สิ่งที่สวยงามมักจะอยู่ไกลออกไป

สิ่งที่สวยงามมักจะอยู่ไกลออกไป

เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ

 

รูปภาพ ผู้คน หรือสรรพสัตว์

เราจะมองมันสวยงามต่อเมื่อมันอยู่ไกล

หากจะเข้าใกล้เมื่อไร ก็ต้องเจอตำหนิทันที

เพราะทุกสิ่งที่สวยงามจะอยู่ห่างออกไป

รถหรู คอนโด หรือ คฤหาสน์

อยากได้ อยากมี มาเป็นของข้างกาย

เราแหงนมองมัน ด้วยน้ำลายสอกระหาย

แต่พอได้มา ก็อยากจะขออันใหม่

หน้าที่ การงาน สวัสดิการสังคม

เราทำงานแทบตาย เพื่อจะหาวันขยาย

แต่พอได้รับมา ก็ต้องเพียรทำต่อไป

เลือดตากระเซ็นกระซอนขอขั้นใหม่

เราเจอ สตรีงาม นางหนึ่ง

เที่ยวเกี้ยวพาราสีทำตัวดี เพื่อจะรอวันนี้

วันที่เราสองนอนกอดเคียงร่วมฤดี

แต่เธอกลับ สวยไม่พอ แล้วหรือไร

มองรอบตัว

เจอแต่ของขุ่นมัว

มันจะไม่มีวันไหน ที่เราจะพอใจกับสิ่งใด

เพราะทุกสิ่งที่แสนดีมักจะอยู่ไกลออกไป

นโปเลียน อยากมาให้ถึง ชมพูทวีป

เพราะฝรั่งเศสไม่มีเครื่องเทศ หรือชาอัสสัม

แต่แล้วก็ต้องจบลงที่รัสเซีย เมื่อผ่านอัมสเตอร์ดัม

ได้แต่ฝันถึงดินแดนที่อยู่ห่างหมื่นไมล์

มนุษย์ยุคหิน อยากกินของร้อนๆ จากเตาอบ

บางทีเขาขี้เกียจเดิน เขาอยากจะนั่งในรถ

แต่พออากาศมันร้อน ก็เปิดแอร์ให้เย็นดังสวรรค์

วิวัฒนาการจะจบน่ะไม่มีวัน

มองรอบตัว

เจอแต่ของขุ่นมัว

มันจะไม่มีวันไหน ที่เราจะพอใจกับสิ่งใด

เพราะทุกสิ่งที่แสนดีมักจะอยู่ไกลออกไป

เพราะทุกสิ่งที่สวยงามจะอยู่ไกลออกไป

Advertisements

กอด(Hug)


เคยสังเกต..ไหมเวลาคุณ "กอด"ใคร
คุณมักซบไปทางด้านซ้ายของอีกฝ่าย 
อาจเป็นเพราะนั่นคือตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ 
หากคุณ "กอด*เขาไว้นานเพียงพอ 
จังหวะการเต้นของหัวใจ 2 ดวง ก็จะเปลี่ยนเป็นจังหวะเดียวกัน 
ในที่สุด 

"กอด"คือเสื้อกันหนาวที่มีหัวใจ 
*Hugging* is a jacket which has a heart. 

ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะทำได้แทบทุกอย่าง แต่ข้อเสียของมันก็คือ 
ลุกขึ้นมา "กอด"คุณไม่ได้
Although a computer can do almost everything but certainly, 
it cannot give you *a hug*. 

ถ้าวันหนึ่งไม่มีเธอให้ "กอด"แล้วฉันจะโทษใครได้
If one day you are not here to *hug*, who else should I blame? 

"กอด"คือ การแสดงความเป็นเจ้าของที่น่ารัก 
*Hugging* is a cute expression between lovers.

แม้ชีวิตนี้คุณจะมีใครให้ "กอด"แม้เพียงคนเดียว นั่นก็เพียงพอแล้ว
สำหรับการดำรงชีวิต 
Even though you've got only one person in your life to *hug*, 
that's enough. 

"กอด" คือ การได้ให้และการได้รับพร้อม ๆ กัน  
*Hugging* is at the same time, the giving and receiving. 

ในอนาคต "กอด"อาจหายากพอ ๆ กับเวลา 
In the near future, *hug* might be as hard to find as time. 

"กอด"ทำให้รู้ว่าเมื่อหัวใจอีกดวงมาเต้นอยู่ที่อกด้านขวาบ้างจะเป็นไง ? 
*Hugging* displays that ?there will be a heart beat of others 
which keeps beating while you hug? 

เมื่อคุณถูก "กอด" คุณจะตัวเล็กลง  
When you are being *hugged*, you will be smaller. 

แต่เมื่อคุณ "กอด" คนอื่น คุณจะตัวใหญ่ขึ้น  
BUT When you *hug* someone, you will be bigger. 

"กอด" คือคำว่า "ฉันอยู่นี่"  
*Hugging* is  I am here. 

"กอด" ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก 
*Hugging* displays that we are not alone in the planet. 

ภาษาพูดแทนความรู้สึกได้ดี แต่สำหรับบางเวลา "กอด"
อาจเป็นตัวช่วยที่ดีกว่า 
Speaking is the good way of feeling communication 
but sometime *hug* might be a better assistance.
"กอด"คือ การแลกเปลี่ยน "ความลับทางอารมณ์" ระหว่างกัน  
*Hugging* is the exchange of two people?s secret feelings 
and emotions. 

"กอด" ช่วยสลายทิฐิบางอย่างในใจเรา 
*Hugging* disintegrates some conviction in our minds. 

เมื่อคุณกลับบ้าน สิ่งที่ควรทำหลังจาก *สวัสดี* คือ เข้าไป "กอด" 
คนที่คุณรัก  
When you are arrived home, thing you should do besides 
saying *hello* is *hugging* the one you love.

บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราต้องการ "กอด"มากแค่ไหน จนกว่า
จะได้เห็นคนอื่นเค้ากอดกัน 
Sometime you may not realize to *hug* someone, 
once you observe it from others. 

"กอด" คือ ทางสายกลางของการแสดงออกซึ่งความรัก 
*Hugging* is a mind average of expression.

"กอด" คือ การเต้นรำในจังหวะเดียวกัน 
*Hugging* is the some rhythm of heart beating. 

"กอด" ทำให้รู้ว่ายังมีคนอ้วนกว่าเรา
*Hugging* defines that there will be someone who has more 
weight than you. 

สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้อง "กอด" ตัวเองในที่แคบ ๆ 
 
อยากถามว่า
 
" วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง ? "
Today,Are you hugging?


.......

เพื่อนแบบไหน..

เพื่อนบางคนอาจคอยมองดูคุณอยู่แบบห่างๆ

 

แต่ไม่กล้าแสดงออก

 

แต่เพื่อนบางคนอาจจะเข้ามายุ่งกับคุณโดยตรง

 

เพราะเขาเป็นคนกล้า

 

เพื่อนบางคนอาจทำทุกสิ่งทุกอย่างให้คุณได้

 

โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

 

ในขณะที่เพื่อนบางคนไม่ได้ยินคำขอร้องของคุณด้วยซ้ำ

 

เพื่อนบางคนอาจพูดอะไรตรงๆกับคุณเพราะรัก

 

แต่เพื่อนบางคนของคุณอาจพูดแต่คำหวานๆ

 

ซึ่งแฝงไปด้วยความน่ากลัว

 

เพื่อนบางคนอาจเหมือนคนที่ไม่อดทน

 

มักบ่นอะไรเล็กๆน้อยๆเสมอ

 

แต่จริงๆแล้วเขาอาจเป็นคนที่มีความอดทนมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก

 

แต่เพื่อนบางคนอาจไม่เคยแม้แต่จะเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวให้คุณฟัง

 

เพื่อนบางคนอาจไม่เคยโทรศัพท์หาคุณเลย

 

มีแต่คุณเท่านั้นที่มัวแต่โทรหาเขาทุกวัน

 

เพื่อนบางคนอาจโทรมาหาคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องขอร้องเลยด้วยซ้ำ

 

เพื่อนบางคนอาจจะอยู่เคียงข้างคุณในยามที่คุณต้องการใครซักคน โดยที่ไม่มีใครขอ

 

แต่เพื่อนบางคนไม่อาจแม้แต่จะรับรู้ความรู้สึกของคุณได้

 

เพื่อนบางคนอาจเคยทำผิดกับคุณบ้างแต่เขาก็ยังพยายามที่จะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

 

ในขณะที่เพื่อนบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำผิดต่อคุณ

 

เพื่อนบางคนอาจหมายความตามที่เขาพูด

 

เช่น ขอโทษก็คือขอโทษ

 

ในขณะที่เพื่อนบางคนพูดขอโทษ แต่หมายถึงสมน้ำหน้า

 

เพื่อนบางคนอาจจำได้ว่าคุณโทรมาหาเขาข้ามวันข้ามคืน

 

ถึงแม้ว่าเขาจะติดต่อคุณไม่ได้ แต่ก็ยังคงพยายาม

 

ในขณะที่เพื่อนบางคนอาจจำได้ไม่เกินครึ่งวันด้วยซ้ำว่าคุณโทรหาเขา

 

เพื่อนบางคนอาจเหมือนคนที่มีอารมณ์แปรปรวน

 

อาจทำอะไรที่คุณคาดไม่ถึง

 

แต่ไม่แน่เขาอาจเป็นน้อยกว่าคุณก็ได้ เพียงแต่คุณไม่รู้ตัว

 

เพื่อนบางคนอาจชอบอยู่กับกลุ่มคนเยอะๆ ที่สนุก เฮฮา

 

แต่เพื่อนบางคนอาจจะภูมิใจกับกลุ่มเพื่อนเล็กๆที่อบอุ่นมากกว่า

 

เพื่อนบางคนอาจมัวนั่งเงียบๆจนให้คุณไม่อาจรู้ได้ว่า

 

เขากำลังคิดอะไรอยู่

 

เพื่อนบางคนอาจอยากให้คุณรับรู้ความรู้สึกจากเขาทางสายตา

 

แต่เพื่อนบางคนอาจเดินมาบอกความรู้สึกกับคุณด้วยตัวเอง

 

เพื่อนบางคนอาจจะไม่มีการแสดงออกใดๆทั้งสิ้น

 

แม้ว่าคุณจะทำให้เขาเสียใจเพียงใด

 

แต่ในขณะที่เพื่อนบางคนอาจเดินเข้ามาต่อว่าคุณ

 

จนคุณไม่เหลือซากก็ได้

 

เพื่อนบางคนสามารถอ่านใจคุณได้

 

ในขณะที่อีกหลายๆคนไม่อาจรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของคุณได้

 

แม้ว่าคุณจะบอกเขาไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ตาม

 

แล้วคุณล่ะเป็นเพื่อนแบบไหน?

เป็นคนดังยิ่งร้องไห้ดัง

บางครั้ง

การอยู่แบบ

Nobody

มันก็คงดีกว่า

เป็นคนดัง

…….

….คนดัง

คนที่ทุกคนรู้จัก

คนที่ทุกคนอยากรู้จัก

คนที่ทุกคนไม่รู้จัก

เป็นการส่วนตัว

.

.

คนดัง

เคยร้องไห้ไหม

เวลาทุกข์ใจ

น้ำตาไหลเหมือนฉันไหม

คุณเคยคลุมโปง

ร้องไห้คนเดียวไหม

กลัวคนเห็น

กลัวคนได้ยิน

เป็นคนดังต้องเข้มแข็ง

ห้ามอ่อนแอ ?

คนดัง

ความรู้สึกของคุณ

ความต้องการของคุณ

ความรักของคุณ

คนรักของคุณ

คุณอยากให้มันเป็น

 

คนดัง

หรือ

แค่….คนเดียว..

คนเดียว

คนเดียว

คนเดียว

ที่…

ไม่ดัง

…จากวลีหนึ่ง

The sun does not know it is a star”ดวงอาทิตย์ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแค่ดาวดวงหนึ่ง..

จินตนาการ..

..ใจจักรวาลอันกว้างใหญ่จนเสมือนไร้ขอบเขต ดวงอาทิตย์รู้ว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ยักษ์ไม่มีใครเทียบได้(จนมีคนตั้งฉายาว่า”ดาวยักษ์แดง”ไฮโดรเจนร้อยละ 74 ฮีเลียมร้อยละ 25 และปริมาณธาตุอื่นๆ เช่น ออกวิเจน คาร์บอน เหล็ก กำมะถัน ที่ประกอบอยู่ในมวล ทำให้ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิสูงมาก ประมาณว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวดวงอาทิตย์สูงถึง 5,780 องศาเคลวิน หรือประมาณ 5,151 องศาเซลเซียส หรือ 9,940 องศาฟาเรนไฮน์ ในบางชั้นของดวงอาทิตย์อุณหภูมิอาจสูงถึง 1 ล้านเคลวินด้วยซ้ำ ส่งผลให้ไม่ว่าสิ่งใดเคลื่อนเข้าใกล้รัศมีดวงอาทิตย์เกินไป ก็จะถูกความร้อนอันมหาศาลนี้แผดเผาจนไหม้เป็นจุณ

ดวงอาทิตย์จึงหยิ่งผยองในอานุภาพของตนเองมาก ในสุริยจักรวาลนี้ไม่มีใครยิ่งใหญ่สู้เขาได้ ทุกดวงดาว-ไม่ว่าดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือดาวเคราะห์น้อยทั้งปวง ต้องสยบยอมเป็นบริวารของเขา ห้ามฝ่าฝืน ห้ามโต้แย้ง ห้ามแยกตัวออกไป ทำได้แค่เพียงเดินไปตามวงจรแห่งแรงดึงดูดของเขา

ดวงอาทิตย์ยังรู้ว่า ตนเองได้ถ่ายทอดพลังงานให้แกดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีชื่อว่าโลก ไม่ว่าในรูปของความอบอุ่น หรือการสังเคราะห์แสงเป็นออกซิเจน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่สิ่งมีชีวิตบนโลกขาดไม่ได้ การที่มนุษย์โลกเชิดชูบูชา เขาดุจดังเป็นเทพเจ้ามาแต่ครั้งโบราณกาล ยิ่งทำให้ดวงอาทิตย์เย่อหยิ่งจนหลงลืมไปว่า แท้จริงแล้วเขาเองก็เป็น ‘ดวงดาว ‘ ดวงหนึ่งที่โคจรอยู่ในจักรวาลอันไพศาล และเคยเผชิญกับการเกิด-ดับมาแล้ว

อีกจินตนาการ..

ดวงอาทิตย์อยากมีเพื่อน แต่ไม่เข้าใจว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขา เพราะเหตุใดดวงดาวต่างๆ จึงต้องทิ้งระยะไกลห่างจากตัวเขาเป็นร้อย-พัน-หมื่น-แสน-ล้าน ปีแสงอย่างนี้ ทั้งที่ตัวเขาเองคิดอยู่เสมอว่า เขาก็เป็นแค่ดวงดาวดวงหนึ่ง เป็นดวงดาวธรรมดาเช่นเดียวกับดวงดาวอื่นๆ ในห้วงจักรวาล

ดวงอาทิตย์ไม่เคยเข้าใจถึงรังสีความร้อนอันมหาศาลของตัวเอง เพราะเขาอยู่กับมันมาตั้งแต่อุบัติขึ้นเมื่อ 4,570 ล้านปีที่แล้ว

อยู่อย่างโดดเดียวเสมอมา..

(ที่มา: ดวงอาทิตย์คือดวงดาว จากหนังสือ Try ของ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์)

อ่านตอนนี้จบลง ย้อนกลับมามองตัวเอง ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นดวงอาทิตย์ของใครในจินตนาการแบบไหน เย่อหยิ่ง ถือตัว หรือ ปากดี ขี้เหงา เอาแต่ใจ เรายังเป็นดวงอาทิตย์ดวงเดิม หรือมันถูกลดฐานะ ลงมาเป็นแค่สะเก็ดดาว หรืออุกกาบาต ที่ต้องกำจัดก่อนพุ่งชนโลก ใช่มีคนบอกว่า เราเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย จริงแล้ว เราไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่เราแค่มองโลกแบบที่มันเป็นอยู่แค่นั้นเอง

พี่ที่นับถือคนหนึ่งบอกเราว่า “คุณจะสงสัยในความเชื่อเรื่องใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ความรัก” เราอึ้ง ถูกที่สุด ในความรักทุกครั้งที่เราประสบ เราติดอยู่กับความสงสัย ลังเล ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจในสิ่งที่ใครบางคนเรียกมันว่า “รักแท้” ทั้งที่เมื่อก่อนเราเป็นมือวางอันดับต้น ที่เชื่อฝั่งหัวว่า”รักแท้มีอยู่จริงแค่เรายังไม่เจอเท่านั้น”

คนอย่างเราเลือกจะเชื่อใครหรือไม่เชื่อใครได้ด้วยหรือ..อยากย้อนเทปไปในเหตุการณ์ที่ทำให้ความเชื่อในรักแท้ของเรา คลอนแคลนมาก แต่ไม่อยากให้มีคนมาว่าอีกว่า “เราชอบที่ถืออดีตด้วยมือซ้าย ถือความไม่มั่นใจไว้มือขวา แล้วความสุขในอนาคตข้างหน้าจะใช้มือไหนไข่วคว้ามันมาไว้กับตัว” แต่อยากบอกเขาว่า

มนุษย์มี 3 ร่างอยู่ในตัวคนคนเดี่ยว วันนี้เพิ่งดูรายการ เป็น อยู่ คือ เลยอยากคุยเรื่องนี้

ร่างแรก- ร่างที่เราอยู่ในห้องนอน ไม่มีสายตาคนภายนอกจับจ้อง ร่างที่เราเป็นตัวเองถึงที่สุดของที่สุด มีแต่คนใกล้ชิดสนิทแนบเท่านั้นที่จะได้เห็นร่างนี้ คนที่เป็นคนคนเดียวกัน มีจิตวิญญาณเดียวกันหรือ  Soul mate นั่นเองการหล่อหลอมรวมจิตวิญญาณ ในข้อนี้เราไม่ได้กล่าวถึงการมี Sex การเป็นคนคนเดียวกันไม่จำเป็นต้องผ่านพิธีกรรมอย่างว่าในความหมายนั่น แต่เราเน้นเรื่องจิต วิญญาณ คนทุกคนมีจุดพีค ในแง่อัตตา เมื่อใดที่มันถูกกระทบจากคนที่เราไม่อนุญาตให้ผ่านตัวตนขั้นนี้เข้าไปได้ เมื่อนั้นความรักก็กลับกลายเป็นร้าง แยกทาง ห่างเหิน เราทุกคนลดอัตตาลงได้ ลดอัตตาตัวเอง แต่ไม่เล็งอัตตาคนอื่น..ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเลือก อยู่ในที่ที่เขาเลือกอยู่ และคือตัวเขาเอง นั่นคือที่ที่จะมีความสุข..ความสุขจากการไม่มีตัวไม่มีตน..

ร่างที่สอง – ร่างรับแขก ถูกต้องมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวบนโลกเบี้ยว ๆ ใบนี้ได้ เราต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ต้องมีการเก็บกักความรู้สึกไม่ดี  ความรู้สึกด้านลบ การอยากโต้ตอบ โต้เถียง เหวี่ยง และวีน ในบางเรื่องที่เราไม่สบอารมณ์ แต่เราย่อมทำไม่ได้เพราะหน้ากากทางสังคมบดบังไว้  มีการ Show เฉพาะ White Side เท่านั้นในร่างรับแขก เพราะถ้าลบมาก ๆ มืดมาก ๆ จ้างให้แขกก็ไม่มาหา ฮ่าฮ่า

ร่างที่สาม-ร่างตามบทบาทหน้าที่ เราต้องรู้ว่าตอนนี้เรามีบทบาทอะไรในชีวิต เผินๆอาจหมายถึงอาชีพของแต่ละท่านก็ย่อมได้ เป็นหมอ เป็นทนาย เป็นนักธุรกิจ นักคิด นักเขียน อีกแง่หนึ่งอาจจะหมายถึงสถานะเป็นแฟน  เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท เพื่อนแนบชิด ทุกอย่างมีบทบาทที่ต้องแสดงออกไม่เหมือนกัน เช่น เราคงไม่ด่าเพื่อนร่วมงานว่า ไอ้เหี้ย ไอ้สาดดด ได้ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก เราคงไม่คุยกับเพื่อนที่แก้ผ้าอาบน้ำมาด้วยกัน ด้วยสรรพนาม คุณผม เราจะตกหลุมรักแฟนตัวเองอีกกี่ครั้งก็ต้องรู้บทบาทของคำว่าแฟน..มากกว่าจะเล่นบทเป็นแค่เพื่อน(คนเป็นแฟนกันเขาทำอย่างไร ไม่เห็นต้องให้ใครมาสอน นอกจาก วอนจะเป็นโสด-ผู้เขียน)บทบาทในการแสดงก็ใช้ได้ในร่างนี้ นักแสดงต้องแยกร่างแรกออกจากร่างที่ 3 ให้ออก ถ้าอยากเป็น” ดาราเจ้าบทบาท”

สรุปคือ เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่า เรา เป็น อยู่ คือ- เป็นใคร อยู่ที่ไหน คืออะไร หมายถึงรู้บทบาท รู้ความต้องการของตัวเองให้ได้ก่อน จะไปถามหามันจากคนอื่น..แต่ คนเราทุกวันนี้มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างมันเป็น อิทัปปัจจยาตา ทั้งนั้น เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ถ้าคุณไม่ได้มาเป็นเขา คุณจะไม่รับรู้ถึงความรู้สึก นึกคิด จริต และอารมณ์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ณ สถานการณ์ หนึ่ง ๆ  เราอาจจะมองดูเหตุการณ์ ภายนอกที่กำลังขับเคลื่อนอยู่เหมือนดูหนัง ดูละคร คนรอบข้างเปรียบเหมือนนักแสดง ที่ต่างพยายามเล่นบทของตัวเองให้สมบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ใครเป็นผู้กำกับ พระพรหมเท่่านั้นหรือที่ลิขิตชีวิตเราท่าน พระเจ้าเท่านั้นหรือที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา จากปลายปากกามองค์บลังซ์หรือพู่กันจีน ?? จริงแท้แล้วเราทุกคนเป็นคนกำหนดชีวิตตัวเอง จากหนึ่งสมองสองมือ เราเป็นได้ทุกอย่างที่เราคิด..และทำ..ความเชื่อ..ความศรัทธาในตัวเอง ความเคารพ ซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง นั่นต่างหากที่เป็นสิ่งที่กำกับชีวิตเรา

หลายคนที่เฝ้าถามตัวเองว่า ฉันต้องการทำอะไรในเวลานี้ ฉันต้องทำอย่างไร ฉันจะรับมือกับปัญหานี้ได้หรือไม่ ฉันต้องทำมันมากเท่าไหร่ถึงจะพอดี..อยากตอบเหมารวมว่า

“พอดี ก็คือ พอใจ”

ฉันต้องการทำอะไรในเวลานี้….คุณต้องการทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณพอใจถึงขีดสุด..โดยได้มาแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนถึงขีดสุดเช่นกัน(ถ้าพูดหยาบๆหน่อยก็คือ ทำแล้วไม่หนักหัวใครนั่นเอง)

ฉันต้องทำอย่างไร…ทำอย่างจริงใจและสุดกำลังความสามารถ บางครั้งการที่เราบอกว่าเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ ไม่มีวิธีไหนเลยที่จะทำมันได้ แท้ที่จริงเราแค่ปลุกปลอบใจตัวเองให้ห่างไกลจากคำว่า”กลัวทำไม่สำเร็จ”เท่านั้นเอง ถ้าลองแล้วไม่สำเร็จยังดีกว่า..ไม่ได้ลอง

ฉันจะรับมือกับปัญหานี้ได้หรือไม่…คำถามนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจาก…ใจตัวเอง ใจเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เข้าใจตัวเอง คือ เข้าไปในใจตัวเอง เดินเล่นในความคิดของตัวเอง มองปัญหาเหมือนขยะรกใจ เก็บมันสุมๆไว้ปัญหานั่น ปัญหานี่ แล้วเราจะเอาทางที่ไหนเดินเล่นในใจตน..

ความคิดง่ายๆ คล้ายตรรกะ ง่ายๆ ที่ใครจะทำก็ได้ เป็นเหมือนเรื่องง่าย ๆ ที่เราจะปัดขยะให้พ้นทาง แต่จริงๆแล้ว มันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะน้อยคนนักที่จะเข้าใจปัญหาของตัวเองอย่างถ่องแท้ เมื่อไม่เข้าใจปัญหาของตัวเองแล้วก็ยากที่จะแก้ให้ถูกทาง เหมือนเกายังไงก็ไม่หายคัน มันจะยุกยิก จุกจิกอยู่ในใจ เหมือนมดคันไฟ ไต่ไปทุกรูขุมขน ปัญหาเก่ายังไม่แก้ ปัญหาใหม่ก็ไหลเข้ามา..สรุปว่าหมกๆๆมันไว้ในใจต่อไปๆ จนวันหนึ่งคงจะได้เข้าใจว่า..ปัญหาไม่ได้เกิดจากอะไรเกิดจากใจที่ไม่ “พอดี” นั่นเอง

“พอดี ก็คือ พอใจ ถ้าพอใจสิ่งไหน สิ่งนั้นก็พอดี”

แต่ก็มีคนอีกบางประเภท..ไม่เคยพอใจกับอะไรเลย ชีวิตจึงไม่เคยพอดี..คุ้นๆๆจะเป็นเราเอง ฮ่าฮ่า เราต้องเป็นแบบนั่นไหม..ขอตอบว่า “อยู่ที่ความพอใจคร๊าาาา”

ขอแค่ใจใครสักคนที่พอดี..แค่นี้ฉันก็พอใจ..ฮิ้ววววว เสี่ยวมว๊ากกกกก

ความเสี่ยวไม่เข้าใครออกใครไม่ได้อยากถูกชมว่าเจ๋ง เก่ง ดี แต่อยากประทับในใจเธอบ้างอะไรบ้างแค่นั้นเอง : P

คิดถึง  ไม่ถึงก็ ซึ้งกำลังพอดี ^ ^

ผลึกน้ำและความสัมพันธ์กับจิต

ดร. มาซารุ อิโมโต เป็นแพทย์แผนใหม่ชาวญี่ปุ่นที่ได้ทำการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับผลึกของน้ำ ได้ค้นพบว่า จิตของมนุษย์และสภาพแวดล้อมรอบตัวนั้น มีผลต่อการก่อตัวของผลึก น้ำและได้เขียนหนังสือจากงานวิจัยของเขาชื่อ Hidden Messages in Water และได้ตีพิมพ์ขายทั่วโลกได้มากกว่า สี่แสนเล่ม เขาได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าความคิดและความรู้สึกของมนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกในสามมิติได้

เขาได้ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงความไว้สูงถ่าย ภาพในอุณหภูมิต่ำ ในช่วงที่ผลึกน้ำพึ่งก่อตัวใหม่ๆ ซี่งน้ำที่อยู่ในสภาพต่างกันจะก่อตัวเป็นผลึกไม่เหมือนกัน เขาได้พบว่าถ้า ตัวอย่างน้ำที่เก็บมาจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เพี่อทำให้เย็นจะก่อตัวเป็นผลีกรูปร่างไม่เหมือนกัน โดยน้ำที่มาจากสถานที่ตามธรรมชาติจะก่อตัวเป็นผลึกที่สวยงามกว่าน้ำที่เก็บ ตัวอย่างใกล้ๆกับโรงงานอุตสาหกรรม ซี่งน้ำจากพี้นที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษนั้นจะไม่ก่อตัวเป็นผลึกเลย

เสียงเพลงก็ยังมีอิทธิพลต่อผลึกของน้ำเช่นกัน เพลงที่มีความไพเราะก็จะก่อผลึกเป็นรูปร่างสวยงามไม่เหมือนกัน  นอกจากนั้นแล้วเขาได้ทำการเปรียบเทียบผลึกของน้ำที่ก่อตัวโดยไม่ได้รับการ อวยพร เทียบกับน้ำที่ได้รับการอวยพร พบว่า น้ำที่ได้รับการอวยพรนั้นจะมีผลึกสวยงาม เมื่อเทียบกับน้ำที่ไม่ได้รับการอวยพร โดยที่น้ำที่ไม่ได้รับการอวยพรไม่ก่อตัวเป็นผลึก

สุดท้ายถ้าตัวอักษรหรือคำพูดปิดไว้ที่ภาชนะใส่น้ำแล้วทำ ให้ก่อตัวเป็นผลึกขี้นของน้ำก็จะได้ผลึกรูปร่างที่ต่างกันออกไป โดยข้อความที่มีความไพเราะจะช่วยให้น้ำมีผลึกที่สวยงามมากกว่าข้อความที่ เต็มไปด้วยความรุนแรง

จากการทดลองทั้งหมดพบว่าจิตของมนุษย์นั้นมีผลต่อการก่อ ตัวของผลึกน้ำ เนื่องจากการที่มนุษย์มีส่วนประกอบของน้ำมากกว่า 70 เปอร์เซนต์นั้นจะเห็นว่าจิตของมนุษย์นั้นนอกจากจะมีอิทธิพลต่อร่างกายตัวเอง แล้วยังสามารถมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อม และ คนที่อยู่รอบข้างด้วย ถ้าเราคิดในสิ่งที่ดีและทำความดีผู้ที่อยู่รอบข้างจะรู้สึกด้วยเช่นกัน และจะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข

อ้างอิง

http://www.whatthebleep.com/crystals/

http://www.life-enthusiast.com/twilight/research_emoto.htm

ความลับของ จักรวาลและมนุษย์ (The Secret of Universe and Human)

จักรวาล คือสิ่งที่ไม่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขต ไม่มีศูนย์กลาง และไม่มีความแน่นอน หากคุณลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันสดใสในยามค่ำคืน คุณจะรู้สึกและสัมผัสพลังลึกลับแห่งจักรวาลที่ซ่อนอยู่ คุณจะเห็นภาพอันกว้างใหญ่ไพศาสที่ไม่มีขอบเขต พร้อมกับแสงดาวระยิบระยับที่ดูมีชีวิต

แน่นอนที่สุด…ดาว เคราะห์สีฟ้าที่เรียกว่าโลก(Planet-Earth) ของพวกเราเป็นเพียงเมล็ดเซลล์ขนาดเล็ก ที่รวมกันกับเมล็ดเซลล์(ดวงดาว)อื่นๆ จนก่อให้เกิดกาแล็กซี่ขนาดใหญ่ พร้อมกับกาแล็กซี่อื่นๆอีกนับล้านๆ จนก่อให้เกิดระบบนิเวศที่มีชีวิตขนาดมหึมาอันน่ามหัศจรรย์ ที่เรียกว่า จักรวาล (Universe)

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ก็เช่นเดียวกัน พวกเราเปรียบเสมือนเป็นเพียงอะตอมเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนเซลล์ (ดาวเคราะห์) ที่ล้วนแต่มีความกลมเกลียวกัน (Harmony) ในเมื่อพวกเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว และบนท้องฟ้าคือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา แล้วพวกเราเคยตั้งคำถามให้กับตัวเองบ้างไหมว่า พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

วัฏจักรของจักรวาลการ จะหาคำตอบได้ ว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไรนั้น เราควรที่จะต้องเข้าใจในเรื่องวัฏจักรของการเกิดและการดับเสียก่อน สิ่งนี้คือสิ่งที่ไม่สิ้นสุด และไม่รู้จบ (Infinite) ทุกอย่างในจักรวาลจะมีการเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลา แต่จะไม่มีสิ่งใดสูญเสียไป ทุกอย่างจะกลายเป็นสสารที่ปะปนอยู่ในอากาศที่ไม่สิ้นสุด และจะไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน ทุกสิ่งเพียงแต่แปรเปลี่ยนสภาพไป (Transform) ยกเว้นจะมีวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เกิดการสร้างขึ้นมาใหม่

ดังนั้นมนุษย์เราและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ธรรมชาติหรือจักรวาลได้กำหนดสถานะและบทบาทของพวกเราไว้แล้ว นั้นก็คือการมีชีวิตอยู่ และการสร้างชีวิตใหม่ และจะวนเวียนแบบนี้ตลอดไปไม่สิ้นสุด ซึ่งสิ่งนี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลในการดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทุก ชนิดนั้นเอง

การสร้างชีวิตใหม่คืออะไร? การสร้างชีวิตใหม่ในที่นี้มีความหมาย เช่น การให้กำเนิดบุตร หรือแม้แต่การสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้ห้องทดลองเองก็ตาม เช่น เด็กหลอดแก้วหรือการโคลนนิ่ง สิ่งนี้ล้วนแต่เป็นการพยายามสร้างชีวิตใหม่ที่เป็นไปตามกฏของจักรวาล ทั้งในแบบธรรมชาติ(การปฏิสนธิในรังไข่) และแบบวิทยาศาสตร์(การผสมเทียม) คนที่เข้าใจในวัฏจักรของการเกิดแบบนี้ได้ ก็จะเข้าใจการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์อย่างลึกซึ้งได้เช่นกัน

เมื่อเราสร้างผู้อื่นได้ (ในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์) เราก็จะค้นพบคำตอบต้นกำเนิดของพวกเราเองด้วยเช่นกัน ความเชื่อที่ผิดความเชื่อในเรื่องพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกเลย แต่มันจะช่วยให้เราเข้าใกล้วิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่า พระเจ้า ที่เราเข้าใจนั้นอาจไม่เหมือนพระเจ้าที่พวกเราทั่วไปเข้าใจซักเท่าไหร่

ถึงแม้มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการและความเจริญก้าวหน้ามาได้ในระดับนึงแล้ว แต่วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์เอง ก็พยายามศึกษา ค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาร่างกายมนุษย์ การศึกษาการทำงานของสมองอันซับซ้อน การพยายามพิชิตโรคร้ายหรือการพยามยามปรับแต่งระบบรหัสพันธุกรรม DNA ที่เป็นกุญแจสำคัญของสิ่งมีชีวิตในจักรวาล และมนุษย์ก็เข้ามาใกล้ความสำเร็จเต็มทีแล้ว และเมื่อไหร่ที่สำเร็จ พวกเราเองก็จะได้คำตอบว่า

ที่แท้จริงพระเจ้าที่เราเข้าใจ ที่แท้จริงก็คือวิทยาศาสตร์ นั้นเองปัจจุบันมีทฤษฏีมากมาย ต่างๆนาๆที่พยายามอธิบายถึงกำเนิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฏีที่ว่า มนุษย์เรากำเนิดจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว เช่นแบคทีเรีย แล้วค่อยๆวิวัฒนาการมาเรื่อยๆนับล้านปี จนกลายเป็นมนุษย์ในที่สุด มีผู้คนมากมายต่างเห็นด้วยและงมงายไปกับทฤษฏีเหล่านี้ จนตีพิมพ์ในหนังสือตำราวิทยาศาสตร์ มันช่างเป็นอะไรที่น่าเสียดาย ที่นักวิยาศาสตร์ที่มีจิตใจอันคับแคบเหล่านั้น สนับสนุนทฤษฏีปัญญาอ่อนแบบนี้และทำเงินให้กับตัวเอง ในขนะที่นักวิยาศาสตร์คนอื่นๆที่ค้นพบความจริงในเรื่องนี้ กลับไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิดเลย เพราะอะไรน่ะหรือ?

กำเนิดมนุษย์และวิวัฒนาการ ลอง คิดดูดีๆซิว่า ความบังเอิญของเซลล์ตัวเดียว มันสามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอันซับซ้อน สวยงาม และเฉลียวฉลาดได้เพียงนี้เชียวหรือ ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญอย่างแน่นอนชีวิตย่อมมีผู้ สร้าง (Creator) และผู้ออกแบบ (Designer) อย่างไม่ต้องส่งสัย แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์บางคนอ้างว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิงก็ตามที แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็ยัง งง ตาแตกอยู่ ว่าทำไม โครโมโซม และรหัส DNA ของคนกับลิง ใกล้เคียงกันก็จริง แต่ทำไมรูปร่าง ลักษณะ หน้าตา และสติปัญญาถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหวเพียงนี้ ลิงเหล่านั้นอาจเป็นเพียงหุ่นจำลองของมนุษย์ และต่อมาถูกเติมแต่งหรือปรับปรุงแก้ไขจนทำให้เป็นมนุษย์ขึ้นมา

ดังที่เขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล บท เยเนซิส ใจความว่า”จงให้เราสร้างมนุษย์ในแบบฉายาของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และฝูงสัตว์ใช้ให้แผ่นดินทั่วไป และสรรพสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินทั้งสิ้น” เยเนซิส 1:26   เราคงสงสัย แล้วว่า ถ้าเป็นวิวัฒนาการโดยบังเอิญแล้ว โอกาสน้อยมากหรือแบบไม่มีเลยที่จะก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตรูปร่างต่างๆ สีสรรและการแสดงท่าทางพิลึกพิกลของนก หรือรูปร่างแปลกๆของเขากวาง ลายอันสวยงามของเสือดาว หรือแพะป่าทำไมต้องมีเขาม้วนเช่นนั้น?

สิ่งเหล่านี้เป็นผลงานทางวิทยาศาสตร์บวกศิลปะจากฝีมือของพระผู้สร้างล้วนๆ เมื่อคุณจะสร้างสิ่งมีชีวิต จงอย่าได้ลืมนักศิลปะเป็นอันขาด ลองคิดดูซิว่า ถ้าปราศจากดนตรี ภาพยนตร์ ภาพวาด โลกนี้จะเป็นฉันใด ชีวิตคงน่าเบื่อมาก และสัตว์คงน่าเกลียดมาก ถ้ามันมีรูปร่างเพียงเพื่อสอดคล้องกับความจำเป็นและกลไกการทำงานเท่านั้น วิวัฒนาการของรูปพรรณของสิ่งมีชีวิตบนโลก เป็นผลสืบเนื่องจากการสร้างสิ่งมีชีวิตที่ค้ลายคลึงพวกตน กระโหลกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นแบบฉบับอันแรก แล้วต่อมาได้ถูกสับเปลี่ยนด้วยอันที่ปรับปรุงดีขึ้นในที่สุดมันยากที่จะ เชื่อกับสิ่งนี้

แต่เราก็ควรจะยอมกับความจริงอันน่าประหลาดใจนี้ บางคนอาจจะตั้งคำถามงี่เง่าว่า หากมีผู้สร้างพวกเราขึ้นมาจริง แล้วใครคือผู้สร้างพวกเค้า? มันเป็นคำถามที่ดีมากๆ แต่มันเป็นคำถามคล้ายกับคำถามที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนนั้นหละ มันเป็นสิ่งที่เสียเวลาและไร้ความหมายเป็นอย่างยิ่ง ที่พยายามจะหาคำตอบของคำถามนี้ ในเมื่อจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ก็จะไม่มีต้นกำเนิดด้วยเช่นกัน เพียงแค่เรารับรู้ว่า มีผู้สร้างเราขึ้นมา แค่นี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ?

หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตใน เมื่อจักรวาลไม่มีขอบเขตและไม่มีสิ้นสุด สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ก็ย่อมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงเผ่าพันธุ์เดียวในจักรวาลอย่างแน่นอน ผู้ที่ชอบถามคำถามทำนองว่า มีสิ่งชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นอีกหรือไม่นั้น นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงในเห็นว่า มนุษย์คนนี้มีสติปัญญาที่จำกัด เสมือนกับกบที่อยู่ในบึง แล้วถามกันเองว่า จะมีสิ่งชีวิตในบึงอื่นๆอีกหรือไม่ ผมรู้สึกชอบจริงๆกับการเปรียบเทียบอย่างนี้เราไม่รู้ว่าใครคือสิ่งมีชีวิต เผ่าพันธุ์แรกของจักวาล เพียงแต่เรารู้ว่า มนุษย์ถูงสร้างขึ้นมาให้มีชีวิตอยู่และดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ วัฏจักรในการสร้างหรือทำให้เกิดขึ้นนั้น คุณจะสังเกตุได้จากบนโลก การสืบพันธุ์ของมนุษย์และสัตว์ทุกชนิด การขยายพันธุ์ของพืช หรือการผลิตออกซิเจนของต้นไม้ ล้วนแต่เป็นหน้าที่ที่ธรรมชาติหมอบบทบาทเหล่านี้ให้เรา

นั้นก็คือกฏแห่งจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลล้วนกลมเกลียวกัน จนก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา การเกิดและการดับ มีขึ้นอยู่ตลอดเวลา มนุษย์มีหน้าที่ที่สำคัญคือ การดำรงอยู่ดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ การสร้างและให้กำเนิดต่อๆกันอย่างไม่รู้จบ

มนุษย์เราต่างใช้ชีวิตกันไปคนละแบบ บางคนอยู่ไปวันๆโดยไม่มีจุดหมาย บางคนมีชีวิตอยู่เพื่อช่วยผู้อื่น บางคนสร้างความชั่วร้าย และเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว จะมีซักกี่คนในโลกใบนี้ที่จะเหมือนหรือใกล้เคียง พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ พระโมฮาเม็ด ท่านโมเสส และศาสดาของศาสนาอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความเสียสละ สร้างความดีงามสร้างความรัก ความเมตตาและสอนการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องแด่เพื่อนมนุษย์

ในเมื่อมนุษย์เราเข้าใจได้แล้วว่า หน้าที่ของเราคือ การมีชีวิตและเป็นผู้สร้างเพื่อดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ คุณก็ควรทำมันในเชิงสร้างสรรค์ สร้างสิ่งดีๆ สร้างความสุข สร้างความรัก สร้างความกลมเกลียวแก่โลกและเพื่อนมนุษย์ และผลของการสร้างนั้น(การกระทำ) มันจะเป็นไปตามงานที่สร้าง(ผลของกรรม) เมื่อมนุษย์สร้างความชั่ว(อาวุธทำลายล้าง) ก็เหมือนกับเชื้อโรคที่คอยทำลายเมล็ดเซลล์(โลก) เมื่อเมล็ดเซลล์ถูกทำลาย มันก็จะตายไปในที่สุด ยิ่งมีเชื้อโรคมากขึ้นเท่าไหร่ ร่างกาย(จักรวาล) ก็อ่อนแอลงเท่านั้น และแล้วหายนะก็จะเกิดขึ้นกับพวกเราเอง…

ผู้เขียนโดย Static James

วันที่ 26 ตุลาคม 53 เวลา 05.14 น.