัน”ไม่อยากได้แล้ว”ทำไม

“บนสิ่งที่เป็นสีขาว มีสิ่งสกปรกจุดเดียว เราก็ตกใจ แต่บนสิ่งที่เป็นสีดำ มีสิ่งสกปรกทั่วไป เรากลับรู้้สึกเฉยๆ” – มหาตมะ คานธี

ฉันมันจุดเทียนเพื่อส่องตัวเอง ทำไงได้เรียนพรีเซ็นต์แบบ PR มาอะตะเอง  PR ก็ดีกว่า Propaganda นะมันเป็นโฆษณาชวนเชื่อ..แล้วคนก็เชื่อเพราะเขาใช้สปอตไลท์ส่องตัวเองหลายร้อยแรงเทียนเลยอะ..ก๊อด..

เรามันไก่ฟ้า..เรามันของ on sale(ถึง sale แล้วคุณยังซื้อฉันไม่ได้เลย อย่าว่าจะขายราคาเต็มเลย หึหึ)เรามันเก่งแต่ทอดสะพาน..what sup man อะไรอีกหว่าด่ามาให้หมด จะได้หายเก็กโกะ 555

ถ้าไม่มีสีดำ..คนคงไม่เห็นถึงความขาว

ถ้าไม่มีอีแก่ อีดำ..คนคงไม่ตาโพลนเพราะความสาว+ความขาว..โอ่โม่ อ้าวเกี่ยวไหม..ไม่เกี่ยว 5555

อยากทำอะไรก็ทำไป ใครจะขาวจะดำก็ปรุงแต่งกันไป..

ใครอยากจะผอมสวยเอาใจใครก็ทำไป..อยากหลงทางไปตามกระแสนิยมนางแบบก็ตามใจ ทั้งที่ร่างกายมันแค่เปลือก สิ่งที่สวยงามมันอยู่ข้างในใจ

หาให้เจอมันไม่ยาก แต่เจอแล้วรักษาให้อยู่ด้วยกันตลอดไปยากกว่า..

รักใครมันก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ..ความรักเป็นสิ่งสวยงามเหมือนเมล็ดพันธุ์ Love Seed เพาะให้มันงอกเงยได้ ไม่ใช่ในใจเขาก็อย่าเสียใจ ยังไงมันก็ยังดีที่มันยังงอกเงยในใจเราได้ฝ่ายเดียว:)

ขอบคุณทุกคนที่ยังรักกัน..ขอบคุณค่ะ ^ ^

ส่วนคนไม่ชอบก็ขอบคุณ อย่างน้อยคุณก็ทำให้รู้ว่า..ฉันมันก็เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้พิเศษอะไร..

จะได้ไม่หลงคิดอะไรไปเอง แบบผิด ๆอีก..ขอบคุณนะคะคุณครู : )

Never be lied to again

Never be lied to again

Never be lied to again เราสามารถไม่ให้ถูกหลอกได้โดยสังเกตอาการแสดงของบุคคลที่เราสนทนาว่า มีลักษณะท่าทางอาการผิดปกติไปหรือไม่ บทความนี้จะเสนอวิธีการค้นหาความจริงจากคนที่เราสนทนาด้วย โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้

1. สัญญาณของการหลอกลวง ( Signs of deception ) ที่สำคัญ

  • กริยาจะต่างไปจากเดิม ( Body language ) เช่น ท่าทางแข็งเกร็ง(stiff type) มือ แขน ขาเกร็ง ยืนกอดอก, หลบสายตา , ขาไขว่ห้าง , ยิ้มแห้ง ,บุคลิกเปลี่ยนไปจากปกติ ต่จะต้องพิจารณาว่าอาการแสดงที่ตรวจพบไม่ได้เกิดจากสภาวะจิตที่ว้าวุ่นของคนพูด
  • เกิดระยะห่างมากขึ้นขณะสนทนา (Physical contact distance ) โดยปกติคนที่มีความสนิทสนมกัน จะมีระยะห่างระหว่างกันไม่มาก แต่เมื่อเขาเกิดจิตที่ไม่ปกติขึ้นขณะสนทนา มักจะเกิดระยะห่างระหว่างสนทนาขึ้น
  • บังคับให้เสียงราบเรียบ (Monotone ) โดยปกติน้ำเสียงของคนมักเป็นท่วงทำนอง แต่ถ้าเกิดน้ำเสียงเกิดเป็นลักษณะโทนเดียวกันระหว่างสนทนา ให้ระวังไว้ แต่ในกรณีนี้อาจเกิดจากเขาตั้งใจมากก็ได้
  • อยากจะตอบคำถามอย่างเดียว (Answer only ) ไม่มีปฏิกิริยาอื่น นอกจากการตอบคำถาม เพราะกำลังตั้งใจหาคำตอบแก้ตัวอยู่
    ในการพิจารณา “สัญญาณของการหลอกลวง” นั้น ให้คำนึงถึงด้วยว่าบุคคลผู้นั้นอาจจะมีนิสัยหลอกลวงจนชำนาญ สามารถฝึกท่าทาง อากัปกิริยา น้ำเสียง จนเป็นปกติได้ (ราคะจริต)

2. ทำอย่างไรถึงจะได้ความจริง ( How to get the truths )

  • ทำให้เขาสะเทือนอารมณ์ หรือตั้งคำถามตรงๆเพื่อให้ตกใจซึ่งอาจจะได้ความจริงหรือมีพิรุธออกมา
  • กล่าวหาหรือพูดเหมาว่า เขาเป็นเช่นนั้น เพื่อดูปฏิกิริยา หรือกล่าวหาเกินจริง เพื่อให้เขาแก้ตัว
  • ให้ข้อแลกเปลี่ยนบอกประโยชน์ที่เขาจะได้จากการกล่าวความจริง และบอกถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่เขา ถ้า ยังไม่พูดความจริง
  • ถ้าเป็นผู้มีอำนาจมากกว่า ควรใช้เหตุผล เรียกร้องความเห็นใจ จึงจะได้ทราบความจริงมากกว่าการใช้คำถามที่มีอารมณ์

3.กลยุทธ์ที่จะทำให้ได้ความจริงมากขึ้น

  • วิเคราะห์เป็นรายบุคคล (จริต) เช่น ให้ข้อมูลเกินจริง (วิตกจริต), ชอบให้แต่ข้อมูลในด้านดี ให้คนอื่นสบายใจ (โมหะจริต) ,ยึดแต่เหตุผลของตัวเอง (โทสะจริต) ,ต้องทำให้บุคคลนั้นอยู่ในสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ จึงจะได้ความจริง (ราคะจริต)
  • เป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ลักษณะคำถามเป็นเชิงชื่นชม มักใช้กับผู้ชำนาญงานหรือบุคคลระดับสูง หรือคำถามที่ทำให้เกิดความสนใจ

4.การหลอกตัวเอง

  • มีความเชื่อ เป็นตัวหลอกทำให้ไม่เห็นตรงตามความเป็นจริงในขณะนั้น วิธีแก้ คิดเสมือนว่าได้เห็นสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก อยู่กับความจริงในปัจจุบัน ไม่ใช้ความรู้สึกเดิม
  • อารมณ์และความรู้สึก ที่สำคัญคือ ความกลัว ความรู้สึกผิด ความอยากรู้อยากเห็น ความรัก

5.กฎเบ็ดเตล็ด

  • คนแปลกหน้าให้ของ อาจจะมาขออะไรจากเราภายหลัง
  • โดนหลอกจากการสิ่งที่เห็น เช่น การขายสินค้าลดราคาที่เพิ่มจากราคาจริงมากแล้วตั้งราคาให้ลดลง
  • อย่าเชื่อตามคนหมู่มาก
  • อย่าเชื่อเพราะว่าเขาเป็นผู้ชำนาญในสิ่งนั้น เช่น หมอใส่เสื้อกาวน์ขาว (white coat effect)
  • อย่าคิดว่าสิ่งนั้นดีเพราะหายาก เพราะจริงๆ ของสิ่งนั้นอาจจะไม่ดี หรือเหมาะสำหรับเรา
  • อย่าเชื่อเพราะคิดว่าเขาอยู่เป็นฝ่ายเดียวกับเรา
  • ให้ระวังคนที่มายกยอ