ใครว่าคนไทยอ่านหนังสือ..ปีล่ะ 8 บรรทัด

“คนไทยอ่านหนังสือ ปีล่ะ 8 บรรทัด”

ใครกันนะ ที่เป็นคนวิจัยเรื่องนี้ ฉันอยากจะรู้จริงๆ ทำไมมันช่างสวนทางกับสิ่งที่ฉันเจอในวันนี้ โอว พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ขนมเข่ง!!!

วันนี้หลังจากจัดการภารกิจเรื่องส่วนตัวประจำเดือนเสร็จสิ้น ช่วงบ่ายฉันก็เป็นอิสระ เลยตั้งใจว่าจะต้องไปเดินงานหนังสือให้ได้อีกปีหนึ่ง ซึ่งปีนี้มีหนังสือที่อยากอ่านหลาย ๆ เล่มที่ยังไม่ได้ซื้อทั้งที่ก็เจอในร้านหนังสือซีเอ็ดแถวบ้านแล้ว แต่แหมซื้อในงานหนังสือ มันเท่ห์ดีนิ ฮ่าฮ่า(อย่ารู้เลยเล่มอะไรบ้างขี้เกียจจะเหลา เฮ้ย เล่า(เล่นกากมุขซะหน่อยฝืดดี55)แล้วฉันจะมาวงเล็บซ้อนวงเล็บทำไม ซับซ้อนเนอะ ไม่ดีนะ อย่าเลียนแบบนะทุกท่าน :P)

หลังจากคิดได้ดังนั้นก็เอาเลย นั่งรถเมล์มาลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินจตุจักร แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อยากบอกว่าคนแน่นมากเหมือนปลากระป๋อง นี่เขาไปลงที่เดียวกันหมดเลยใช่ไหม ฉันคิดในใจ สักพักเด็กนักเรียนวัยมัธยม ท่าทางคงแก่เรียนผู้หนึ่ง ก็หยิบโทรศัพท์มาคุยกับเพื่อน

“เออ ออกมาแล้ว กำลังไปงานสัปดาห์หนังสือ แ_่ง เบื่ออยู่บ้านไม่มีไรทำ เออ เดี๋ยวไปเจอกัน”

โห่ น้องหล่อมาก อยู่บ้านเซ็งๆ แทนที่จะไปเดินเล่นที่ห้าง บ้าเกมตู้ที่เสียงดัง 100 เดซิเบล กลับอยากไปเดินดูหนังสือ โอ้ ป้าภูมิใจในตัวหนูมากลูก ซาบซึ้ง T T

ฉันมองไปรอบๆ เห็นผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่นี่เป็นเด็กในวัยเรียนเสียส่วนใหญ่ แล้วใครมันเป็นคนวิจัยว่าเด็กไทยไม่สนใจอ่านหนังสือ อย่าว่าแต่หนังสือ ทั่วๆไปเลย ขึ้นชื่อว่าถ้าอยู่ในวัยเรียนฉันว่าเขาต้องอ่านกันไม่น้อยกว่า 8 บรรทัดต่อปีแน่ ๆ จริงไหม?
ไม่เชื่อเรามาดูสถิติอันนี้กัน

คนไทย มี 62.3 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนก่อน ประถมศึกษา (3-5 ปี) 2.8 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนระดับ ประถมศึกษา (6-11 ปี) 5.7 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น (12-14 ปี) 2.7 ล้านคน
* กลุ่มอายุวัยเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (15-17 ปี) 2.8 ล้านคน
* กลุ่มวัยเรียนการศึกษาขั้นอุดมศึกษา (18-24 ปี) 7.3 ล้านคน
รวม 21.3 ล้านคน

อันนี้เป็นสถิติในช่วง ปี 2542-2544 นะ เพราะดูเหมือนผลวิจัยอันนี้จะออกมาช่วงนั้น

จะเห็นว่าประชากรประเทศไทย ประมาณ 63 ล้านคน เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยเรียนตั้ง 21.3 ล้านคนติต่างว่าคนที่อ่านหนังสือคือคนที่อยู่ในวัยเรียนแล้วกันที่เหลือไม่ได้อ่าน วัยเรียน 21.3 ล้านคนนี้ อ่านแต่หนังสือเรียนเท่านั้น ไม่รวมการ์ตูน นิยาย นิตยสาร ทำนายดวง ซุบซิบดารา เนื้อเพลงเกาหลี หนังสือเกมส์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ สมมุติว่าให้หนังสือเรียน มีแค่ 100 หน้า หน้าละ 10 บรรทัด ทีเหลือเป็นรูปประกอบละกัน ดังนั้น สมมุติอย่างสิ้นคิด ว่าหนังสือ 1 เล่มมีแค่ 1000 บรรทัด ถ้าอ่านกันแค่คนละเล่ม ก็ปาไปตั้ง 1000 บรรทัดแล้ววว มันต่างจาก 8 เยอะนะ แล้วเขาเอาอะไรมาคิดว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยนิดขนาดนั้น (ฉันนี่ก็บ้าสงสัยในอะไรที่คนยอมรับกันจริงจัง เออแล้วไม่มีใครเคยสงสัยอย่างฉันบ้างเหรอ สงสัยหน่อยน่า ฝึกสมองดี แหะแหะ)

ฉันมานั่งคิดนะ แค่เด็กมัธยมอ่านคอมเม้นท์เพื่อนใน hi 5 ปีหนึ่งก็เกิน แสนบรรทัดแล้วนะ พออ่านสิ่งเหล่านี้มากมาย การอ่านหนังสืออ่านจะถูกลืมเลือนไป ทำให้ผลวิจัยออกมาเยี่ยงนี้ ฮ่าฮ่า

ฉันว่าประเด็นที่แท้จริงของเรื่องการอ่านกับคนไทย ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในลำดับที่ใกล้เคียงกัน นั้นถือว่าน้อยและน้อยมาก สรุปก็คือคนไทยอ่านแต่อาจไม่ใช่อ่านในสาระความรู้ อย่างน้อยเราน่าจะส่งเสริมให้คนไทยหันมาอ่านอะไรที่เป็นสาระบ้าง แค่ปีละเล่มก็ยังดี อย่างน้อยคุณอ่าน คุณก็จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นกันตัวคุณเอง ดีกว่ารับสารสนเทศผิดๆ จากสื่ออื่นๆ มากโดยที่ไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ของคุณแล้วที่ให้นำเอาสื่อที่รับมา ไปสื่อกันคนอื่นในแบบผิดๆ หรือไม่ครบถ้วนอีก อ่านเยอะ รู้้เยอะมีข้อมูลเยอะทำให้วิเคราะห์เป็น เพิ่มรอยหยักในสมอง เพื่อตัวคุณเองและเพื่อประเทศชาติจะได้มีนักคิดนักสร้าง(สรรค์) มากกว่านักพูด(ติติง)

ฝากประโยคนี้ไว้ให้คิด “คนรู้มักไม่พูด คนพูดมักไม่รู้” 😛

ฝากอีกนิดประเทศที่เค้าเจริญแล้ว หลักประกันอย่างหนึ่งของประเทศเค้า คือ LIBRARY หรือห้องสมุด แต่ห้องสมุดสาธารณะที่ดี ๆ ของไทย ยังมีอยู่น้อยมาก ไม่แปลกที่ คนจะล้นงานสัปดาห์หนังสือ เพราะนอกจากได้เลือกซื้อหนังสือดี ๆ ราคาถูกแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของสรรพสิ่ง ทั้งบันเทิงและความรู้ ตอบโจทย์ได้ทุกเพศ ทุกวัย ตลอด 3 ชม.ที่ฉันเดินลากขาเข้าบูธนั้นออกบูธนี้ ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในคนไทยเหล่านี้มาก ที่เห็นความสำคัญของการอ่านได้มากถึงขนาดนี้ ภาคภูมิใจมากจนอยากจะกลับไปเผางานวิจัยเล่มนั้น ที่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร – -*

ฉันอยากให้คุณ สำรวจตัวเองง่ายๆ วันนี้คุณอ่านหนังสือ ที่เป็นสาระความรู้ และบันเทิง ไปแล้วกี่บรรทัด หรือคุณให้เวลากับการอ่านของคุณกี่นาที

เด็กวัยเรียน สนใจอ่านหนังสือเรียนกันมากน้อยแค่ไหน หรือใส่ใจแต่เฝ้าเฟซบุ๊คว่าวันนี้จะมีคนมากด Like สเตตัสเรากี่คน เฝ้าอ่าน What on your mind ?เฝ้า Reply, Retweet ข้อความที่ถูกใจ ของผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็น 100 เป็น 1000 คน ทั้งที่คนที่ควรจะรู้ความในใจที่สุดคือ คนในกระจกเท่านั้น น้องๆเอาเวลาที่จะต้องอ่านหนังสือ ไปอ่านสิ่งที่เอาไปใช้ออกสอบไม่ได้ จนสุดท้าย ต้องมาซ่อมเกรดกันใหม่ “เฝ้าแต่รีพลาย สุดท้ายอาจโดนรีไทร์” ฉันว่ามันน่าจะเศร้ามากกว่า Celep บางคนไม่ตอบทวีต น้องๆอีกนะ หรือจะเถียง(คนคงด่า อีป้านี่บ่นเหมือนคนแก่ ก็แก่จริงอะ ไม่อยากปฏิเสธความจริง และหนังหน้า ฮ่าฮ่า)

จะไปเชียงใหม่ แต่วกไปกลับรถสระบุรี เอ้า กลับเข้าประเด็นต่อ เลยไปเยอะแระ …

สรุป จากสภาพร่างกายน้อยนอนตื่นเร็ว และเหนื่อยกับการเดินหาของที่ตลาดนัดจตุจักร ทำให้ฉันเดิน วกวนอยู่ได้แค่ โซน แพลนนารี่ จะเดินไปโซนบี โซนซี ก็สุดจะทน คนมันเยอะจริงๆ พอซื้อหนังสือ(ที่ไม่ได้อยู่ในแพลน)ได้ซัก 5-6 เล่ม ก็หมดแรง

โอ้ หนังสือกาละแมร์ หนังสือหลายๆคน..หนังสือนิยาย บลาบลา [T^T] หาบูธไม่เจอ ทั้งวีเลิร์น ทั้งมติชน ทั้งแจ่มใส เจอแต่ a book แต่ไม่ได้ซื้อเพราะเล่มที่อยากซื้อมันเยอะเกิน อ้าว อีนี่ถ้าจะบ้า ฮ่าฮ่า(มันมีเหตุแต่ไม่เล่าแล้วกัน) สรุป ได้แต่หนังสือของซาการีย์ยา อมตยา “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” กวีซีไรท์ของ สนพ.๑๐๐๑ ได้หนังสือ ทางเลือกที่สาบสูญ(The Lost Choice)ของแอนดี แอนดรูส์ สนพ.แพนพ๊อกเกตเล่มนี้ นาธานแปล(ไม่ใช่เนปาลนะ ฮ่าๆๆ) แล้วก็ได้หนังสือ ลดราคามาอีก 4 เล่ม หมดแล้ว แบกกลับไม่ไหว เพราะก่อนมาแวะไปเอาของที่ฉันสั่งเอาไว้มาอีก เลยกลายเป็นป้าหอบฟาง ทุลักทุเล อย่ากระนั้นเลย ขอลากลับเลยแล้วกัน ก่อนที่เงินในกระเป๋าจะฟีบ และแขนจะหลุด

แล้ววันนี้ฉันก็หมดวันอย่างสมบูรณ์ เพราะได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจแล้วครบถ้วน ถึงจะไม่ได้หนังสือที่อยากได้ก็ไม่เป็นไร หนังสือใหม่ กลับมาซื้อใกล้บ้านก็ได้ ดีกว่าหอบจนแขนล้า ไม่รู้เป็นอะไร เข้ากรุงเทพที่ไร..กลับมาไมเกรนขึ้นทุกที เฮ้อ…ฉันคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้..จริงจริง( -..-‘)

Advertisements

คุณ~น่ะ~ฆ่า

คุณค่าของมนุษย์หรือเรียกเก๋ เก๋ ตามละครชื่อดังของคุณทมยันตีว่า “ค่าของคน” อยู่ตรงไหน ?

“คนที่มีค่ากับเรา มักเป็นคนเดียวกับคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่ากับใคร

via @notsosad”

ทวีตนี้ทำให้คันมืออยากจะเขียน คันปากอยากจะพิมพ์ ฮ่วย!! อยากจะพูด ถ้าคอมพิวเตอร์มีเสียง จะตะโกนก้องใส่หูคน สัก 80 เดซิเบล

“คนทุกคนมีค่าทุกคน อย่างน้อยก็สำหรับใครสัก 1 คนบนโลกใบนี้ และนั่นมันก็สำคัญแล้วไม่ใช่หรือ?”

บางทีการที่เรามานั่งน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าทำไมเราดูไม่มีค่าอะไรกับเขาเลย โดยเฉพาะคนที่เรารัก มันเป็นการบั่นทอนจิตใจตัวเองเป็นอย่างมาก และถ้าเมื่อใดที่ใครสักคน เผลอไปคิดติดอยู่ในอารมณ์เยี่ยงนี้ เชื่อได้เลยว่า เขาหรือเธอผู้นั้นจะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต

เราอยากมีค่ากับเขา เราก็ต้องทำตัวให้มีค่า..ค่าที่แปลง่ายๆว่า..สำคัญ..เมื่อใดที่เราสำคัญ เสมือน น้ำ อาหาร อากาศ เมื่อนั้นเราก็จะมีค่ากับเขาขึ้นมาทันที แต่แปลกที่เราไม่คิดกันแบบนั้น เราไม่เคยคิดว่าจะทำตนให้มีค่าให้เขาขาดไม่ได้ แต่เราอยากให้เขาเห็นค่าของเราเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย..เรานั่งคิด นั่งฝันถึงคืนวันในอนาคต แต่เราไม่ย้อนกลับไปทบทวนอดีตที่เราก้าวผ่านมา ว่ามันให้บทเรียนอะไรเราไว้บ้าง

“ความรักก็เหมือน ปูนซีเมนท์เปียกๆ ยิ่งติดอยู่นานเท่าไหร่ คุณก็ไม่สามารถจากมา โดยไม่ทิ้งรองเท้าไว้เบื้องหลัง”

ความผิดหวัง ความสิ้นหวัง ความไร้ค่า ที่คุณเฝ้าตอกย้ำตัวเอง เฝ้าพร่ำโทษคนที่ทำให้คุณรู้สึกอย่างนี้ เฝ้ากร่นด่าคนที่ไม่สนองความต้องการคุณ ไม่ให้คุณในส่วนที่คุณขาด หรือบางคนก็ไม่ขาด..แค่อยากได้เพิ่ม..ว่าเขาเลว  เขาชั่ว..เพื่อยกตัวยกใจคุณให้สูงขึ้น ชดเชยความสูญเสียที่ไม่มีวันเรียกคืน..

ว่าไป..ถ้าทำอะไรให้เต็มที่ ให้ดีตั้งแต่เริ่มแรกคนที่จะต้องบังเกิดความรู้สึกนี้ คงไม่มีค่อนเมือง บางคนอาจจะเถียง ฉันก็ดีดี๊ดีจะตาย มันยังทิ้ง มันไม่รู้จักพอ บลาบลา มันได้อะไรขึ้นมา..นอกจากทำร้ายความรู้สึกตัวเอง ทำลายความรู้สึกคนอื่น..ซึ่งบางครั้งเขาอาจจะมีเหตุผลก็ได้ที่ทิ้งคุณ แต่มันเป็นเหตุผลที่คุณ

ไม่พร้อมจะรับฟัง…

อย่าฆ่าคุณค่าของตนเอง..แค่มีคนพ่นคำว่า”คุณไม่มีค่า” ใส่หูคุณ
ปัจเจกชนที่แท้จริง ต้องคิดอะไรได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง อย่าเที่ยววิ่งหาที่พึ่ง พิง อิง แอบ ในโลกเสมือน ตอนเขาอารมณ์ดีเขาก็พร้อมจะรับฟังคุณ..ทุกเรื่อง..แต่ตอนที่เขามีเรื่องอารมณ์หม่นมัวเทา อย่าว่าแต่ให้ใครพักพิงเลย..แม้แต่จะยืน..เขายังไม่มีแรง

จริงไหมคะ ?