Inception-ปลูกกับขโมยแตกต่างกันอย่างไร(ตอนที่2)

 

หลังจาก รู้จักการทำงานของสมองกันไปแล้ว เป็นอย่างไรบ้างคะ พอจะเข้าใจไหม (วิชาการล้วน ๆ – -*) ที่แน่ ๆ ก็รู้แล้วว่าสมองของคนเราไม่เคยหยุดทำงาน ไม่ว่าเราจะหลับหรือตื่น ความคิดของเราตอนตื่น มีอิทธิพลมากพอที่จะกำหนดความคิดยามหลับ หรือความฝันได้ ไม่แปลกเลยที่ ว่าทำไมคนที่มีเรื่องกังวลหรือทุกข์ใจหรือมีปัญหา แก้ไม่ตก มักจะฝันร้าย กว่าคนที่อารมณ์ดี ไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับสิ่งใด ซึ่งสิ่งนี้เรากำหนดได้ โดยการควบคุมหรือกำหนด “จิต”ของเราเอง ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนที่สอง ที่เราจะมาทำความรู้จัก จิตของเรากันให้ลึกซึ้งขึ้น ไปกันเลยค่ะ

จิต

เรายังไม่ทราบอย่างแน่นอนว่า จิตของคนมีธรรมชาติอันแท้จริงเป็นอย่างไร? นักวิทยาศาสตร์บางคน จูเลียน ฮักสลีย์ (Julian Hexley) เห็นว่า จิตเป็นพลังงานรูปหนึ่งเรียกว่า พลังจิต (Gsychergy) แต่เจอรัลด์ ไฟน์เบอร์ก (Gerald Feinberg) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเห็นว่า กระแสจิตอาจประกอบด้วย อนุภาคปฐมภูมิ (Elementary particles) บางชนิดที่ยังค้นไม่พบ เขาให้ชื่ออนุภาคปฐมภูมินี้ว่าไมน์ดอน (Mindons) บ้าง ไซคอนส์ (Psychons) บ้าง ตาซิออนส์ (Tachyons) บ้าง และยังสันนิษฐานว่า อนุภาคชนิดนี้เดินทางได้เร็วกว่าแสงศาสนาทุกศาสนายืนยันว่า จิตวิญญาณมีอยู่จริงและมีอยู่ในฐานะเป็นตัวตนแท้ (อัตตา) ของคนสิงสถิตอยู่ภายในร่างกาย จิตวิญญาณเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย แม้ร่างกายถึงคราวแตกสลายลง จิตวิญญาณ จะยังคงอยู่ในรูปใดรูปหนึ่ง

จิตตามหลักศาสนาฮินดู

ในศาสนาฮินดู มีความเชื่อว่าคนเราประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญซ้อนกันอยู่ 7 ชั้นด้วยกัน นับตั้งแต่ชั้นในสุดถึงชั้นนอกสุด ดังนี้

  1. อาตมัน หรือ วิญญาณ เป็นอมตภาพ เป็นตัวตนแท้ของคน เป็นแกนกลางของชีวิต และอาตมันนี้โดยเนื้อแท้แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพรหมัน คือ วิญญาณสากล
  2. จิต เป็นผู้ทำหน้าที่ออกคำสั่ง บังคับบัญชากิจการทุกอย่างในชีวิต
  3. ปัญญา หมายถึง มโนธรรม หรือความรู้สึกผิด ชอบ ชั่ว ดี
  4. สัญญา หมายถึง การรับรู้ทางทวารทั้ง 5 และความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดจากการรับรู้นั้น
  5. ปราณ หมายถึง ลมหายใจ คนโบราณแทบทุกชาติเชื่อว่าลมหายใจเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของชีวิต
  6. เจตภูต หมายถึง ร่างทิพย์ (Adytsl body) ซึ่งซ้อนอยู่ภายในกายเนื้อนี้ เวลาตายร่างทิพย์จะเคลื่อนออกจากร่างและอาจปรากฎตัวให้คนเห็นได้เป็นครั้งคราว
  7. กาย หมายถึง สรีระร่างกายอันเป็นวัตถุที่หยาบที่อยู่ชั้นนอกสุด

อาตมันตามหลักศาสนาฮินดูเป็นสิ่งหนึ่งต่างหากที่อาศัยอยู่ในกาย แต่เป็นอิสระจากร่างกาย เวลาคนตายลง จิตจะออกจาก ร่างไป เกิดใหม่ในร่างอื่น อาตมันเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย อาตมันในชาติปัจจุบัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว กับ อาตมันในอดีตชาติ และ อาตมันในชาติอนาคต

จิตตามหลักศาสนาพุทธ

ทางพุทธศาสนาถือว่า คนเราประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ

นามรูป นาม หมายถึง ส่วนที่เรียกว่า “จิต” เป็นสิ่งนามธรรม ไม่มีรูปร่างตัวตน (อสรีรํ) อาศัยอยู่ในถ้ำคือกายนี้ (คูหาสยํ) มีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ

(วิญญาณ) รับรู้อารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มโน
(สัญญา) จำอารมณ์ได้
(สังขาร) คิดเกี่ยวกับอารมณ์นั้น
(เวทนา) เกิดความรู้สึกสุขทุกข์หรือกลาง ๆ เกี่ยวกับอารมณ์นั้น ๆ

รูป หมายถึง ส่วนรูปธรรม ประกอบด้วยธาตุดิน (ของแข็ง) ธาตุน้ำ (ของเหลว) ธาตุลม (แก๊ส) และธาตุไฟ (พลาสม่า)

รูปกับนามต้องอาศัยกันอย่างใกล้ชิด ขาดเสียแต่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นอกจากจะไปเกิดในบางภพเท่านั้น (อรูปภพ-มีแต่นามไม่มีรูป)
จิตในทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นดวง ๆ ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบ กระทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ดับไป แต่แล้วก็เกิดขึ้นอีก เกิดดับสลับกันไป อย่างรวดเร็วจนดูเป็นจิตดวงเดียวอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนดวงไฟฟ้าที่เราเห็น เป็นไฟดวงเดียวตลอดเวลานั้น ความจริงสว่างแล้วดับติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ววินาทีละ 50 ครั้ง

แดนทั้ง 3 ของจิต ตามหลักพุทธศาสนา จิตทำงานอยู่ใน 3 แดน คือ

  1. แดนปัญจทวาร หมายถึง จิตตื่นจากภวังค์ออกมารับอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อจิตรับอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 จิตจะอยู่ในภาวะตื่นตัวเต็มที่ เรียกว่า “วิถีจิต”
  2. แดนมโนทวาร หมายถึง จิตตื่นจากภวังค์ขึ้นสู่วิถี แต่ไม่ออกมารับอารมณ์ภายนอก หันเข้ากลับรับอารมณ์ภายในที่เรียกว่า ธรรมารมณ์ ซึ่งได้แก่ บรรดามโนภาพและจินตภาพต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในมโนทวาร จิตทำงานอยู่ในแดนมโนทวาร ในขณะที่คนกำลังคิดถึงอดีตหรือคิดอย่างลึกซึ้งหรือในขณะทำสมาธิ
  3. แดนภวังค์ หมายถึง จิตที่นอนนิ่งอยู่ในฐานเดิมของตนที่ศูนย์กลางของสมอง เป็นจิตกำลังอ่อนไม่ขึ้นสู่ วิถีรับรู้ อารมณ์ภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ก็เกิดดับรับอารมณ์ภายในของตนเองอยู่เป็นปกติ อารมณ์ภายในของจิตในแดนภวังค์ ท่านว่าได้แก่ พลังกรรม ที่ก่อให้ เกิดกรรมนิมิตและคตินิมิต (เพราะจิตจะอยู่โดยไม่มีอารมณ์ใด ๆ ไม่ได้) ในขณะที่คนนอนหลับสนิทโดยไม่ฝัน หรือในขณะสลบ จิตจะอยู่ในแดนภวังค์

จิต หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด
การทำงานของจิตใจ เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับจิตสำนึก (consciousness) ซึ่งมีอยู่ 4 ระดับ

  1. จิตสำนึก (conscious)
  2. จิตใต้สำนึก (sub-conscious)
  3. จิตไร้สำนึก (unconscious)
  4. จิตเหนือสำนึก (supra-conscious)

1. จิตสำนึก คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมาดูโลก ถูกบันทึกไว้ในสำนึก และมีเพียง 10% เท่านั้นที่เราสามารถจำได้ การทำงานของสำนึก มีกฎอยู่ 2 ข้อ คือ

1.1. กฎแห่งอิสระภาพ คือมันสามารถคิดอะไรก็ได้ อย่างอิสระ เช่นมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน

1.2. กฎของการเลือก จิตใจสามารถเลือกสิ่งที่มันชอบได้ และจะสนใจเฉพาะสิ่งนั้น ซึ่งมันจะทำงานเหมือนกับตรรกะ คือมีเหตุมีผล

2. จิตใต้สำนึก มันอยู่ลึกกว่าจิตสำนึก แต่อาจจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนในบางครั้ง เช่นในขณะที่เรากำลังอาบน้ำ ผ่อนคลาย หรือขับรถอยู่บนถนนเปลี่ยวโดยลำพัง เราอาจคิดว่า เราเคยเห็นอะไรหรือเคยทำอะไรมาก่อน

การเปลี่ยนจิตใต้สำนึก

บางครั้งจิตใต้สำนึก สามารถทำให้เราทำในสิ่งที่จิตสำนึกไม่อยากจะทำ บัดนี้เราได้ค้นพบว่า การฝึกสมาธิเป็นการขจัดความโกรธ ซึ่งได้ผลดี เป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำไมเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ อะไรเกิดขึ้น? จิตสำนึก ต้องการที่จะควบคุมให้ได้ แต่สิ่งที่สะสมไว้ในจิตใต้สำนึกนั้น มันตรงกันข้าม ดังนั้นจิตใต้สำนึกทำให้เราโมโห จิตใต้สำนึก เป็นแหล่งที่มีพลังมาก ซึ่งมันถูกควบคุมโดยกฎ 2 ข้อ คือ

1. กฎของการยอมรับ มันจะยอมรับทุกอย่างที่เราพูด มันเหมือนกับบ่าวที่เชื่อง ไม่เคยเถียง

2. กฎแห่งสัจจะ มันจะเก็บทุกอย่างไว้ จิตใต้สำนึกมันจะไม่คิด ไม่เถียง ไม่ต้องมีตรรกะ (เหตุผล) แล้วมันทำอะไร มันทำงานที่ทุกอย่างจะถูกพิมพ์ไว้ในจิตใต้สำนึก และทำงานคล้ายบ่าวที่เชื่อง ถ้าต้องการเปลี่ยนจิตใต้สำนึก เราต้องติดต่อกับมัน โดยผ่านสภาวะที่ผ่อนคลายและสมาธิ เราจะเข้าไปพิมพ์ทุกสิ่งที่คิด พูด จะถูกพิมพ์ไว้ ถ้าเราไม่เข้าใจกฎนี้ เราจะพิมพ์สิ่งที่ผิดๆ เข้าไปในจิตใต้สำนึก มีตัวอย่าง

มีชายหนุ่มคนหนึ่งเขาต้องการเป็นเศรษฐี เขาต้องการอยู่ท่ามกลางเงินสด ต่อมาเขาได้เป็นพนักงานเก็บเงินในธนาคาร
หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร กล่าวว่าฉันต้องการเล่นกับเด็กๆ และอยู่ร่วมกับพวกเขา ต่อมาเธอได้เป็นครู

ทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายที่เกี่ยวกับจิตสำนึกที่ถูกพิมพ์โดยคำพูด และในอนาคตก็ส่งผลให้เป็นจริงขึ้นมาได้ จิตสำนึกจะไม่เข้าใจ ภาษาที่ซับซ้อน มันคล้ายๆ กับแรงงานที่ไร้การศึกษา พูดคำง่ายๆ และเป็นไปในทางบวก

3. จิตไร้สำนึก จะอยู่ลึกกว่าจิตใต้สำนึก จะไม่แสดงออกเป็นสำนึก แต่จะเป็นเรื่องราวของอดีตชาติ จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก จะควบคุมจิตสำนึก บ่อยครั้งเรามีประสบการณ์ว่า เราต้องกระทำบางสิ่ง แต่เราไม่สามารถทำได้ ซึ่งเกิดจากจิตใต้สำนึก ที่ดึงเรากลับ จากการเดินไปข้างหน้า ดังเช่น บางคนไม่เคยตื่นตอนตี 4 แต่มีวันหนึ่งจำเป็นต้องตื่นเพื่อให้ทันรถไฟ หรือเที่ยวบิน เขาปลุก นาฬิกา ตี 3 แต่เขากลับตื่นสาย อะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่นาฬิกาก็ปลุก แต่เขาปิดมันและนอนต่อ นี่เป็น เพราะอิทธิพลของ จิตใต้สำนึก นั้นเอง

4. จิตเหนือสำนึก เป็นชั้นที่อยู่ลึกที่สุด ไม่มีขีดจำกัด และมีการสร้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันคล้ายๆ กับการหลับไหล ของนางฟ้าจิต เหนือสำนึก จะไม่ถูกปลุกได้โดยง่าย มีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่จะปลุกได้ ในขณะที่ 99% ของจิตสำนึกและจิตสลบถูกปลุกได้ มีน้อยคนที่จะปลุกจิตเหนือสำนึกได้ ดังเช่น คานธี บราห์มาบาบา ในการฝึกสมาธิที่ลึก ๆ จนสามารถลืมร่างกายทั้งหมด ซึ่งไม่ง่าย แต่ถ้าฝึกเป็นประจำ เราจะสามารถอยู่เหนือจิตและโลกได้

ขั้นตอนในการฝึก ถ้าเราต้องการจัดการกับสภาพจิตใจอย่างเหมาะสม ต้องอาศัย ความเข้าใจใน 4 ขั้นตอนคือ

1. การตระหนักรู้ ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความตระหนักรู้ เราจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก มีคำกล่าว ว่า “จับความคิดของท่านก่อนที่มันจะกลายเป็นความรู้สึก และจับความรู้สึกของท่านก่อนที่มันจะกลายเป็นอารมณ์” การที่จะจับความคิดได้ ต้องมีการฝึกฝน

2. ความเข้าใจ คือการเข้าใจว่าความเป็นจริงอะไรเกิดขึ้น เช่น ทำไมฉันต้องอิจฉาคนนั้น รู้สึกมีช่องว่าง มีความโกรธ รู้สึกไม่ปลอดภัย ฯลฯ ถ้าเราเข้าใจ เราสามารถเข้าไปแก้ตรงรากฐาน

3. การวิเคราะห์ ให้วิเคราะห์ว่า ทำไมฉันจึงรู้สึกในทางลบ

4. การยอมรับ เป็นการยอมรับ ที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นลบได้ ดังนั้นถ้าฉันถามบางคนว่า เขาต้องการเปลี่ยน และจัดการกับ สภาพจิตใจ ของเขาไหม เขามักจะตอบว่า “ไม่” ทั้งที่ความเป็นจริง เรามีความจำเป็น ที่จะต้องจัดการ กับสภาพจิตใจ ของเรา เพื่อที่จะให้อยู่ใน สภาวะที่สมบูรณ์ เราจำเป็นต้อง ตระหนักรู้ เพื่อที่จะฝึกฝน ต่อไป เราจะต้องให้ ตัวเองได้อยู่ใน โลกปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ควรปล่อยตัวเอง อยู่ในอดีต และอนาคตมากเกินไป เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง มีคำกล่าวว่า อดีตเหมือนกับ เช็คที่ถูก ยกเลิก และอนาคตเหมือนกับ บันทึกสัญญา ที่เอาไปเบิกเป็นเงินไม่ได้ ดังนั้นปัจจุบันคือ เงินสดที่คุณ ต้องใช้มัน อย่างฉลาด มีคำกล่าวที่สวยงามว่า อดีตเป็นประวัติศาสตร์ อนาคตเป็นความลึกลับ และปัจจุบันเป็นของขวัญ

สิ่งสำคัญคือให้เข้าใจและรู้สึกว่า ฉันเป็นหนึ่งในโลกที่มีแนวคิดเชิงบวก ฉันจะใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ มากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอก เราสามารถพักจิตใจของเรา แม้นแต่การนอนหลับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่แท้จริง ถ้าจิตยังทำงานอยู่ เราต้องทำจิตของเราให้นิ่ง เอาใจใส่ต่อความคิด และไม่แสดงปฏิกริยาโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เราเห็น สายตาของเรา ต้องเหมือนกับ กล้องถ่ายภาพ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความคิด ต้องมีความสมดุล เราจะรู้สึกสงบ และมีความสุขในชีวิต
ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราเอาใจใส่สังเกตดูการกระทำของจิตอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นได้ว่า จิตของเราทำงานอยู่ในสภาพ 8 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

1. จิตดับ (ภวังคจิต) Unconscious mind ตรงกับ จิตไร้สำนึก (unconscious)
2. จิตฝัน Dreaming mind ตรงกับ จิตใต้สำนึก (subconscious)
3. จิตตื่น (วิถีจิต) Conscious mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
4. จิตลอย Drifting mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
5. จิตคิด Thinking mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
6. จิตนิ่ง Concentrating mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious)
7. จิตทำงาน (มโนมยิทธิ) Psychokinetic mind ตรงกับ จิตเหนือสำนึก (superconscious)
8. จิตอภิญญา Extrasensorily Perceiving mind (ESP) ตรงกับ จิตเหนือสำนึก (superconscious)

ปฏิสนธิจิต คือการเกิดใหม่ของจิต ตามวิบากผลกรรม เป็นการเกิดใหม่ของจิต ตามแรงผลักดัน ของกรรมที่สืบทอด ต่อจากจุติจิต ส่งไปสู่ปฏิสนธิจิต สภาพของจิตจะด ีหรือไม่จึงอยู่ที่ กระทำทางกาย วาจา และเจตนา ที่เคยปฏิบัติมาในอดีต
การเกิดดับของจิต หรือวิญญาณในแต่ละขณะจิต ทำให้เกิดภวังคจิต คือ อารมณ์เก่าที่จิต เก็บประทับไว้ในใจ และเกิดอาวัชชนจิต คือจิตที่รับอารมณ์ใหม่, จิตมีการเกิดดับต่อเนื่องรวดเร็วมาก ขณะจิตแต่ละอารมณ์ มีอิทธิพลต่อจิตที่ปฏิสนธิใหม่อยู่ตลอดเวลา และมีการสั่งสมอารมณ์เก่า ที่เกิดขึ้นไว้ในจิตจนเกิดสันดาน คือ การรับรู้อารมณ์นั้น บ่อยจนจิต มีความหวั่นไหว ต่อลักษณะ อารมณ์ นั้น จนเป็นลักษณะอารมณ์ ประจำตัว การเกิดดับของจิต หรือวิญญาณ เป็นการกระทำ ที่มีแรงผลักดันจากเจตนา ภวังคจิตจึงเป็น เหตุปัจจัย ให้เกิดจิตอารมณ์ใหม่ได้ การกระทำทั้งทางกาย และวาจา สำเร็จมาจากจิตเป็นใหญ่ในการบงการ การกระทำทุก รูปแบบ จึงไปประทับสั่งสมไว้ในการรับรู้ของจิตเรียกว่า การสั่งสม

ปฏิจจสมุปปาท ซึ่งมีความหมายว่า สภาพทั้งหลายอาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์ประกอบ 12 ข้อ คือ
เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) จึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
สังขาร (การปรุงแต่งอารมณ์) จึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย
วิญญาณ (การรับรู้สมบูรณ์) จึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
สฬายตนะ (การรับรู้) จึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
ผัสสะ (การสัมผัสการรับรู้) จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
เวทนา (การเสวยอารมณ์) จึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
ตัณหา (ความทยาน อยาก) จึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
อุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์) จึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ภพ (ภาวะ) จึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย
ชาติ (การเกิดของอารมณ์) จึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรามรณะ (การแก่ตาย) จึงมี เพราะชรามรณะเป็นปัจจัย
โสกปริเทวทุกขโทมนสสุปายาสา สมภวนติ (ความทุกข์โศกเศร้าเสียใจ) จึงมี ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งปวงนี้จึงมีด้วยประการฉะนี้

กลไกของจิตตามหลักอภิธรรม และตัวอย่างการทำงานของจิตขณะกินมะม่วง (Mechanism)

เมื่อมีสิ่งมากระทบกับทวารทั้งห้า อารมณ์ที่เป็นพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นภวังคจิต (จิตตอนหลับ)
– อดีตภวังคะ คือตอนที่ภวังคจิตถูกอารมณ์กระทบครั้งแรก (ตอนตื่นจากหลับ)
– ภวังคจลนะ คือตอนที่ภวังคจิตเริ่มเคลื่อนไหว (ตอนงัวเงียหลังจากตื่น)
– ภวังคปัจเฉทะ คืออาการไหวตัวของภวังคจิตสิ้นสุด (ตอนตาสว่างหายงัวเงีย)
– อาวัชชนะ คือตอนที่จิตพุ่งไปรับอารมณ์ (ตอนหันไปมองทางเสียงมะม่วงตก)
– ปัญจวิญญาณ คือตอนที่จิตรับรู้ชนิดและลักษณะของอารมณ์ (ตอนที่รู้ว่าเป็นมะม่วง)
– สัมปฏิจฉันนะ คือตอนที่จิตเป็นวิบากเข้ารับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ (ตอนลุกไปเก็บมะม่วง)
– สันตีรณะ คือตอนที่จิตเป็นวิบากตรวจตราอารมณ์ (ตอนที่ตรวจดูและรู้ว่ามะม่วงสุก)
– โวฏฐัพพนะ คือตอนที่จิตตัดสินอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดี (ตอนที่หยิบมะม่วงมากิน)
– ชวนะ คือตอนที่จิตเสวยผลการตัดสินเจ็ดขณะ (ตอนที่เคี้ยวมะม่วงให้แหลก)
– ตทาลัมพณะ คือตอนที่จิตรับเอาผลการตัดสินมาเสวยต่อจากชวนะอีกสองขณะ (ตอนที่กลืนมะม่วงที่เคี้ยวแหลกแล้ว)หลังจากนั้นจิตจะกลับเข้าสู่ภวังค์ตามเดิม รออารมณ์อื่นมา กระทบแล้ว จะขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์เช่นนี้อีกวนเวียนไปเรื่อยๆ

หมายเหตุ

จิตที่อยู่ในสภาวะภวังคจิตแต่ทำหน้าที่เป็น จุติจิต เป็นจิตดวงสุดท้ายในขณะที่ตาย และ ปฏิสนธิจิต เป็นจิตดวงแรก ที่เกิดขึ้นในภพใหม่ด้วยพลังกรรมนิมิตและคตินิมิตร

อารมณ์ (อาเวค = emotion) หมายถึงภาวะกระทบกระเทือนใจ เช่น โกรธ, กลัว, ดีใจ, ใคร่, ขำ, รัก มีนิยามต่างจาก อารมณ์ (อาลัมพณะ) ในเชิงศาสนาพุทธ ซึ่งจะหมายถึง สิ่งที่จิตรับรู้ โดยอาศัยทวารได้แก่

1. ตารับรู้รูป
2. หูหรับรู้เสียง
3. จมูกรับรู้กลิ่น
4. ลิ้นรับรู้รส
5. กายรับรู้การสัมผัส
6. สมองรับรู้มโนภาพ

สิ่งสำคัญคือให้เข้าใจและรู้สึกว่า ฉันเป็นหนึ่งในโลกที่มีแนวคิดเชิงบวก ฉันจะใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ มากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอก เราสามารถพักจิตใจของเรา แม้นแต่การนอนหลับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่แท้จริง ถ้าจิตยังทำงานอยู่ เราต้องทำจิตของเราให้นิ่ง เอาใจใส่ต่อความคิด และไม่แสดงปฏิกริยาโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เราเห็น สายตาของเราต้องเหมือนกับกล้องถ่ายภาพ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความคิด ต้องมีความสมดุล เราจะรู้สึกสงบ และมีความสุขในชีวิต
ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราเอาใจใส่สังเกตดูการกระทำของจิตอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นได้ว่า จิตของเราทำงานอยู่ในสภาพ 8 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. จิตดับ (ภวังคจิต) Unconscious mind ตรงกับ จิตไร้สำนึก (unconscious)
  2. จิตฝัน Dreaming mind ตรงกับ จิตใต้สำนึก (subconscious) อยู่ในระหว่างระดับจิตไร้สำนึกและกึ่งสำนึก มีสิ่งเร้าเล็ดลอดมากระตุ้นจิตไร้สำนึกผ่านทวารต่างๆได้ แล้วจิตเกิดตื่นขึ้นในแดนไร้สำนึก แต่ร่างกายยังอยู่ในสภาวะหลับ จิตจะเล่นไปตามมโนภาพของความทรงจำที่ฝังอยู่ ซึ่งบางครั้งจะกระตุ้นให้สมองทำงานและสั่งอวัยวะอื่นทำงานโดยที่ยังไม่รู้สึกตัว เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “การละเมอ” แต่ถ้าสิ่งเร้ากระตุ้นแรงขึ้น จิตก็อาจจะเคลื่อนไปสู่แดนสำนึก ทำให้คนเราตื่นจากภาวะหลับ ในบางครั้งจิตเป็นอิสระจากมิติแห่งกาลเวลา เราก็จะสามารถฝันถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้
  3. จิตตื่น (วิถีจิต) Conscious mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious) จิตที่เคลื่อนมาอยู่บริเวณทวารทั้งห้า(ปัญจทวาร) และ มโนทวาร จิตจะอยู่ในวิถีที่รับอารมณ์ภายนอกผ่านปัญจทวารบ้าง ถ้าไม่มีอารมณ์เหล่านั้นมากระทบ จิตก็จะหันไปรับธรรมารมณ์เก่าๆ จากมโนทวารบ้าง แต่ถ้าจิตเพลินกับธรรมารมณ์ต่างๆจนไม่ยอมรับอารมณ์ที่ผ่านทางปัญจทวาร ก็จะเกิดอาการ “ใจลอย” หรือ “ฝันกลางวัน” เป็นลักษณะจิตลอย
  4. จิตลอย Drifting mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious) จิตลอยอยู่ในแดนสำนึก รับรู้อารมณ์ที่ผ่านมาทางปัญจทวารอย่างไม่เลือก ไม่มีระเบียบ ไม่ตั้งใจ ไม่มีจุดหมาย อารมณ์ใดปรากฏทางทวารใด ก็รับรู้ เมื่อมีอารมณ์อื่นกระทบทวารอื่นหรือทวารเดิม ก็หันไปรับรู้อารมณ์ทางทวารนั้นต่อไป ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ เมื่อมีการควบคุม จิตจะเปลี่ยนไปอยู่ในสถานะ จิตคิด
  5. จิตคิด Thinking mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious) จิตจะรับรู้อารมณ์จำนวนจำกัดเท่าที่จำเป็นชุดหนึ่งอย่างตั้งใจและมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน มีการควบคุมให้จิตดำเนินไปตามทางที่แน่นอน มีการเลือกสรรและจำกัดจำนวนอารมณ์ มีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า การคิดมีแบบต่างๆดังต่อไปนี้ก.คิดตาม เช่นตอนดูหนัง ที่เรารับรู้เหตุการณ์ที่ปรากฏตามลำดับ
    ข.คิดค้น เริ่มเมื่อเราเริ่มคิดว่า อะไร ใคร ที่ไหน เท่าใด อย่างไร เป็นต้น
    ค.คิดสร้าง คือจิตที่พยามยามสร้างจินตภาพต่างๆขึ้นมา
    – คิดสร้างตาม อาศัยเค้าโครงของสิ่งที่เคยรับรู้มา แล้วนำมาคิดทบทวนจนเกิดความเข้าใจ
    – คิดสร้างด้วยตัวเอง คิดสร้างจินตภาพใหม่โดยใช้จินตภาพเก่าๆเป็นเครื่องมือ สร้างสรรสิ่งใหม่ๆ
    ง.คิดหาเหตุ เมื่อมีประสบกับผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
    จ.คิดหาผล คือคิดคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อทราบเหตุและปัจจัย
    ฉ.คิดวิเคราะห์ คือการคิดแยกแยะหาส่วนประกอบต่างๆอย่างละเอียด
    ช.คิดสังเคราะห์ คือการคิดหาลักษณะร่วมของสิ่งต่างๆ แล้วรวมเป็นหมวดหมู่
    ซ.คิดเปรียบเทียบ คือการเอาลักษณะของสิ่งตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปมาเทียบกัน
    ฌ.คิดตัดสิน คือการคิดเลือกสิ่งที่ถูกพิจารณามาจากการคิดอื่นๆแล้ว
  6. จิตนิ่ง Concentrating mind ตรงกับ จิตสำนึก (conscious) ป็นจิตที่อยู่ในแดนสำนึก เน้นมากกว่าจิตคิด เนื่องจากบังคับให้รับรู้เพียงอารมณ์เดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ จิตจะอยู่ในสถานะจิตลอย ซึ่งบังคับให้อยู่ในสถานะจิตนิ่งได้ยาก การบังคับให้จิตอยู่ในสถานะนี้จึงต้องทำสมาธิ หรือทำสมถะ
  7. จิตทำงาน (มโนมยิทธิ) Psychokinetic mind ตรงกับ จิตเหนือสำนึก (superconscious) การใช้พลังจิตทำงานโดยตรง ทางพุทธศาสนาคือ มโนมยิทธิ
  8. จิตอภิญญา Extrasensorily Perceiving mind (ESP) ตรงกับ จิตเหนือสำนึก (superconscious) ถูกอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือชื่อ ทิพยอำนาจของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) ตั้งแต่ลักษณะธรรมชาติของจิตตั้งแต่ทำสมาธิขั้นแรกจนถึงหลุดพ้นทุกขั้นญาณ โดยมีผลพลอยได้เป็น ทิพยจักขุ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ อนาคตังสญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นต้น

ปฏิสนธิจิต คือการเกิดใหม่ของจิต ตามวิบากผลกรรม เป็นการเกิดใหม่ของจิต ตามแรงผลักดัน ของกรรมที่สืบทอด ต่อจากจุติจิต ส่งไปสู่ปฏิสนธิจิต สภาพของจิตจะด ีหรือไม่จึงอยู่ที่ กระทำทางกาย วาจา และเจตนา ที่เคยปฏิบัติมาในอดีต
การเกิดดับของจิต หรือวิญญาณในแต่ละขณะจิต ทำให้เกิดภวังคจิต คือ อารมณ์เก่าที่จิต เก็บประทับไว้ในใจ และเกิดอาวัชชนจิต คือจิตที่รับอารมณ์ใหม่, จิตมีการเกิดดับต่อเนื่องรวดเร็วมาก ขณะจิตแต่ละอารมณ์ มีอิทธิพลต่อจิตที่ปฏิสนธิใหม่อยู่ตลอดเวลา และมีการสั่งสมอารมณ์เก่า ที่เกิดขึ้นไว้ในจิตจนเกิดสันดาน คือ การรับรู้อารมณ์นั้น บ่อยจนจิต มีความหวั่นไหว ต่อลักษณะ อารมณ์ นั้น จนเป็นลักษณะอารมณ์ ประจำตัว การเกิดดับของจิต หรือวิญญาณ เป็นการกระทำ ที่มีแรงผลักดันจากเจตนา ภวังคจิตจึงเป็น เหตุปัจจัย ให้เกิดจิตอารมณ์ใหม่ได้ การกระทำทั้งทางกาย และวาจา สำเร็จมาจากจิตเป็นใหญ่ในการบงการ การกระทำทุก รูปแบบ จึงไปประทับสั่งสมไว้ในการรับรู้ของจิตเรียกว่า การสั่งสม

ปฏิจจสมุปปาท ซึ่งมีความหมายว่า สภาพทั้งหลายอาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์ประกอบ 12 ข้อ คือ
เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) จึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
สังขาร (การปรุงแต่งอารมณ์) จึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย
วิญญาณ (การรับรู้สมบูรณ์) จึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
สฬายตนะ (การรับรู้) จึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
ผัสสะ (การสัมผัสการรับรู้) จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
เวทนา (การเสวยอารมณ์) จึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
ตัณหา (ความทยาน อยาก) จึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
อุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์) จึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ภพ (ภาวะ) จึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย
ชาติ (การเกิดของอารมณ์) จึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรามรณะ (การแก่ตาย) จึงมี เพราะชรามรณะเป็นปัจจัย
โสกปริเทวทุกขโทมนสสุปายาสา สมภวนติ (ความทุกข์โศกเศร้าเสียใจ) จึงมี ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งปวงนี้จึงมีด้วยประการฉะนี้

//

เป็นอย่างไรบ้างคะ มึนกันบ้างไหม ฮ่าๆๆ เรื่องของจิตถ้าเราฝึก บ่อย ๆ รับรองท่านจะมีพลัง ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไปได้ ตามปราถนา นี่เป็นความลับที่ คนที่ประสบความสัเร็จ ระดับต้น ๆของโลก ค้นพบกันมาแล้ว บางท่านค้นพบโดยไม่รู้ตัว และนำมันมาใช้แบบไม่รู้ตัว แต่ก็ประสบความสำเร็จกันทุกคน เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่พระพุทธศาสนาเรา ค้นพบมากว่า 2500 กว่าปีแล้ว และเราซึ่งเป็นพุทธมามะกะ กลับละเลย หลงลืมกันไป ยังไม่สายค่ะ เริ่มต้น ปฏิบัติศึกษาตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้แก่เฒ่าชแลแก่ชรา ถึงศึกษาธรรมะ เราว่านะมันอาจจะสายไปแล้วก็ได้นะ ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน เป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยงค่ะ หาหนทางปลดทุกข์กันให้ได้ แล้วความสุขก็จะกลับมาเป็นของท่านอีกครั้ง อย่างแน่นอน  ..

สำหรับวันนี้สวัสดีก่อน ค่ะ ตอนหน้าเราจะโยงเรื่อง การปลูกความคิด ลงไปในพื้นที่สมองหรือ inception กับเรืองอื่น ๆค่ะ เช่นเรืองที่ถนัดก็คือ การเมืองเรื่อง..เหม็น ๆที่คนไทยยังเอือมระอา แต่คงไม่สามารถตัดออกจากชีวิตได้ ในเมื่อตัดออกจากชีวิตไม่ได้ ก็ไม่ต้องตัดค่ะ ใช้ชีวิตอยู่กับมัน โอบกอดมันเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง โอ้ว์การเมืองเพื่อนรัก ตอนหน้ามาล้วงความลับ ลวง พราง เพื่อนคนนี้ กันค่ะ อิอิ ^^

Inception-ปลูกกับขโมยแตกต่างกันอย่างไร?

อึ้ง ทึ่ง เสียว !

สามความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ ภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นจอสีดำสนิทหลังจากนั้นคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาจากสมองส่วนหน้าว่าตกลง Totem ลูกข่างของพระเอก

จะล้มหรือไม่ล้ม ?

Inception หรือชื่อไทยว่าจิตพิฆาตโลก ตอนที่ฉันได้ยินชื่อไทยครั้งแรกโดยที่ยังไม่ได้สนใจจะดูเนื้อหาหรือเทลเลอร์ ฉันนึกว่าหนังเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น เป็นหนังเกี่ยวกับ การกู้โลก จากการทำลายล้างของอะไรสักอย่าง เหมือน ๆกับที่หนังในศตวรรต ที่ 20 ทำกันออกมามากมาย พลอตเรื่องก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ นี่เป็นการตัดสินหนังเรื่องหนึ่ง จากใบปิดโดยแท้จริง

หลังจากตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ ดูโดยที่ไม่ต้องรู้เนื้อหาก่อนว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร ดูโดยไม่พยายามอ่านบทสปอยหนังของคนที่ดูมาก่อนแล้ว เพราะฉันมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า เราจะไปดูหนังสนุกได้อย่างไร ถ้าเรารู้ เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบหมดแล้ว(- -*)

แล้วตอนนี้ ณ ขณะที่ฉันกำลังเขียนบล็อก อยู่นี่ คือหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบมา 2 วันแล้วหนัง inception ติดอยู่ในสมองจนแงะไม่ออก และคงจะรู้สึกอึดอัดเหมือน ท้องผูก ไข้ขึ้น ถ้าไม่ได้ระบายความคิดมันออกมา ฉันรู้ว่าบทความเรื่องนี้ อาจจะนำไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการอะไรกับใครที่ไหนอย่างไร ไม่ได้ แต่แค่อยากเขียนคงไม่ผิด ชิมิเคอะ ( eiei) 

ก่อนอื่น(สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้)อยากเล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้ฟังก่อน คือหนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่อง 2 อย่างคือ ความคิดที่เป็นความฝันเวลาหลับ และความฝันที่เป็นความคิดเวลาตื่น จบ..อยากรู้เป็นอย่างไรหาเวลาไปดูเองค่ะ ฮ่าฮ่า

เรื่องที่เราอยากจะเขียนถึงก็คือ ประเด็นของหนังเรื่องนี้ ประเด็นที่ว่า ความคิดของคนเราขโมยกันได้ และในเมื่อขโมยมันออกมาจากสมองได้ เราก็สามารถฝังหรือปลูกความคิดลงไปในสมองได้ด้วยเช่นกัน เรื่องนี้ เราสามารถเอาไปโยงได้กับทุกศาสตร์บนโลกนี้ ทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ จิตศาสตร์ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ (o-O)

inception หมายถึง การเริ่มแรก,เพิ่งเริ่ม มีความหมายเดียวกับ beginning  ความนัยแฝงในหนังอาจจะหมายถึงทุกอย่างที่ประกอบเราขึ้นมาเป็นชีวิตของเรา เริ่มต้นมาจากความคิดหรือจิตของคนเรานี่เอง ชีวิตเราจะเดินไปทางไหน จะดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับความคิดหรือจิตใจของเราทั้งสิ้น

น่าแปลกว่าเราใช้สมองในการประดิษฐ์ความคิดต่างๆ ขึ้นมาทั้งดี ทั้งร้าย แต่เรากลับไปให้ความสำคัญกับจิตใจ ดูอย่างการปรุงแต่งความรู้สึกต่าง ๆ ทั้ง รัก โลภ โกรธ หลง เราปรุงแต่งมันขึ้นมาจากสมอง แต่เวลาพูดเรากลับพูดว่า ใจรักของฉันมีให้เธอคนเดียว , คนคนนั้นมีจิตใจละโมบอยากได้ของคนอื่น , ใจที่โกรธจะทำให้เราเป็นทุกข์ , เขาเป็นคนหลายใจลุ่มหลงแต่คนสวยงาม เป็นต้น เรื่องของสมองกับจิต+ใจนั้น ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ถึงแม้จะเป็นคนละส่วน แต่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ถ้าจะแยกคำสองคำนี้ออกจากกัน คือ สมอง-จิต เราต้องทำความรู้จักกับ คำสองคำนี้ให้เข้าใจโดยละเอียดก่อน ถ้างั้นเรามาดูการทำงานของ 2 สิ่งนี้กันดีกว่านะคะ

สมอง

สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย มีหน้าที่เกี่ยวกับ การจดจำการคิด และความรู้สึกต่างๆ สมอง ประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัว ถึง 12 พันล้านตัว แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่า แอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite) สำหรับให้ กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical) แล่นผ่านถึงกัน การที่เราจะคิด หรือจดจำสิ่งต่างๆนั้น เกิดจากการเชื่อมต่อของ กระแสไฟฟ้า ใน สมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือ คนที่สามารถใช้ กำลังไฟฟ้า ได้เต็มที่โครงสร้างของสมอง ออกเป็น 3 ส่วนตามวิวัฒนาการของสมอง

สมอง ส่วนแรก อาร์เบรน (R-brian) หรือ เรปทิเลียนเบรน (Reptilian brain) แปลว่ามาจาก สัตว์เลื้อยคลาน หรือ สมอง สัตว์ชั้นต่ำ ซึ่ง ดร.ไพรบรัม แนะนำว่า เราควรจะเรียก เรปทิเลียนเบรน หรือ สมอง ของ สัตว์เลื้อยคลาน ว่า คอร์เบรน (Core brain) หรือแกนหลัก ของ สมอง คือ สมอง ที่อยู่ที่ แกนสมอง หรือ ก้านสมอง นั่นเอง มีหน้าที่ ขั้นพื้นฐาน ที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับ การเต้นของหัวใจ การหายใจ ทําหน้าที่ เกี่ยวกับ ประสาทสัมผัส และสั่งงานให้ กล้ามเนื้อ มีการเคลื่อนไหว สมอง ส่วนนี้ยังรับ และเก็บข้อมูล เกี่ยวกับ การเรียนรู้ จาก สมอง หรือ ระบบประสาท ส่วนถัดไป และทําให้เกิดเป็น ระบบตอบโต้อัตโนมัติ ขึ้นทําให้เรามี ปฏิกิริยาอย่างง่ายๆ ปราศจาก อารมณ์ ปราศจาก เหตุผล เช่น สัญชาตญาณ การมีชีวิตอยู่เพื่อ ความอยู่รอด ความต้องการอาหาร ที่พักอาศัย

สมอง ส่วนที่สองเรียกว่า ลิมบิกเบรน (Limbic brain) หรือ โอลด์แมมมาเลียนเบรน (Old Mammalian brain) คือ สมอง ของ สัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม สมัยเก่า ก็คือ สมอง ส่วน ฮิปโปแคมปัส เทมโพราลโลบ และบางส่วนของ ฟรอนทอลโลบ ซึ่งมีหน้าที่ เกี่ยวกับ ความจำ การเรียนรู้ พฤติกรรม ความสุข อารมณ์ขั้นพื้นฐาน ความรู้สึก เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดี ไม่ดี โกรธ หรือ มีความสุข เศร้า หรือ สนุกสนาน รัก หรือเกลียด สมอง ส่วนลิมบิก จะทําให้คนเราปรับตัวได้ดีขึ้น มีความฉลาดมากขึ้น และสามารถเรียนรู้โลกได้ กว้างขึ้น เป็นสมอง ส่วนที่สลับซับซ้อน มากขึ้น ทําให้คนเรา มีความสามารถใน การปรับตัว ปรับ พฤติกรรมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ถ้าหากมี สิ่งกระตุ้น ที่ไม่ดีเข้ามา สมอง ส่วนนี้จะ แปลข้อมูล ออกมาเป็น ความเครียด หรือไม่มีความสุข

สมองส่วนที่สามเรียกว่า นิวแมมมาเลียนเบรน (New Mammalian brain) หรือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมัยใหม่ คือสมองใหญ่ ทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณพื้นผิวของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ สติสัมปชัญญะ และรายละเอียดที่สลับซับซ้อน มีขนาดใหญ่ กว่าสมองอีก 2 ส่วนถึง 5 เท่าด้วยกัน สมองส่วนนี้เป็นศูนย์รวมเกี่ยวกับ ความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ การคํานวณ ความรู้สึก เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความรักความเสน่หา เป็นสมองส่วนที่ทำให้มนษุย์รู้จักคิด หาหนทางเอาชนะธรรมชาติ หรือควบคุมสิ่งแวดล้อมในโลกนี้

โครงสร้างสมอง 3 ส่วนที่อยู่ในกะโหลกศีรษะของเรา ก็คือระบบประสาทสำคัญที่ได้วิวัฒนาการมาจากยุคดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน เป็นสิ่ง ที่ได้รับ มาจากบรรพบุรุษ และเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างไรก็ตาม ควรจำไว้ว่าสมองเรา ยังมีความสามารถ ที่ยังไม่ได้พัฒนา หรือยังมีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้อีกมาก ประสบการณ์ หรือการกระทำของเรารวมถึงความรู้สึก นึกคิด พฤติกรรม กิจกรรม ทั้งหลาย การหลับ การตื่น ความฝัน ล้วนขึ้นอยู่กับสมองทั้ง 3 ส่วนนี้ทั้งสิ้น ระบบสมอง 3 ส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติสามารถ สร้าง โครงสร้างใหม่ และโครงสร้างที่สลับซับซ้อนขึ้นบนพื้นฐานของ โครงสร้างเก่า ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์ง่าย ๆ ที่ได้ผสมผสานตัวเองเข้าไป ในสิ่งมีชีวิตที่มีหลายเซลล์ เป็นการเปลี่ยน หรือวิวัฒนาการจากสัตว์เซลล์เดียวเป็นสัตว์หลายเซลล์

ถึงแม้ว่าสมอง 3 ส่วนจะทำงานประสานกัน แต่ในบางขณะเราสามารถที่จะเลือกใช้สมองส่วนใดส่วนหนึ่งมากกว่าส่วนอื่นได้ เช่น ในเรื่อง เพศสัมพันธ์ ระบบประสาทอาร์เบรนที่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์จะทำงาน แต่จะเห็นได้ว่ามนุษย์เรามีรูปแบบการมี เพศสัมพันธ์ ที่ไม่เหมือน สัตว์ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติอย่างง่าย ๆ เพศสัมพันธ์ของมนุษย์มีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า มีเรื่อง ของอารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่อง รัก ๆ ใคร่ ๆ แบบโรมิโอกับจูเลียต เป็นต้น ตรงนี้ต้องใช้สมองนีโอคอร์เท็กซ์เข้าไปเปลี่ยนรูปแบบ จากการสืบพันธุ์ง่าย ๆ แบบสัตว์ให้มี รูปแบบ ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

อาร์เบรนยังเกี่ยวข้อง กับเรื่อง ของการใช้ภาษาด้วย พบว่า ทารกในครรภ์จะมีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ บริเวณปากอย่างเฉพาะเจาะจง ในขณะที่ได้ยินเสียงของแม่พูด ต้องใช้สมองส่วนอาร์เบรน ทำงานสั่งให้กล้ามเนื้อตรงนั้นเคลื่อนไหว และเนื่องจากสมองส่วนอาร์เบรน อยู่บริเวณที่เรียกว่า เบรนสเต็ม (Brain Stem) หรือก้านสมอง ซึ่งจะเป็นประตูปิดเปิดการรับรู้กับโลกภายนอก ดังนั้นถ้าหาก ระบบสมองส่วนนี้เสียไป เราจะไม่สามารถรับรู้โลกภายนอกได้เลย

สมองส่วนอาร์เบรนยังมีหน้าที่เกี่ยวกับ การหลับการตื่น ทำให้เรารู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าสมองอาร์เบรนสามารถที่จะตอบสนอง โดยตรงกับประสาทสัมผัสที่รับเข้ามา แต่ปฏิกิริยาส่วนใหญ่แล้วจะต้องผ่านสมองส่วนอีโมชั่นแนล หรือลิมบิกเบรน เพื่อที่จะจัดเก็บความจำ และทำให้เกิดการเรียนรู้ สมองส่วนอีโมชั่นแนล หรือ ลิมบิกเบรนยังมีหน้าที่เกี่ยวกับ ภาษาอีกด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนที่เด็กทารกจะพูดได้ ด้วยซ้ำ หากไม่มีสมองส่วนนี้เราจะไม่สามารถเขียน หรือพูด หรือสื่อสารกับใครได้ เช่น เดียวกันกับ ถ้าเราไม่มีสมองส่วนใหม่ หรือสมองนีโอคอร์เท็กซ์ เราก็จะไม่สามารถคิดได้เลย แต่เดิมเราคิดว่าสมอง 2 ส่วนที่เก่าแก่ คือ อาร์เบรน กับ ลิมบิกเบรน ไม่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการ งานส่วนใหญ่ ของสมอง จะเกิดขึ้นที่สมองส่วนใหม่ นีโอคอร์เท็กซ์ แต่จากการวิจัยใหม่ ๆ ค้นพบสิ่งตรงกันข้ามว่า ประสบการณ์ในชีวิต ของเรามาจาก การทำงานของสมอง 2 ส่วนนี้ด้วย

สมองของคนเราทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าหลับ หรือตื่น แต่การทำงานในแต่ละส่วนจะแตกต่างกัน การทำงานของสมอง ขึ้นอยู่กับ เซลล์ประสาทที่มีอยู่เป็นจำนวนแสนล้านเซลล์ เซลล์ประสาทเหล่านี้ จะติดต่อพูดคุยกันโดยใช้ระบบสารเคมี และประจุไฟฟ้า เซลล์ประสาทตัวที่หนึ่งอาจจะยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาทตัวที่สอง ในขณะที่เซลล์ประสาทตัวที่สาม กลับกระตุ้นการทำงาน ของเซลล์ประสาทตัวที่สอง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้น หรือการยับยั้ง จะทำให้เซลล์ประสาทส่งกระแสไฟฟ้าออกมา ผลลัพท์อาจจะเป็น การกระตุ้น หรือยับยั้งก็ได้

จากการวิจัยพบว่า การทำงานของสมองจะทำงานกันเป็นกลุ่ม คือ เซลล์ประสาทจะมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วทำหน้าที่หนึ่งอย่าง เซลล์ประสาทเหล่านี้จะติดต่อถึงกัน ทำให้เกิดการทำงาน มีกระแสไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากการทำงาน และกระแสไฟฟ้านี้หยุดไป เซลล์ประสาทก็จะตาย และจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยประสาทของเซลล์ประสาท แต่ละเซลล์ที่ติดต่อถึงกันที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และพลังงานกันก็จะตายไปด้วย สำหรับสมองส่วนที่เกี่ยวกับ ความคิด จะมีการจัดเรียงตัวของกลุ่มเซลล์ประสาทเป็นล้านล้านกลุ่มทีเดียว ซึ่งจะติดต่อถึงกันด้วยเส้นใยประสาท โดยเซลล์ประสาท 1 ตัวจะมีเส้นใยประสาทติดต่อกับเซลล์ประสาทอื่น หรือในกลุ่มอื่นเป็นหมื่น ๆ เส้นใยทีเดียว เนื่องจากมีการติดต่อ กลับไปกลับมาระหว่างเซลล์ประสาท และระหว่างกลุ่มเซลล์ประสาท ทำให้ไม่ว่าจะมีปฏิบัติการ อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นก็สามารถมีผลต่อสมองทั้งสมองได้ กลไกการทำงานของสมองนี้เป็นไปตลอดเวลา เซลล์ประสาทแต่ละตัว จะทั้งรับข้อมูลเข้า และส่งข้อมูลออกในเวลาเดียวกัน ผลก็คือผลลัพท์จากการทำงาน หรือการโต้ตอบ ของเซลล์ประสาท ทั้งกลุ่มนั้น เซลล์ประสาทเปรียบเสมือน ทรานซิสเตอร์ หรือ หลอดวิทยุ ที่สามารถแสดงผลการทำงานที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ในยามหลับ หรือหมดสติ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมอง จะมีลักษณะเป็นคลื่นไฟฟ้าซึ่งมี ความถี่ที่มีรูปแบบ เฉพาะอยู่ในเซลล์ประสาท และเมื่อมีข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปในสมอง กระแสไฟฟ้าก็จะมีคลื่นความถี่ที่มีรูปแบบเฉพาะ หรือ รูปแบบใหม่ที่สมองยังไม่เคยได้รับมาก่อน สมองก็จะหาเซลล์ประสาท กลุ่มใหม่ และสร้างเส้นใยประสาท หรือการติดต่อใหม่ เพื่อที่จะจัดการเก็บข้อมูลใหม่ ๆ ไว้ในสมอง

สมองของเราทำงานอย่างไร

1. ประสาทรับความรู้สึก

ประสาทรับความรู้สึกมีหลายแบบ ได้แก่ ความรู้สึกสัมผัสเบา ๆ ความรู้สึกสัมผัสอย่างรุนแรง ความรู้สึกอุณหภูมิร้อนเย็น หรือความรู้สึก เจ็บปวด เช่น ถูกเข็มฉีดยา ถูกมีดบาด หรือถูกหยิก ซึ่งเส้นประสาทต่าง ๆ ที่นำความรู้สึกเหล่านี้จะมีขนาดแตกต่างกันด้วย ความรู้สึก สัมผัสเบา ๆ จะนำโดยเส้นประสาทขนาดใหญ่ที่มีไขมันห่อหุ้มมาก ในขณะที่ความรู้สึกเจ็บปวดนำโดย เส้นประสาทขนาดเล็ก ที่มีไขมันห่อหุ้มน้อย หรือไม่มีเลย ผิวหนังของคนเราจะมีประสาทรับความรู้สึกต่าง ๆ และนำส่งต่อไปยังเส้นประสาทผ่าน ไขสันหลัง ขึ้นไปยังก้านสมอง และขึ้นไปถึงสมองส่วนใหม่ หรือนีโอคอร์เท็กซ์ ส่วนที่เรียกว่า พารายทอลโลบ สมองข้างซ้ายจะรับความรู้สึก จากร่างกาย และใบหน้าทางซีกขวา ขณะที่สมองข้างขวาจะรับความรู้สึกจากร่างกาย และใบหน้าทางซีกซ้าย ในสมองคนเราจะมีแผนที่ว่า ส่วนใดของสมองจะรับความรู้สึกจากส่วนใดของร่างกาย

2. การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การควบคุมการทำงานพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ในเด็กแรกคลอด จะเป็นไปอย่างไม่มีวัตถุประสงค์ เด็กอายุ 1-2 เดือนจะไม่ ไขว่คว้าของเล่น แต่ก็มีการเคลื่อนไหวของแขน ขา มือ และ เท้า ซึ่งสมองส่วนเซนซอรี่มอเตอร์คอร์เท็กซ์ สมองส่วนทาลามัส และ สมองส่วนเบซาลแกงเกลีย ที่มีเส้นใยประสาท และไขมันค่อนข้างครบถ้วน เมื่อแรกคลอดจะทำหน้าที่พื้นฐานนี้
เมื่อเด็กโตขึ้นสมองมีการเจริญเติบโตพัฒนาการเพิ่มขึ้น ก็จะมีการทำงานอย่างมีวัตถุประสงค์ เช่น เด็ก 4-5 เดือนก็จะเริ่มไขว่คว้า ของเล่น ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานของประสาทการเห็น และการทำงานของกล้ามเนื้อ สมองส่วนหลังของฟรอนทอลโลบ ที่ติดกับ พารายทอลโลบ จะควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของร่างกาย เช่น สั่งให้ยกมือขึ้นไปจับของเล่น
การควบคุมการทำงาน ของกล้ามเนื้อก็เป็นเช่น เดียวกับ ประสาทการรับความรู้สึกโดยที่จะมีแผนที่ในสมอง สมองข้างซ้าย จะควบคุมการทำงาน ของกล้ามเนื้อข้างขวา ส่วนสมองข้างขวาจะควบคุมการทำงาน ของกล้ามเนื้อข้างซ้าย รวมถึงกล้ามเนื้อใบหน้า การหลับตา การขยับปาก และแขนขาด้วยเช่น กัน คนไข้ที่มีเส้นเลือดตีบ เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองบางส่วนได้ สมองส่วนนั้นก็จะหยุดทำงาน คนไข้จะเป็นอัมพาต ไม่สามารถจะขยับแขนขาข้างตรงข้ามกับสมองที่ขาดเลือดได้
การทำงานของกล้ามเนื้อ แบ่งออกเป็น การทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ตัวอย่างของการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การเดิน การยกมือ การขยับแขนขา การขึ้นลงบันได การถีบจักรยาน ในขณะที่การทำงานของ กล้ามเนื้อมัดเล็กจะเกี่ยวข้องกับการเขียนหนังสือ การติดกระดุม การผูกเชือก การวาดรูป การทำงานฝีมือ การทำงานเหล่านี้ถ้าหากขาดการฝึกฝนตั้งแต่เล็ก ก็จะทำให้ไม่มีทักษะนั้น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นทักษะการทำงาน ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หรือทักษะการทำงานของ กล้ามเนื้อมัดเล็กก็ได้

3. การมองเห็น

สมองจะต้องอาศัยการมองเห็นภาพ ซึ่งจะนำไปสู่สมอง ด้วยเส้นประสาทตา และหลังจากนั้นสมองส่วนของการมองเห็น หรือ ออกซิปิทอลโลบ ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของสมอง จะพัฒนาโครงสร้าง ที่จะตอบรับภาพ และแปลภาพที่เห็นออกมาให้มีความหมาย โดยอาศัย นีโอคอร์เท็กซ์ และสมองส่วนหน้า การมองเห็นเป็นการทำงานที่ละเอียดอ่อน จะเห็นว่าประสาทตามีเส้นใยประสาท 1 ล้านเส้นใย เทียบกับประสาทหู ซึ่งมีเส้นใยประสาทเพียง 50,000 เส้นใยเท่านั้น
นักวิจัยได้อธิบายถึงเรื่อง การมองเห็นว่า เริ่มด้วยข้อมูล หรือแสงไฟ หรือภาพต่าง ๆ เข้าสู่สายตา ผ่านไปยังจอภาพข้างหลังตา ซึ่งประกอบด้วย เซลล์ประสาท ต่อจากนั้นเซลล์ประสาทก็จะส่งข้อมูลไปยัง สมองที่เกี่ยวกับ การเห็น หรือออกซิปิทอลโลบ โดยผ่านทางเส้นใยประสาท ผ่านซีนแนปส์ หรือจุดเชื่อมต่อ ทำให้เกิดปฏิกิริยาสร้างสารเคมี และเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น การมองเห็นภาพ เป็นส่วนหนึ่งของความคิด แม้กระทั่งคนตาบอดมาตั้งแต่กำเนิดก็สามารถจะคิดจินตนาการรูปภาพได้ การมองเห็นจึงขึ้นอยู่กับ การทำงานของสมอง หรือสมองที่กำลังทำงานอยู่ ในขณะเดียวกันสมองก็ตอบสนอง ต่อการมองเห็นเพราะว่า ตากำลังทำงานอยู่ นักวิจัยยังค้นพบอีกว่า สมองพยายามที่จะสร้างแผนที่เกี่ยวกับ การมองเห็นขึ้นมาในสมอง โดยเฉพาะถ้าหากว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งขาดไป เช่น ถ้าหากเรามอง รูปภาพวงกลมมีเส้นโค้งขาดเป็นช่วง ๆ สมองก็จะพยายามเอาข้อมูลมาใส่ตรงช่องว่างที่หายไป ทำให้เกิดภาพของวงกลม การเห็นภาพต่าง ๆ ของเราเกิดจากตาประมาณ 20 % ในขณะที่อีก 80 % เกิดจากการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การเห็น ข้อมูลเกี่ยวกับ การเห็นจะไปรวมกันที่ศูนย์กลางของการเห็น ที่อยู่ตรงส่วนกลางของสมองที่เรียกว่า แลทเทอรอล เจนนิคูเลท นิวเคลียส (Lateral Geniculate Nucleus-LGN) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การเห็น มาทูรานา และวาเรรา ยังบอกอีกว่า เรามองเห็นผลส้มเป็นสีส้มได้แม้ว่า ในขณะนั้นจะไม่มีคลื่นแสงที่ทำให้เกิดสีส้มเลยก็ตาม เพราะสมองได้เก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ก่อนแล้ว และแปลผลออกมาเป็นสีส้ม

จากการทดลองยังพบอีกว่า ในขณะที่เรามองหน้าคนคนหนึ่ง สมองของเราส่วนที่มองเห็นใบหน้าจะแปลภาพออกมาว่า นี่คือ ใบหน้า และสมองส่วนอื่นแปลสีหน้าของคนคนนั้นว่า เป็นอย่างไร เช่น มีความสุข เศร้า หรือ โกรธ ในขณะที่สมองอีกส่วนก็จะเชื่อมข้อมูลว่า คนหน้าตาแบบนี้คือใคร แล้วเอาข้อมูลต่าง ๆ มาผสมกันออกมาว่าคนหน้าตาอย่างนี้คือใคร ชื่ออะไร กำลังดีใจ หรือเสียใจ หรือมีอารมณ์ อย่างไร เด็กเล็ก ๆ สามารถตอบสนองต่อวัตถุที่สัมผัสก่อนจะเห็นวัตถุนั้นด้วยซ้ำไป ข้อมูลจากประสาทสัมผัส อื่นที่ไม่ใช่สายตา ก็สามารถส่ง ข้อมูลเข้าไป ในสมองส่วนต่าง ๆ ที่เป็นแผนที่ และช่วยให้สมองสร้างภาพได้เช่น กัน การสร้างภาพ หรือการมองเห็นภาพ จึงเกิดจาก สมองส่วนใดส่วนหนึ่งทำงาน
ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นภาพที่ต้องใช้ความคิด สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ก็จะทำงาน แต่ถ้าภาพนั้นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เป็นภาพ เกี่ยวกับ อารมณ์ สมองส่วนที่เกี่ยวกับ อารมณ์ หรือลิมบิกเบรนก็จะทำหน้าที่ หรือถ้าเป็นภาพที่ค่อนข้างจะคงที่ และสามารถ ส่งข้อมูลเข้า สายตาสู่ประสาทตาโดยตรง ก็จะทำงานโดยสมองอาร์เบรน
นอกจากนั้นสมองยังมี ความสามารถ ที่จะจับจ้อง หรือเลือกมองเห็นเฉพาะสิ่งที่สนใจเท่านั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ก็ตาม

4. การได้ยิน

เมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ปี สมองมีการสร้างแผนที่การได้ยินอย่างสมบูรณ์ เช่น เสียงนี้เซลล์ประสาทส่วนนี้รับผิดชอบ อีกเสียงหนึ่ง เซลล์ประสาท อีกที่รับผิดชอบ เป็นต้น เมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะไม่สามารถแยกเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้ เพราะจะไม่มีเซลล์ประสาท ที่ตอบสนองต่อเสียงนั้น เนื่องจากไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะฉะนั้นการที่เด็กยิ่งโตการเรียนรู้ภาษา ก็จะเป็นได้ยากขึ้น เนื่องจาก ไม่มีเซลล์ประสาท ที่ยังไม่ถูกจัด แผนที่เหลืออยู่ หรือไม่มีเซลล์ประสาทที่ยังไม่ถูกใช้งานไปใช้เรียนรู้ภาษา หรือคำใหม่ ๆ ได้ การเรียนรู้คำศัพท์ก็เช่น กัน ถ้าเด็กเล็ก ๆ มีแม่เป็นคนพูดเก่ง เด็กจะรู้คำศัพท์มากกว่าเด็กที่แม่ หรือพี่เลี้ยงพูดไม่เก่ง เช่น การวิจัยของ แจเนลเลน ฮัทเทนโลเคอร์ (Janellen Huttenlocher) จากมหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่า เด็กอายุ 20 เดือน ถ้าหากมีแม่คุยเก่ง เด็กก็จะรู้คำศัพท์มากถึง 131 คำ มากกว่าเด็กที่แม่พูดไม่เก่ง

ตอนยังเป็นทารกในครรภ์ เซลล์ประสาทก็มีความไวต่อการได้ยิน เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4 เดือนครึ่ง อวัยวะที่เกี่ยวกับ การได้ยินพัฒนา จนสมบูรณ์แบบแล้ว สมองส่วนที่เรียกว่า เทมโพราลโลบ ซึ่งอยู่ด้านข้างของสมองทั้งซ้าย และขวา เป็นสมองส่วนที่สำคัญที่สุด เกี่ยวกับ การได้ยิน คือมีหน้าที่ทำงานเกี่ยวกับ การได้ยิน พบว่าในสมองของเด็กแรกเกิด สมองส่วนนี้มีไขมัน หรือมันสมองห่อหุ้ม เส้นใยประสาท เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่สมองส่วนอื่นยังเพิ่งสร้างไขมัน หรือมันสมองห้อมล้อม เส้นใยประสาท ทารกในครรภ์ไม่เพียง ได้ยินเพียงอย่างเดียว แต่สามารถที่จะพยายามเลียนเสียง หรือเรียนรู้เกี่ยวกับ คำพูด พยายามขยับกล้ามเนื้อ ที่เกี่ยวกับ การออกเสียง โดยเฉพาะใน ลักษณะของการร้องไห้ด้วย ซึ่งทำให้เด็กสามารถร้องไห้ทันทีหลังคลอด คลื่นเสียงที่มาจากที่อื่น ๆ หรือรับมาจากประสาท ส่วนอื่น ก็จะส่งไปที่กลุ่มของประสาทสัมผัสที่อยู่ด้านในสุดของหู คลื่นที่เข้าไปนี้จะปรับเปลี่ยนคลื่นที่มีอยู่แล้วตามปกติ ทำให้เกิดเป็นคลื่นรูปต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ หนึ่ง คลื่นที่มีความถี่คงที่ สอง คลื่นที่มีความถี่เปลี่ยนแปลงไปมา ตลอดเวลา และสาม คลื่นที่เป็นผลลัพท์ระหว่างสองคลื่นแรก หลังจากมีการปรับตัวแล้ว คลื่นทั้งสามแบบนี้จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ออกมา เป็นความสูง ความลึก และความกว้าง สมองสามารถอ่าน หรือแปลข้อมูลของแสง และเสียงจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในแผนที่ในสมอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยู่ในห้องมืด ๆ และได้ยินเสียงจุดไม้ขีดไฟ เราจะมีความรู้สึกว่าได้กลิ่นกำมะถัน และเห็นแสงไฟ หมายความว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้ เราสามารถจะบอกตำแหน่ง หรือความเป็นไปของ สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้จากผล 3 อย่าง คือ หนึ่ง ข้อมูล หรือคลื่น หรือกระแสไฟฟ้า จากสมองของเราเอง สอง ข้อมูล หรือคลื่น หรือกระแสไฟฟ้าจากโลกภายนอกที่เข้ามา และสาม คือผลรวมระหว่าง คลื่นทั้งสอง ผลลัพท์ของกระแสไฟฟ้าสูงสุด ท่ามกลางเซลล์ประสาทเหล่านี้ วัดจากประสาทสัมผัสทั่วร่างกาย

สมองส่วนลิมบิกเบรน หรือสมองส่วนอารมณ์ สามารถจะตอบสนองต่อคลื่นเสียงต่าง ๆ ที่เข้ามาถึงตัวเรา ด้วยการอาศัยความช่วยเหลือ จากนีโอคอร์เท็กซ์ หรือสมองส่วนใหม่แปลคลื่นเสียงออกมาโดยตรง

สมองส่วนลิมบิกเบรน หรือสมองส่วนอารมณ์กับสมองส่วนอาร์เบรน มีความเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิด สมองส่วนลิมบิกเบรน จะรับรายงาน จากสมองส่วนอาร์เบรน ขณะเดียวกันก็ส่งข้อมูลไปที่นีโอคอร์เท็กซ์ด้วย ผลลัพท์ของการติดต่อระหว่างสมองส่วนต่าง ๆ นี้จะส่งไปที่ประสาท รับการได้ยิน และการทรงตัวที่หูส่วนใน ซึ่งทำให้บอกได้ว่าเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยินมาจากที่ใด การได้ยินนี้เปรียบได้กับ การเห็น สายตาเรา จะส่งรูปภาพเข้าไปในสมอง แล้วสมองก็จะใส่ข้อมูลลงไปตามช่องว่าง และส่งข้อมูลกลับออกมา ทำให้เรามองเห็นภาพครบบริบูรณ์

5. สมองกับความฉลาด และความคิด

เราไม่สามารถบอกได้ว่า สมองส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่ง มีหน้าที่เกี่ยวกับ ความฉลาด และความคิด แต่เชื่อกันว่า สมองส่วนใหม่ ที่เรียกว่า นีโอคอร์เท็กซ์ มีหน้าที่เกี่ยวกับ ความฉลาด และความคิด

ความฉลาด (Intelligence) เป็นสิ่งที่เราใช้ในการตัดสินใจเรื่อง ต่าง ๆ หรือเป็นสิ่งที่มาจาก สมอง และความรู้สึกนึกคิด ถ้าสมองยิ่ง สลับซับซ้อนมาก และพัฒนาได้สมบูรณ์ สมองจะมีความสามารถ ที่จะเรียนรู้ และมีประสบการณ์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เก็บข้อมูล ใส่กลับเข้าไปในสมอง ทำให้สมองมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสบการณ์ที่เราได้มานั้น ทำให้พฤติกรรมการตอบสนอง ของเราต่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย

สมองของเราเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก เซลล์ประสาทสามารถที่จะเก็บข้อมูล แปลข้อมูลที่เข้ามาเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บไว้เป็น ประสบการณ์อยู่ในสมอง เปรียบได้กับ คลื่นไฟฟ้าที่โทรทัศน์รับเข้ามา แล้วแปลออกมาเป็นภาพบนจอให้เราเห็น คลื่นสมอง หรือคลื่นไฟฟ้าในสมองจะเป็นตัวกำหนดลักษณะ ของสิ่งที่เรารับรู้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพ สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกตัว และอื่น ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยังสร้างสนามกระแสไฟฟ้าที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น สนามกระแสไฟฟ้าที่เฉพาะ สำหรับคณิตศาสตร์ หรือเฉพาะสำหรับดนตรี ศาสนา หรืออื่น ๆ ซึ่งจะรับแต่กระแสไฟฟ้าที่เหมือน ๆ กันเข้ามาอยู่ในสนามเดียวกัน
ทฤษฎีของขั้นตอนที่ทำให้คนเราเกิดความคิดที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างละเอียดว่า ขั้นตอนแรก เริ่มจากคนเราเกิดความคิดสร้างสรรค์ คิดโครงการ หลังจากนั้นจะประสบปัญหา ก็พยายามหาทางแก้ไขปัญหา บางครั้งอาจจะเหนื่อยล้าจนหมดกำลังใจ ถึงกับคิดจะยกเลิก โครงการ แต่ในที่สุดทางแก้ปัญหาที่ดี และถูกต้อง ก็ผุดขึ้นมาเองโดยไม่คาดฝัน ขั้นตอนเหล่านี้อธิบายได้ว่า ในสมองของเราขณะที่ เราเบื่อหน่าย และอยากจะเลิกทำสิ่งที่คิดไว้ จิตใต้สำนึกของเราก็ค่อย ๆ เอาชิ้นส่วนข้อมูลแต่ละอย่างมาประกอบกันเหมือนกับภาพต่อ แล้วในที่สุดก็ได้คำตอบออกมา

ความคิดริเริ่ม หรือความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ หรือศิลปินแบบนี้ เปรียบได้กับเด็กปัญญาอ่อนแต่มีความสามารถพิเศษ คือ อยู่ ๆ ความคิดสร้างสรรค์ หรือคำตอบก็ออกมาเอง โดยมีความแตกต่างอยู่ที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์จะดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่เด็กปัญญาอ่อนแต่มีความสามารถพิเศษ เพียงแค่รู้คำตอบแต่ไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่านั้น
ความฉลาด หรือ ความสามารถเฉพาะด้านอย่างเช่น ภาษา เกิดจากวงจรของกระแสไฟฟ้าของเซลล์ประสาทในสมองของเรานั่นเอง ซึ่งมาจากพัฒนาการของสมองที่นำเอาข้อมูลจากสิ่งกระตุ้น และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเก็บเข้ามาเป็นโครงสร้างของความรู้ เหมือนเรา เก็บข้อมูล (save) ไว้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราสามารถจะเรียกขึ้นมาใช้เมื่อไรก็ได้ ธรรมชาติจะค่อย ๆ ทำให้เรามีความสามารถ หรือมีความฉลาดขึ้นเป็นลำดับ ตามช่วงเวลาของพัฒนาการ หรือระยะเวลาที่เหมาะสม
ถ้าหากเราดูแลในเรื่อง ของสติปัญญา หรือความฉลาดของเด็ก ไม่เหมาะสม โดยเร่งมากเกินไป หรือปล่อยปละไม่สนใจให้เด็ก ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมตามวัย จะทำให้มีปัญหาทางด้าน สติปัญญา หรือความฉลาดได้ เปรียบเสมือนเนื้อสเต็ก ไม่เหมาะที่จะเป็น อาหารสำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่มีฟัน หรือนมแม่ก็ไม่เหมาะสำหรับเด็กวัยรุ่น เป็นต้น
สิ่งที่เด็กต้องการ สำหรับการพัฒนา สติปัญญา และความฉลาด คือ สิ่งแวดล้อม หรือการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม ผู้เลี้ยงดูเด็ก ควรมีความรู้ ในการเลี้ยงดูเด็ก ให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลเข้าไปสร้างเป็นโครงสร้างความรู้ในสมอง แต่สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องคำนึงถึง ความเหมาะสม กับวัยของเด็กด้วย
ถึงแม้เราไม่สามารถบอกได้ว่า ความฉลาดอยู่ที่ส่วนใดของสมอง แต่สมองข้างซ้าย และ สมองข้างขวา ก็จะมีส่วนร่วมในการ ทำงานที่เกี่ยวกับ ความฉลาดด้วย สมองข้างซ้าย และสมองข้างขวา นอกจากจะควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ และรับประสาทสัมผัส ความรู้สึกจากร่างกาย ด้านตรงข้ามแล้ว ยังมีหน้าที่แตกต่างกัน ในเรื่อง ของการเรียนรู้ด้วย

สมองข้างซ้าย จะมีหน้าที่ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีสามัญสำนึก การจัดระบบ การดูแลรายละเอียด และการทำงานที่จะต้องทำทีละอย่าง การควบคุมเกี่ยวกับ ภาษา ตัวเลข สัญลักษณ์ต่าง ๆ การแสดงออก (expression) การวิเคราะห์ การพูด การเขียน

ส่วนสมองข้างขวามีหน้าที่เกี่ยวกับ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ สัญชาตญาณ การสังเคราะห์ ศิลปะ ดนตรี และเรื่อง ของทิศทาง เป็นส่วนที่ค่อนข้างผ่อนคลาย เป็นสมองที่เป็นจิตใต้สำนึกมากกว่า ในขณะที่สมองข้างซ้ายเป็นส่วนที่อยู่ในจิตสำนึก สมองข้างขวา จะทำหน้าที่สร้าง กระบวนการต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับ สมองข้างซ้าย ที่จะทำได้ทีละอย่าง สมองข้างขวา จะมองภาพแบบรวม ๆ มากกว่า เจาะรายละเอียด เหมือนสมองข้างซ้าย สมองข้างขวา มีหน้าที่เกี่ยวกับ การรับรู้ เข้าใจ (reception) มากกว่า สมองข้างซ้าย ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การแสดงออก

อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่แต่ละอย่างสมองทั้งสองข้าง จะทำงานประสานกัน แต่สมองข้างใดข้างหนึ่ง อาจจะทำงานมากกว่า อีกข้างหนึ่ง เช่น เมื่อได้ยินเสียงดนตรี และรู้ว่านี่คือ เสียงดนตรี จะเป็นหน้าที่ สมองข้างขวา แต่ความซาบซึ้งในเสียงเพลง สมองทั้งสองข้าง จะทำงานพร้อมกัน การทำงานของสมองสองข้างนี้ ยังแตกต่างกัน ในเรื่อง การหาความหมาย ของคำพูดมากกว่า ความหมายของเสียง จากสิ่งแวดล้อม จากการทดลองที่จะดูว่า เสียงที่เป็นคำพูด และเสียงที่ไม่เป็นคำพูด เช่น เสียงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความแตกต่าง ของกระแสไฟฟ้าในสมอง พบว่า เสียงที่เป็นคำพูด ที่มีความหมาย จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้า ในสมองข้างขวา มากกว่าสมองข้างซ้าย แต่ถ้าใช้เสียงจาก สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย ก็พบว่ากระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้น ในสมองข้างซ้ายมากกว่า ในสมองข้างขวา

6. ความจำ

ดร.วิลเดอร์ เพนฟิลด์ (Dr.Wilder Penfield) แพทย์ผ่าตัดสมองที่มีชื่อเสียงมาก ได้ผ่าตัดสมองคนไข้ประมาณ 1,500 คน และทำการเลื่อยเปิด กะโหลกศีรษะออก โดยไม่ได้ใช้ยาสลบแต่ใช้ยาชา คนไข้ตื่นตลอดเวลาแต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย เมื่อ ดร.เพนฟิลด์ ใช้เข็มจี้ที่สมอง เพราะว่าเนื้อสมองจะไม่มีอวัยวะรับความรู้สึก สิ่งนี้ทำให้เขาได้ค้นพบข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ สมอง
นักวิจัยได้เสนอ ทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับ เรื่อง ความจำ เรารู้ว่าเซลล์ประสาทเซลล์เดียวไม่สามารถจะมีความจำที่เฉพาะเจาะจงได้ จะต้องเป็นการทำงานของกลุ่มเซลล์ประสาท แต่การทดลองของ ดร.เพนฟิลด์ แสดงให้เห็นว่าเซลล์ประสาท 1 เซลล์ สามารถที่จะมีความจำเฉพาะเจาะจงได้ เซลล์ประสาทนี้เป็นเซลล์ที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง หรือ ทาร์เก็ตเซลล์ (target cell) แล้วเซลล์ประสาทนี้เองเป็นจุดรวมของกลุ่มของเซลล์ประสาทหลาย ๆ เซลล์รวมกัน ทำงาน เพื่อที่จะสร้างความจำขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งทาร์เก็ต เซลล์ และกลุ่มของเซลล์ประสาทนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ใหญ่ต่อไปอีก และแต่ละเครือข่ายก็จะมีปฏิกิริยาซึ่งกัน และกัน กลุ่มของเซลล์ประสาทกลุ่มนี้จะติดต่อกับเซลล์ประสาทกลุ่มอื่น มีเส้นใยประสาทที่ติดต่อถึงกันอย่างสลับซับซ้อน ซึ่งผลลัพท์ของการเชื่อมโยง ของเซลล์ประสาทหลาย ๆ เซลล์นี้เองทำให้มีประจุไฟฟ้าสูงสุดในกลุ่มของเซลล์ประสาท (Peak Of Activity In Population Of Neuron) และผลก็คือ เกิดความจำ

เซลล์ประสาทที่เป็นเป้าหมาย หรือทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง หรือเป็นกุญแจสำคัญอาจจะเป็นตัวเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติส่วนตัว อย่างไรก็ตาม เซลล์ประสาทเหล่านี้คงมีไม่เกิน 1 ล้านเซลล์ เพราะโดยทั่วไปสมองเราจะมีเซลล์ประสาทอยู่ประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ แสดงว่า เซลล์ประสาท เหล่านี้จะมีไม่เกิน 0.000001 % ซึ่งสมอง ไม่สามารถไปดึงข้อมูลออกมาจากเซลล์ประสาทเซลล์เดียวได้ โดยทั่วไปเราจะดึงข้อมูล ออกมาจาก กลุ่มเซลล์ประสาททั้งกลุ่มที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความจำ ซึ่งความจำนี้ค่อนข้างจะลางเลือน ไม่ชัดเจนเหมือนกับที่ ดร.เพนฟิลด์ ทำการกระตุ้นเซลล์ประสาท 1 เซลล์
ความจำของคนเรายังมีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า เวิร์กกิ้งเมมโมรี่ (Working Memory) ซึ่งเป็นความจำระยะสั้น ที่เมื่อได้รับข้อมูลมาแล้ว ก็จะเอาข้อมูลนี้มาใช้ในการทำงาน หรือส่งไปเก็บ หากว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยเห็น หรือเรียนรู้มาก่อน สมองส่วนที่ทำงานในเรื่อง ของความจำแรกเริ่มเมื่อได้รับข้อมูลที่เรียกว่า เวิร์กกิ้งเมมโมรี่ นี้ (ซึ่งอยู่ในสมองด้านหน้าทางขวา และทางซ้าย อยู่ลึกเข้าไป 1 นิ้ว จากหน้าผาก มีขนาดเท่าแสตมป์ หรือมีขนาดไม่เกิน 1 นิ้ว) ก็จะทำหน้าที่เป็นสมุดทดชั่วคราวในสมอง ข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง กลิ่น ข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งมาที่สมองส่วนนี้ก่อน หลังจากนั้นถ้าหากไม่ถูกใช้ก็จะถูกลบทิ้งไป หรือหากต้องการเก็บไว้เป็นความจำระยะยาวก็จะส่งต่อไปยังสมองส่วนลึกลงไป คือ ฮิปโปแคมปัส ที่ทำหน้าที่เก็บความจำระยะยาว
เช่น เดียวกัน ถ้าเราต้องการจะนึกถึงหมายเลขโทรศัพท์ หรือเมื่อเห็นหน้าคนคนหนึ่งแล้วพยายามจะนึกว่าคนนี้คือใคร หรือถ้าเราต้องการ คิดเลข หรือเขียนหนังสือให้เป็นประโยค ก็ต้องใช้สมองส่วนเวิร์กกิ้งเมมโมรี่นี้เช่น กัน คือ จะต้องส่งข้อมูล ไปที่สมองส่วนนี้ เพื่อจะลงไปที่สมองส่วนลึกลงไปเพื่อจะค้นหาข้อมูลที่ต้องการ เพราะฉะนั้น สมองส่วนนี้ จึงเรียกว่า ช็อตเทอมเมมโมรี่ (Short Term Memory) หรือ ออนไลน์เมมโมรี่ (On Line Memory) หรือเป็นกระดานดำของสมอง

อย่างที่กล่าวแล้วว่า สมองส่วนหน้า ที่เป็นเวิร์กกิ้งเมมโมรี่ หรือเป็นเสมือนสมุดทดของสมอง หากพบข้อมูลใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น พบคนแปลกหน้า ก็พยายามเก็บข้อมูลนี้ไว้ โดยจะเกิดประจุไฟฟ้าที่สมองส่วนนี้ แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนที่อยู่ลึกลงไป ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความจำระยะยาว ซึ่งเมื่อเราต้องการพยายามนึกหน้าคนคนนี้ซึ่งเราจำได้ว่าเคยเห็นหน้ามาก่อน แต่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร กระแสไฟฟ้าจากสมอง ที่เก็บความจำระยะยาว (Long Term Memory) หรือ สมองส่วนที่ลึกลงไปในสมอง ที่เก็บข้อมูลระยะยาว คือ ที่ฮิปโปแคมปัสทั้งสองข้าง ก็จะส่งกระแสไฟฟ้ากลับขึ้นมาที่ เวิร์กกิ้งเมมโมรี่ หรือสมุดทดตรงนี้เพื่อบอกข้อมูล แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนอื่นที่จะบอกให้รู้ว่าคนคนนี้คือใคร

เราอาจเปรียบเทียบสมองเรา เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่มีความคล้ายคลึงกันมาก เรามีความจำ ระยะสั้นที่จะถูกลบหายไป กับความจำระยะยาวที่เราจะเก็บไว้ จริง ๆ แล้วเราอยากจะเก็บข้อมูลทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเก็บได้หมด ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรารับรู้เข้ามาจะลอยไปลอยมาอยู่ในเวิร์กกิ้งเมมโมรี่ หรือถ้าเทียบกับคอมพิวเตอร์ก็คือ แรม (RAM – Random Access Memory) นั่นเอง แต่ความจำระยะสั้นในสมองจะหายไปได้ ในขณะที่ข้อมูลในแรมของคอมพิวเตอร์ยังคงอยู่ แรม หรือเวิร์กกิ้งเมมโมรี่ จะทำให้เราสามารถคิดเลขคณิตง่าย ๆ ในใจได้ หรือจำตัวเลขง่าย ๆ ได้ แต่ก็จำได้แค่ระยะสั้น ๆ เหมือนที่เราหมุนหมายเลขโทรศัพท์ หลังจากนั้น เราก็จะลืม ความจำระยะยาวก็เหมือนฮาร์ดไดรฟ์ (Hard Drive) ในคอมพิวเตอร์ ทุกครั้งที่เราได้รับข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไป กลุ่มของเซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้น ถ้าหากว่าเราได้รับข้อมูลนั้นซ้ำ ๆ กลุ่มเซลล์ประสาทเดิม จะถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ ก็จะทำให้เรามี ความจำระยะยาวได้ แต่ถ้าหากเราได้รับข้อมูลนั้นเข้าไปเพียงครั้งเดียว และเราไม่ได้ใช้อีกเลย ข้อมูลก็จะถูกลบเลือนหายไป แต่ข้อมูลในฮาร์ดไดรฟ์ของคอมพิวเตอร์ยังอยู่ เราสามารถเก็บข้อมูลที่ได้รับเข้ามา ให้เป็นความจำระยะยาว ได้ด้วยการท่องจำข้อมูลนั้นซ้ำ ๆ แต่การตัดสินว่าจะเก็บข้อมูล หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมองส่วนฮิปโปแคมปัส หรือสมองที่มีหน้าที่เกี่ยวกับ อารมณ์ทั้งข้างซ้าย และข้างขวา สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนคีย์บอร์ด ของคอมพิวเตอร์ที่เราจะกด ให้เก็บข้อมูล หรือไม่เก็บข้อมูล และการที่ฮิปโปแคมปัส จะตัดสินว่า จะเก็บข้อมูลนี้ เป็นความจำระยะยาว หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ปัจจัยด้วยกัน ปัจจัยแรก คือ ข้อมูลนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอารมณ์ หรือไม่ ปัจจัยที่สอง คือ ข้อมูลที่เข้ามาใหม่มีความเกี่ยวข้อง กับข้อมูลที่รู้แล้ว หรือไม่ ซึ่งต่างจากคอมพิวเตอร์ คือ ถ้าเราเก็บข้อมูลใหม่ ไม่ว่าจะมี ความเกี่ยวข้องกับข้อมูล ที่มีอยู่แล้ว หรือไม่ คอมพิวเตอร์ก็จะเซฟข้อมูลไว้หมด แต่สมองเราไม่เป็นเช่น นั้น การที่เราเลือกเก็บข้อมูล ที่น่าสนใจเป็นสิ่งดี เพราะเรา ไม่สามารถ เก็บทุกอย่าง ไว้ในสมองได้หมด ถ้าเราเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ในสมอง เราจะไม่สามารถมุ่ง ความสนใจ หรือมีความตั้งใจกับสิ่งใดได้

เพราะฉะนั้นหน้าที่เลือกเก็บข้อมูลของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น สมองส่วนนี้จะค่อย ๆ ฝ่อไป ลดการทำงานลง ดังนั้นคนอายุน้อย จะมีความจำดีกว่า คนอายุมาก อย่างไรก็ตามยังนับว่าโชคดีที่สมองในสภาวะปกติ ถึงแม้ว่า ความจำ จะมีการเสื่อมสภาพเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากพอที่จะลดประสิทธิภาพในการทำงาน หรือในการใช้ชีวิตประจำวันลง นอกจาก ในคนที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) โรคของเส้นเลือดที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนนี้ไม่เพียงพอ ก็จะทำให้มีอาการหลงลืมผิดปกติ

7. การเรียนรู้ภาษา

ภาษาเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ กล้ามเนื้อของเรามีการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อเสียงแบบอัตโนมัติ ซึ่งเกิดขึ้น ตั้งแต่เป็นทารก ในครรภ์อายุประมาณ 7 เดือน และหลังคลอดสมองก็พร้อมที่จะทำงานได้ทันที เพราะเส้นใยประสาท และระบบประสาท ทั้งหลายมีพร้อมอยู่แล้ว ต้องการเพียงแค่สิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ก็จะเกิดการเรียนรู้ภาษาขึ้น ต่อคำถามว่า เด็กเรียนรู้ที่จะพูด ได้อย่างไร ก็ต้องรู้ว่าสมองเกี่ยวกับ การพูดทำงานอย่างไร การพูดของคนเราเกิดจากการทำงาน ของกลุ่มเซลล์ประสาท ที่ติดต่อถึงกัน เพื่อสร้างคำพูดขึ้นมา ซึ่งแต่ละคำอาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกับคำอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นในกลุ่มเซลล์ประสาทที่สร้างคำพูดนี้ ยังแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อที่จะใช้เรียกคำแต่ละคำ สิ่งของแต่ละสิ่ง เช่น ผลไม้ ดอกไม้ หน้าตา หรืออื่น ๆ ด้วยการทำงาน ติดต่อกันของกลุ่มเซลล์ประสาท ทั้งหมด หรือระหว่างกลุ่มเซลล์ประสาทกลุ่มย่อย ๆ นี้ จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ภาษาขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการใส่คำใหม่ ๆ เข้าไปในสมอง หรือเรียนรู้คำใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงการเชื่อมโยง ระหว่าง กลุ่มเซลล์ประสาทกลุ่มเก่า กับกลุ่มใหม่อยู่ตลอดเวลา การติดต่อไปมาอย่างนี้ ในที่สุดสมองทุกส่วนก็จะล่วงรู้คำคำใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ในคนไข้ที่เป็นโรคสมองอักเสบ คือ มีความผิดปกติในเซลล์ประสาทกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้เสียความสามารถ ในเรื่อง ของภาษาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเซลล์ประสาทกลุ่มนั้น ทำให้ไม่สามารถเรียกชื่อบางชื่อได้ เช่น ไม่สามารถจะเรียก “ดอกไม้” ได้ เพราะโรคสมองอักเสบ ได้ทำลาย กลุ่มเซลล์ประสาท ที่ทำหน้าที่เรียกคำว่า “ดอกไม้”
ในเรื่อง ความเข้าใจภาษานั้น สังเกตได้จากการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ ของเรา คือ เมื่อเราได้รับการสอนให้อ่านออกแล้ว เราสามารถเกิดความเข้าใจข้อความที่อ่านทั้งหมดแม้ว่าในข้อความนั้นอาจจะมีคำใหม่ ๆ บางคำที่เราไม่เข้าใจแทรกอยู่ก็ตาม โดยไม่จำเป็นต้องไปเปิดพจนานุกรมดูความหมายคำที่ไม่เข้าใจ สมองจะพยายามใช้ความเข้าใจประโยคทั้งหมดเพื่อจะแปลคำใหม่นี้ หลังจากที่แปล คำใหม่ได้แล้ว สมองจะพยายามเก็บคำใหม่นี้ไว้ในสมอง

ส่วนในเรื่อง การออกเสียง จะพบว่าการออกเสียงที่เรียกว่า โฟเนติก (Phonetic) คือ การเปล่งเสียงออกมาเป็นคำ ๆ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ภาษาที่คนทั่วโลกใช้จะมีเป็นพัน ๆ ภาษา แต่ว่าแต่ละภาษาสร้างขึ้นจากการเปล่งเสียงออกมาเป็นคำ ๆ ประมาณแค่ 50 เสียงเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับเลขคณิตที่ใช้ตัวเลขแค่ 0-9
สำหรับการเขียนจะมีความสลับซับซ้อน เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย การทำงานของสมองในการเขียนยังต้องอาศัยการเชื่อมโยงของคำ แต่ละคำเช่น เดียวกับการพูด นอกจากนั้นยังต้องอาศัยทักษะ และการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือด้วย
ความจริงเราไม่จำเป็น ต้องสอนภาษาให้เด็กทารก หรือเด็กเล็ก ๆ เพราะการเรียนรู้ภาษาจะเป็นไปโดยอัตโนมัติเหมือนกับฟันขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือเด็กจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่มีการพูดคุย มีข้อมูลทางด้านภาษาป้อนเข้าไปอยู่ตลอดเวลา เด็กทารกที่มีแม่เป็นใบ้ และหูหนวกจะไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด และไม่สามารถพูดได้จนกว่า จะได้รับการเลี้ยงดู จากคนเลี้ยงที่พูดได้ จะเห็นได้ว่าธรรมชาติมีความสำคัญแต่สิ่งแวดล้อมก็สำคัญไม่แพ้กันด้วย

การที่เด็กสามารถเรียกชื่อสิ่งต่าง ๆ ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ป้อนเข้าไป เมื่อเราบอกเด็กว่าสิ่งต่าง ๆ เรียกว่าอะไร ข้อมูลเหล่านี้ก็จะเข้าไป อยู่ในเส้นใยประสาท กลุ่มของเซลล์ประสาทที่เป็นรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง เด็กจะรับรู้ว่ารูปร่างหน้าตาแบบนี้เรียกว่าอย่างนี้ เช่น แท่งยาว ๆ ที่ใช้เขียนได้ เรียกว่า ปากกา ยิ่งกว่านั้นขณะที่พ่อแม่บอกชื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ มีการแสดงความรู้สึกต่อสิ่งนั้นด้วย เช่น ถ้าเด็กชี้ไปที่ดอกไม้ และถามว่าอะไร พ่อแม่จะยิ้ม และบอกว่า “ดอกไม้” ซึ่งทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่ชอบดอกไม้ ดอกไม้เป็นสิ่งที่พ่อแม่พอใจ ข้อมูลนี้ก็จะถูกเก็บเข้าไปในสมองเช่น กัน หรือถ้าลูกถามว่านี่อะไรแล้วชี้ไปที่สุนัขตัวใหญ่ ตัวสกปรก น่ากลัว พ่อแม่ทำหน้าตาว่า น่ากลัวแล้วบอกว่า “อย่าเข้าไปใกล้นะ น่ากลัว เดี๋ยวมันกัดเอา” ใส่ความรู้สึกน่ากลัวเข้าไปด้วย เด็กก็จะรับข้อมูลทั้งหลายนี้ เข้าไปเก็บไว้ในสมองด้วย หลังจากนั้นเมื่อเราเอ่ยชื่อ ของ หรือสิ่งบางสิ่ง เด็กจะนึกถึงของ หรือสิ่งนั้น พยายามมองหาสิ่งนั้น การที่ผู้ใหญ่เอ่ยชื่อวัตถุ หรือสิ่งต่าง ๆ เป็นการกระตุ้นเครือข่ายเซลล์ประสาทของเด็ก ทำให้เกิดการค้นหาข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ ตั้งแต่แรกในสมอง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าความจำนั่นเอง นี่คือพื้นฐานของการเรียนรู้ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ และเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งต่อการเรียนรู้ภาษาด้วย

8. การสร้างบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพของแต่ละคน จะเป็นสิ่งประจำตัวของคนคนนั้น ที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่น และมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่จะประกอบกัน ทำให้คนแต่ละคน มีบุคลิกภาพเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานประสานกัน ของสมองที่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม และประสบการณ์ ที่ได้รับ จากสิ่งแวดล้อม
บุคลิกภาพมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างยิ่ง ทำให้เรารู้สึกถึงความสำคัญของตัวเอง เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่า ขณะนี้ตัวเราเป็นคนอย่างไร และเราจะไม่มีทางเข้าใจว่าขณะนี้เราเป็นคนอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าเราควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุด เราจะต้องค้นพบตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง

ทฤษฎีหนึ่งที่เกี่ยวกับ บุคลิกภาพอาศัยความสัมพันธ์ระหว่าง อารมณ์ และความสามารถในการรู้ตัวเอง (Self Awareness) ถือเป็นความฉลาด อย่างหนึ่ง เพราะการที่เราจะรู้ตัวเอง หรือรู้พฤติกรรมของเราเองได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามองตัวเราอย่างไร เมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ และเราจะควบคุมพฤติกรรมของเราได้อย่างไร ซึ่งความสามารถที่จะจัดการ และควบคุมชีวิตเรานี้ เป็นความสามารถที่เรียกว่า ประสิทธิภาพส่วนบุคคล (Self Efficacy) คนที่มีประสิทธิภาพส่วนบุคคลสูง จะมีความมั่นใจในการมี พฤติกรรมโต้ตอบที่ถูกต้อง แต่คนที่มีประสิทธิภาพในตัวเองต่ำจะมีความกระวนกระวาย มีความกังวลเมื่อจะต้องมีการโต้ตอบต่อ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของคนคนนั้น ความรู้ตัว และประสิทธิภาพส่วนตัวนี้เองจะรวมกันเป็นบุคลิกภาพขึ้น

9. ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System)

ระบบประสาทอัตโนมัติ ประกอบด้วย ประสาท 2 ส่วน ที่เรียกว่า ซิมพาเทติก (Sympathetic) และ พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุม การทำงานของกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อหัวใจ และต่อมต่าง ๆ ของร่างกาย ควบคุมการทำงาน ของเส้นเลือด ความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ ม่านตา การไหลของ เหงื่อ น้ำตา และน้ำลาย การเคลื่อนไหวของลำไส้ การควบคุมกระเพาะปัสสาวะ และความผิดปกติทางเพศ การทำงานต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้นจะต้องอาศัยการ ทำงานที่ได้สมดุลของ ระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้งสองระบบ ระบบประสาทอัตโนมัติ ทำงานโดยผ่านการหลั่งสารเคมีที่สำคัญ คือ อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) และ นอเอพิเนฟริน (Norepinephrine) สมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของประสาทอัตโนมัตินี้จะอยู่ที่สมองด้านหลัง หรือส่วนที่เป็น แกนกลางของสมอง ซึ่งจะมีกลุ่มของเซลล์ประสาท ที่อยู่นอกเหนือจากสมอง และไขสันหลัง นอกจากกลุ่มของเซลล์ประสาทที่อยู่ที่แกนสมอง ที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติแล้ว ยังมีการควบคุม การทำงานของเซลล์ประสาทเหล่านี้จากสมองส่วนเหนือขึ้นไป ซึ่งจะมาจากสมองส่วนหน้า คือ ฟรอนทอลโลบ สมองส่วนที่เกี่ยวกับ อารมณ์ และสมองส่วนกลาง ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบต่อมไร้ท่อ

ตัวอย่างการทำงาน ของระบบประสาทอัตโนมัติที่มีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น หากคนเรา หรือสัตว์เกิดความกลัว เตรียมพร้อมที่จะหนี หรือจะสู้ อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายก็จะตอบสนองโดยสมองจะอยู่ในภาวะตื่นตัว การเต้นของหัวใจจะเร็วขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ม่านตาจะขยาย ระบบลำไส้จะทำงานน้อยลง อาจจะมีเหงื่อออกมาก ถ้าเป็นสัตว์ก็จะแสดงอาการขู่คำราม ขนลุกชัน เตรียมพร้อมที่จะสู้ หรือหนี ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้เป็น ปฏิกริยาตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติ
แต่ถ้าสัตว์ หรือคนเราอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่มีความกลัว หรือเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ ระบบการเต้นของหัวใจจะเต้นอย่าง สม่ำเสมอ ระบบการหายใจเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ระบบทางเดินอาหารเกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลำไส้อย่างราบรื่นสมบูรณ์

การควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติก ยังควบคุมผ่านการทำงานของต่อมหมวกไตด้วย ต่อมนี้จะหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า เอพิเนฟริน (Epinephrine) หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ อะดรีนาลีน (Adrenaline) ซึ่งมีหน้าที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ม่านตาขยาย คือมีการทำงานของระบบซิมพาเทติกเพิ่มมากขึ้น ถ้าเกิดความกลัวมาก ๆ ระบบขับถ่ายก็จะหยุดทำงานด้วย หรือหากกลัว มากเกินไป ก็ไม่สามารถจะยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบ ของระบบขับถ่ายได้ เพราะฉะนั้นคนบางคนจะกลัวจน ปัสสาวะอุจจาระราด จะเห็นว่าอาการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลการทำงาน ของระบบประสาทอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบประสาท อีกส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่สำคัญเช่น กัน ในการควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย สมองส่วนนี้เรียกว่า ไฮโปทาลามัส ซึ่งจะอยู่ใกล้ ๆ กับสมองส่วนลิมบิก หรือสมองส่วนของอารมณ์
สมองส่วนไฮโปทาลามัส จะควบคุมอวัยวะภายในร่างกายผ่าน ทางระบบประสาทอัตโนมัติที่กล่าวไปแล้ว และควบคุมระบบต่อมไร้ท่อ ที่สร้างฮอร์โมนที่จะไปควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างเช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต นอกจากนั้นยังควบคุมความสมดุลของน้ำ ให้มีการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้มีปริมาณของน้ำ และเกลือแร่ที่สมดุลในร่างกาย ควบคุมการกินที่ทำให้กินจุมากน้อย ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น หรือต่ำลง ควบคุมการนอนหลับ
การควบคุมการทำงานของต่อมไร้ท่อ โดยผ่านต่อมใต้สมอง ต่อมใต้สมอง จะสร้างฮอร์โมนหลายชนิดที่ควบคุมต่อมไร้ท่อต่าง ๆ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุล การทำงานที่เป็นปกติของต่อม ไร้ท่อเหล่านี้เป็นผลมาจาก การควบคุมระดับฮอร์โมน ในร่างกาย ให้อยู่ในระดับปกตินั่นเอง

สารเคมีในสมอง : สารสื่อนำประสาท Neurotransmitter

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการทำงานของเซลล์ประสาทเกิดจากปฏิกิริยาเคมี มีการหลั่งสารเคมี และเกิดประจุไฟฟ้า เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นใน เส้นใยประสาท ซึ่งจะส่งไปตามเซลล์ประสาทต่าง ๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาการทำงานของสมอง สารเคมีในสมองมีมากมาย หลายชนิด แต่จะขอกล่าวถึงเฉพาะสารเคมีที่สำคัญ คือ

  • อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) เป็นสารเคมีที่มีหน้าที่เกี่ยวกับ ความจำ
  • เอนดอร์ฟิน (Endorphins) เป็นสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลายหายเจ็บปวด การทำงานของเอนดอร์ฟินที่เกิดขึ้นในสมอง จะคล้าย ๆ การทำงานของสาร หรือยามอร์ฟีน (Morphine) ที่ใช้ในทางการแพทย์ ในคนไข้ที่ได้รับความเจ็บปวดมาก ๆ เมื่อฉีดมอร์ฟีน เข้าไปจะทำให้ ความเจ็บปวดลดลง เกิดอาการผ่อนคลาย สารเอนดอร์ฟินในสมองก็มีการทำงานแบบนี้เช่น กัน
  • เมลาโทนิน (Melatonins) สารนี้จะทำให้คนเราหลับสบาย จึงมีการนำสารเมลาโทนิน มาช่วยทำให้นอนหลับ โดยเฉพาะคนที่เกิด อาการ เจ็ตแล็ก (jet lag) หรืออาการนอนไม่หลับเมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน และมีการเปลี่ยนเวลาจากซีกโลกหนึ่งไปอีก ซีกโลกหนึ่ง
    เซโรโตนิน (Serotonins) ถ้าสมองมีสารนี้ในระดับที่พอเหมาะ จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ถ้าหากมีระดับสารเซโรโตนินต่ำ ก็จะทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้า
  • ซับสแทนซ์พี (Substance P) เป็นสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึก เจ็บปวด สารตัวนี้จะเป็นตัวสื่อความเจ็บปวด และยาเช่น มอร์ฟีน หรือสารเอนดอร์ฟิน สามารถลดการทำงาน ของซับสแทนซ์พี ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดน้อยลง

นอกจากที่กล่าวมานี้ ยังมีสารเคมีอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งจะต้องทำงานประสานกัน และอยู่ในระดับสมดุล จึงจะทำให้ร่างกาย และสมองของเราอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

สรุป

การทำงานของสมอง ตั้งแต่ระดับเซลล์ประสาทจนถึงหน้าที่ต่าง ๆ ของสมอง การทำงานของเซลล์ประสาทซึ่งมีอยู่ 1 แสนล้านเซลล์ ใช้ระบบสารเคมี ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า เซลล์ประสาทตัวที่หนึ่งอาจจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทตัวที่สอง และเซลล์ประสาท ตัวที่สาม อาจจะยับยั้ง การทำงาน ของเซลล์ประสาทตัวที่สอง ผลลัพท์ระหว่างการกระตุ้น และการยับยั้งจะสั่งให้เซลล์ประสาท ทำงาน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้น หรือยับยั้งก็ได้
เซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำงานกัน เป็นกลุ่ม เซลล์ประสาท 1 ตัวจะติดต่อกับ เซลล์ประสาทอื่นเป็นหมื่น ๆ เซลล์ โดยผ่านทาง เส้นใยประสาท และจุดเชื่อมต่อ เซลล์ประสาท เหล่านี้จะรับความรู้สึก และบอกได้ว่าส่วนใดของร่างกายได้รับความรู้สึก เพราะสมองคนเรา มีแผนที่ในสมอง เช่น เดียวกับการสั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน สมองก็จะมีแผนที่สั่งให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีการเคลื่อนไหว
สำหรับการมองเห็น และการได้ยิน อาศัยข้อมูลจากภายนอกเข้ามาในสมองผ่านทางประสาทตา หรือประสาทหู ก่อให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ในสมองส่วนที่ทำหน้าที่นั้น ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ไกลกัน แต่นำข้อมูลมาประกอบกัน เช่น การเห็นวงกลม เซลล์ประสาทแต่ละกลุ่ม จะเห็นเป็นเส้นโค้ง ๆ เมื่อมาประกอบกันเส้นโค้งเหล่านี้จะกลายเป็นวงกลม
ความฉลาด และความคิด เป็นเรื่อง ที่ไม่สามารถจะบอกได้ว่ามาจากส่วนใดของสมอง แต่ที่ทราบกันคือ นีโอคอร์เท็กซ์ หรือสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมัยใหม่ทำหน้าที่นี้ ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยภายนอกให้ข้อมูลเข้าไป ถ้าหากเราเร่ง หรือกระตุ้นเด็กมากเกินไป หรือในทางตรงกันข้ามปล่อยปละละเลยไม่สนใจให้เด็กได้รับข้อมูลอย่างเหมาะสมตามวัย ก็จะทำให้มีปัญหาทางด้านสติปัญญา และความฉลาด
มีข้อมูลใหม่ ๆ พบว่าสมองเรามีความจำสมุดทด หรือ เวิร์กกิ้ง เมมโมรี่ (Working Memory) และความจำระยะยาว การให้ข้อมูลซ้ำ ๆ การท่องจำ จะทำให้จำได้ดี การที่สมองจะกำหนดว่าข้อมูลใดควรเก็บเป็นความจำระยะยาวขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ปัจจัย คือ อารมณ์ และข้อมูลที่เข้ามาใหม่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลเดิม หรือความรู้เดิม หรือประสบการณ์ที่เคยมีมาก่อน
ในเรื่อง การเรียนรู้ภาษา การเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในช่วง 7 ปีแรก ของชีวิต หลังจากนั้นจะเป็นการเรียนรู้แบบนามธรรม และภาษาที่สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นการทำงานของสมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ เพราะต้องใช้ความคิด และความฉลาดในการ เรียนรู้ด้วย

เราก็รับรู้การทำงานของสมองไปกันแล้ว ตอนต่อไปเรามารู้เรื่องเกี่ยวกับจิตกันบ้างดีกว่า จิต เป็นเรื่องที่สำคัญ พอ ๆ กับสมองเลยทีเดียว

ส่วนตอนนี้ขอให้ทุกคนมาเริ่มบริหารสมองด้วยการออกกำลังกายสมองจากการอ่าน บทความข้างต้น ให้สนุกนะคะ สวัสดีค่ะ ^^

~ความจริงในความรัก~

ค ว า ม จ ริ ง ใ น ค ว า ม รั ก

มันก็เป็นความจริงอย่างที่ความจริงเป็น… ความจริงเกี่ยวกับความรัก

1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือ การรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง

2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ทานประทานมา

3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว

4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป

5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่ เปิดไว้รอเรา

6.เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไร กันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

7.เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเรา

9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ

10. อย่าบอกลา ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจได้

11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้

14.มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขามาจากความฝัน เพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น

15. ฝัน ถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข

17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุขได้

19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่าเราเราเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่ปรากฎในพวกเขา

20. คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก

21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่าของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิตพวกเขา

22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา

23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่ถูกลืม คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดีถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ

24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

– A man overtime falls in love with the woman he is attracted to, and a woman overtime becomes more attracted to the man she loves.
ผู้ชายมักจะตกหลุมรักคนที่เค้าหลงเสน่ห์ และผู้หญิงจะหลงเสน่ห์คนที่เธอตกหลุมรัก

– Friendship is love minus sex and plus reason. Love is friendship plus sex and minus reason.
มิตรภาพคือ ความรัก ลบด้วย เซ็กซ์ และบวกเอาเหตุผลเพิ่มเข้าไป ส่วนรักคือ มิตรภาพบวกด้วยเซ็กซ์ และลบเอาเหตุผลออก

– To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything!!
การได้รักเป็นเรื่องขี้ผง การถูกรักเป็น “บางอย่าง” ทีเดียว ส่วนการได้รักและการถูกรักเป็นทุกอย่าง (ว้าว)

– You may only be one person to the world but you may also be the world to one person.
คุณอาจจะเป็นแค่ “คน ๆ หนึ่ง” ในโลกใบนี้ แต่คุณอาจจะเป็น “โลกทั้งใบ” ของคนคนหนึ่งก็ได้

– Friendship often ends in love, but love in friendship- never.
มิตรภาพมักจะจบลงด้วยความรัก แต่ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ

– You know when you love someone when you want them to be happy even if their happiness means that you’re not part of it.
(อันนี้ต้องขอบอกว่าโปรดมากค่ะ) คุณรู้ว่า คุณรักเค้าก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้เค้ามีความสุข แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายความถึงการที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

– Love looks not with the eyes, but with the mind.
ความรักนั้น เห็นไม่ได้ด้วยตา แต่ด้วยใจ

– Love is like standing in the wet cement. The longer you stay, the harder it is to leave. And you can never go without leaving your shoes behind.
ความรักก็เหมือนซีเมนต์เปียก ๆ ยิ่งคุณอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งติดหนึบ จากไปไม่ได้เท่านั้น และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลย โดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง

– Don’t marry a person you can live with, marry somebody you can’t live without.
จงอย่าแต่งงานกับคนที่คุณ “อยู่ด้วยได้” จงแต่งงานกับคนที่คุณ “ขาดไม่ได้”

– Don’t rely on the past to create the future, rely on the future to erase the past.
อย่าวางใจใช้อดีตเป็นตัวสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตทิ้งไป

– Love will die if held too tightly; love will fly if held too lightly.
รักจะเฉาตายถ้ายึดไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้ายึดไว้หย่อนเกินไป

– If you love someone tell them, don’t wait or else you will lose the chance.
ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ

– It only takes a second to say “I love you”, but it will take a lifetime to show you how much.
ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า “ชั้นรักเธอ” แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร

– Love, is like water, we take it for granted. Thus, when it is gone, it becomes crucial.
ความรักก็เหมือนน้ำ เรามักจะเห็นมันเป็นของตาย ต่อเมื่อ มันหมดไปแล้ว นั่นละ … มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น

– True love is like ghosts, which everyone talks about but few have seen.
รักแท้ก็เหมือนกับปีศาจ ทุกคนพูดถึง แต่มีคนน้อยมากที่ได้เห็นว่าเป็นอย่างไร

– The essential sadness is to go through life without loving. But it would be almost equally sad to leave this world without ever telling those you loved that you love them.
ความเศร้าที่สำคัญคือการชีวิตโดยปราศจากความรัก แต่มันคงจะเศร้าเกือบจะพอ ๆ กันที่จะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้บอกคนที่คุณรักว่า คุณรักพวกเค้า”

– A man falls in love through his eyes, a woman through her ears.
ผู้ชายตกหลุมรักทางตา แต่ผู้หญิงน่ะ ตกหลุมรักทางหู

– The way to love anything is to realize that it might be lost.
หนทางที่จะรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ การตระหนักสิ่งนั้น ๆ อาจจะสูญหายได้

– The perfect marriage begins when each partner believes they got better than they deserve.
การแต่งงานที่สมบูรณ์แบบเริ่มขึ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่า พวกเค้าได้รับสิ่งที่ดีเกินกว่าที่ตัวเองสมควรได้รับ

– When a young man complains that a young woman has no heart, it is pretty sure that she has his.
เวลาที่หนุ่มน้อยโอดควรญว่า สาวน้อยนางนั้นไม่มีหัวใจ ค่อนข้างแน่ใจได้เลยว่า สาวน้อยนั้นน่ะ … มีหัวใจของหนุ่มคนนั้นอยู่ในกำมือ

– Kindness in words creates confidence, kindness in thinking creates profoundness, kindness in giving creates love.
วาจาที่กรุณาจะสร้างความเชื่อมั่น จิตใจที่กรุณาจะสร้างความลึกซึ้งของจิตใจ และการให้ที่กรุณาจะก่อให้เกิดรัก

– To love is to risk not being loved in return. To hope is to risk pain. To try is to risk failure, but risk must be taken, because the greatest hazard in life is to risk nothing.
การที่ได้รักคือการเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับความรักเป็นการตอบแทน การตั้งความหวังคือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด การพยายามคือการเสี่ยงกับความล้มเหลว แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิตก็คือ การไม่เสี่ยงอะไรเลย

– When loving someone…never regret what you do…only regret what you didn’t do.
เวลารักใคร … อย่าเสียใจในสิ่งที่คุณได้กระทำ จงเสียใจในสิ่งที่คุณไม่ได้กระทำ

– Gravity cannot be held responsible for people falling in love.
เวลาคนตกหลุมรักน่ะ … โทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้ จริงมั้ยล่ะ (ต้องโทษคนขุดหลุม)

There is a story of a woman Who always kept her feelings towards her friend Until the day he got married, she decided to tell him the truth And he felt that it’s a good joke for his wedding
มีเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอรักเพื่อนของเธอแต่ได้เพียงเก็บความรู้สึกเอาไว้ จนกระทั่งวันที่เขาแต่งงาน เธอก็ตัดสินใจบอกความจริงกับเขา …แต่เขากลับคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกสำหรับวันแต่งงานของเขา…

There is a story of a man Who has never told his wife how much he loves her Until the day she passed away Until now, he keeps sending flowers to her grave everyday With thousand kisses on the card saying “I love you” Would she be able to know?
และยังมีเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่เคยบอกภรรยาว่าเขารักเธอมากแค่ไหน จนกระทั่งเธอตายจากไป ถึงบัดนี้ เขายังคงวางดอกไม้ไว้ที่หลุมศพของเธอทุกวัน พร้อมกับรอยจูบนับพันบนการ์ดที่เขียนว่า “ผมรักคุณ” …เธอจะมีโอกาสได้รับรู้ไหม…

Yet, there is a story of a girl Who always needed a warm hug from her daddy But she was too shy to ask for Until the day he can never hug her any more…
และยังมีเรื่องเล่าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งต้องการอ้อมกอดอันอบอุ่นจากพ่อของเธอเสมอ แต่เธอเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยปากออกไป …จนกระทั่งวันที่พ่อไม่สามารถกอดเธอได้อีกต่อไป…

A lot of stories happen everyday You could know what had happened yesterday How can you be sure what will happen tomorrow? Think of something you never say Are you waiting until the day? to say ” I LOVE YOU “
ทุกๆวันเกิดเรื่องต่างๆขึ้นมากมาย คุณอาจจะรู้ว่า เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้น แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้ ลองคิดถึงบางสิ่งที่คุณไม่เคยพูด จะต้องรอให้ถึงวันไหน ที่จะบอกคำว่า “รัก

ฝุ่น..

.

.

.

ชอบเพลงนี้มาก..

คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว
อะไรที่หวัง ก็พังไปตั้งนานแล้ว
แต่ชีวิตไม่รู้ทำไม มันยังคงค้างคาใจ
ไม่มีวันใดที่ฉันไม่จดจำ

ก็คำว่ารักยังจำได้อยู่เสมอ
หลับตาทุกครั้งยังเจอเธออยู่ตรงนี้
ความเข้มแข็งที่ฉันเข้าใจ อ่อนแอลงทุกนาที
อยู่ดีๆ ใจก็ร้องไห้อีกครั้ง

ยังคิดถึงเธอเหลือเกิน ได้ยินมั้ย
เธอยังอยู่ในหัวใจ ของฉัน
ข่มตานอนทุกคืน ยังฝันยังเห็นว่าเรารักกัน
เธออยู่ที่ไหน คิดถึงเธอ
ชาตินี้ไม่มีสิทธิ์เจอ จบแล้วก็เข้าใจ
แต่จะให้ทำยังไง เมื่อในหัวใจยังจดจำ

คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต
ยังทำให้คิดถึงวันเก่าๆ เหล่านั้น
ได้แต่หวังลึกๆ ในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน
สิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นจะกลับมา

ยังคิดถึงเธอเหลือเกิน ได้ยินมั้ย
เธอยังอยู่ในหัวใจ ของฉัน
ข่มตานอนทุกคืน ยังฝันยังเห็นว่าเรารักกัน
เธออยู่ที่ไหน คิดถึงเธอ
ชาตินี้ไม่มีสิทธิ์เจอ จบแล้ว ก็เข้าใจ
แต่จะให้ทำยังไง เมื่อในหัวใจมีแต่เธอ

ความรักกับการลงทุน

.
.
.
เทคนิคการลงทุน..
ก็คือให้กระจายการลงทุนในหลายๆอุตสาหกรรม
เพราะว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาส เสมอ!!
เมื่อธุรกิจหนึ่งเริ่มแย่ แต่ธุรกิจกลุ่มอื่นอาจจะเฟื่องฟูได้
ดังนั้น การที่เราลงทุนแค่อย่างใดอย่างหนึ่งอาจจะเสี่ยงเกินไป
เค้าจะมีคำพูดประจำของพวกนักลงทุนอยู่คำนึงว่า
 
“don’t put all your eggs in one basket” 
 
คือ อย่าเอาไข่ของคุณไปไว้ในตะกร้าใบเดียว
เพราะจะเสี่ยงที่ไข่จะหล่นลงมาแตกได้
ถ้าเรามีไข่ 10 ใบก็แบ่งใส่ตะกร้าละใบก็จะเสี่ยงน้อยกว่า
แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็จะไม่สูงมากนัก  
 
ก็เข้าใจหลักการลงทุนมาละ.. แต่มานั่งคิดๆดู
เมื่อนึกถึงเวลาผู้ชายจะจีบใครสักคน..
ถ้าเขาทุ่มให้ใครคนหนึ่งมากเกินไป
เขาก็คงจะเสี่ยงที่จะขาดทุนได้เหมือนกัน
ก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมการมีกิ๊กหลายๆคนถึงช่วยลดความเสี่ยงได้ 55
จากกรณีศึกษาใกล้ๆตัว เห็นกันบ่อยๆ
หรือพวกที่ชอบแทงกั๊ก นั่นแหละ 55
ที่จริง.. เราไม่ค่อยชอบเลยนะพวกที่คบหลายๆคนพร้อมกันเนี่ย
พวกอัธยาศัยดี แจกขนมจีบไปทั่ว
ยินดีลงทุนกับทุกๆคนเลย แต่ก็หวังผลกับทุนคนเหมือนกัน
มันดูไม่จริงใจเลย เฮ้อๆ  
 
แต่ถ้ามองในแง่การลงทุน..
เค้าก็เสี่ยงเหมือนกันนะที่จะมาจีบเรา
ถ้าเกิดเราไม่ชอบเค้าก็แห้ว อดไปเลย
ที่ลงทุนมาทั้งหมด ตามรับ ตามส่ง ซื้อโน่น ซื้อนี่ให้
เวลาคนเราลงทุนอะไรก็ต้องหวังผลตอบแทนกันทั้งนั้น
ยกเว้นว่าเรายินดีจะมอบให้เธอคนนั้นด้วยความจริงใจ
ไม่หวังผลตอบแทนเลย
อันนั้นก็คงจะมีน้อย.. (หายากมากๆ) 
 
แต่ก็ยังมีอีกคำหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ  

“High Risk High Return”
 
บางทีอะไรที่มันเสี่ยงมากๆ แต่ผลตอบแทนมันก็คุ้มค่านะ
อยู่ที่ว่าเราจะกล้าเสี่ยงแค่ไหน ?

Together with the Earth, we are one in Gaia : James Love Lock

ผู้เขียน James Lovelock นักเขียนและนักวิทยาศาสตร์: สำหรับเรื่อง Homage to Gaia : The Life of an Independent Scientist ได้รับการตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ Oxford University Press.

 

พร้อมด้วยโลก, เราต่างเป็นหนึ่งเดียวกันในกายา
บันทึกประสบการณ์ชีวิตของนักวิทยาศาสตร์อิสระคนหนึ่ง

“ทำไมเธอถึงต้องการจะไปที่โบสถ์ล่ะ ?” ลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อ Lily ถาม.
“เพราะฉันต้องการไปฟังเสียงระฆัง” ผมตอบ.
การสนทนากันนี้เกิดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งในเดือนเมษายน ปี 1926 เมื่อตอนที่ผมพำนักอยู่ที่บ้านในชนบทซึ่งเป็นของลูกพี่ลูกน้องกัน ณ Hagbourne ใน Berkshire.
“อืม, ก็ไปเสียซิ” Lily พูด. “และเธอจะยังอยู่ที่นั่นใช่ไหม ?”

ทางเดินพุ่งตรงตัดไปที่กลางลานต้นข้าวสาลีที่ยังอ่อน, มันดูสดใสในยามเช้าช่วงที่แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง และอากาศก็สดชื่น เต็มไปด้วยเสียงนกร้อง. ผมเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งข้ามลานข้าวสาลีไป แล้วก็ได้ยินเสียงระฆัง. ไม่ไกลนัก – ผมได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยน่าฟังนัก ดังมาจากในบ้าน มันคือเสียงดนตรีที่ค่อนข้างแย่; ที่ได้ยินมาจากเช้าวันอาทิตย์ วันที่มีแดดอุ่นๆานมาแล้ว. มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์. มาถึงตอนนี้ ผมรู้แล้วว่า ทำไม John Betjeman จึงเลือกตั้งชื่อหนังสือของเขาว่า Summoned by Bells [การถูกเรียกด้วยเสียงระฆัง]: ผมแน่ใจว่าอย่างนั้น.

สมเกียรติ ตั้งนโม : แปล
และเรียบเรียง
ความยาวประมาณ 13
หน้ากระดาษ A4

รอยทางเดินลัดเลาะไปบนเส้นทางเล็กๆและใต้สะพานรางรถไฟ มันเป็นเส้นทางเดียวที่มุ่งไปยัง Oxford, และที่ที่ผมกำลังบ่ายหน้าไปก็คือโบสถ์ในชนบท ทั้งหมดผมจำมันได้ว่า ผมได้เดินเข้าไปข้างในโบสถ์แล้วนั่งลงตรงที่ม้ายาวซึ่งมีพนักพิง จากนั้นก็ฟังเสียงของระฆัง ในไม่ช้า ม้านั่งยาวก็เต็มและพิธีกรรมทางศาสนาก็เริ่มขึ้น. ผมจำไม่ได้ ในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆในเวลานั้นว่ายืนๆนั่งๆโดยตลอดในช่วงระหว่างพิธีกรรมทางศาสนาที่ยาวนานได้อย่างไร แต่ผมยังระลึกได้ถึงการต้อนรับที่อบอุ่นในช่วงเวลานั้น

ฉันคือใคร และฉันมาจากไหน ? เหมือนกับแสงแดดของวันนั้น รอยยิ้ม และความพึงพอใจของผู้คน และนี่คือภาพของความทรงจำเกี่ยวกับชุมชนที่ประกอบไปด้วยบรรดาคริสเตียนทั้งหลาย มันทิ้งให้ผมเร่าร้อนอยู่ในความอบอุ่น และยอมให้ผมได้หวนคืนกลับไปสู่วันเวลานั้นด้วยความคิดถึงสิ่งที่เด็กคนหนึ่งทำ และผมก็ไม่ลืมเวลาช่วงอาหารเย็นวันอาทิตย์ ณ บ้านของ Lily ในชนบท

สิ่งต่างๆเกิดขึ้นในช่วงก่อนที่ผมจะเป็นหนุ่ม ดูเหมือนจะเป็นการตระเตรียมเส้นทางของชีวิตของคนๆหนึ่งขึ้นมา. โดยไม่คำนึงถึงความเรียกร้องที่แท้จริงของผมเกี่ยวกับความสนใจในวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์เล็กๆอันนี้มันได้ทำให้ผมรู้สึกรักในศาสนาแองกลิกัน ซึ่งยังคงเป็นอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งทศวรรษ 1970s เมื่อมันทันสมัยมากขึ้น และบรรดาผู้ถ่ายทอดคำสอนทางศาสนาเริ่มเปลี่ยนแปลงมันไป

สำหรับผม มันได้ยืนยันถึงคำทำนายของ Aldous Huxley ในเรื่อง Brave New World พวกเขาต้องการโบสถ์หลังหนึ่งที่นำโดยชุมชนของนักแต่งเพลง ไม่ใช่โดยพระราชาคณะ. พวกเขามีสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด และประสบความสำเร็จในการแทนที่คำสอนต่างๆอันมหัศจรรย์ในหนังสือบทสวด และพระคัมภีร์เก่า ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เหมาะกับความเข้าใจที่มีข้อจำกัดของพวกเขา

ไม่นานหลังจากนั้น ผมกลับมาที่ Brixton ผมได้ทำซ้ำในเช้าวันอาทิตย์โดยเดินทางไปที่โบสถ์ ช่วงวันนั้นมันดูแปลกไป ตั้งแต่รูปร่างทรวดทรงของโบสถ์ที่ดูเป็น Byzantine ของนิกายโรมันคาธอลิค ณ Tulse Hill ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยหลาจากบ้านที่เราอาศัยอยู่ ประสบการณ์ของที่นี่ มันช่างต่างออกไปเลยทีเดียว. ในไม่ช้าหลังจากที่ผมไปถึงโบสถ์แห่งนี้ ก็ได้เข้าไปข้างในและนั่งที่ม้ายาว อีกสักพักคนที่ดูแลโบสถ์ก็เข้ามาหา จับผมที่คอเสื้อแล้วลากไปที่ประตูพร้อมกับพูดว่า “ไปให้พ้น และแกอย่าได้กลับมาที่นี่อีก แกไม่ใช่คนของที่นี่”

นิกายโรมันคอธอลิคในช่วงเวลานั้น เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างเป็นรองที่ถูกปิดล้อมไปเสียทุกด้าน และก็เป็นที่รู้กัน ผมสงสัยว่า ผู้ดูแลโบสถ์รู้ว่าผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์แห่งนี้ได้อย่างไร และคงกลัวว่าผมอาจจะอยู่ที่นั่นเพื่อมาก่อกวนหรือเล่นซุกซน. แม่และตายายของผมต่างก็ต่อต้านนิกายโรมันคาธอลิคอย่างรุนแรง มันเป็นความรู้สึกร่วมของเผ่าพันธุ์อันหนึ่งท่ามกลางชนชั้นแรงงานของผู้ที่อาศัยอยู่ในลอนดอนในช่วงเวลานั้น

ผมจินตนาการย้อนกลับไปสู่การกบฎของ Guy Fawkes และทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มเพื่อนนักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกับผมต่างรู้สึกสัมพันธ์กับนิกายโรมันคาธอลิคด้วยความโหดร้าย, เจ็บปวด, และทารุณ. ช่วงวันเวลา Guy Fawkes, การเผาหุ่น, สำหรับพวกเราแล้ว เป็นวันที่สำคัญที่สุดของปีเลยทีเดียวหลังจากวันคริสต์มาส. มันทำให้การแตกออกมาในครั้งโบราณของนิกาย Luther มารวมตัวกันเป็นกลุ่ม และสงครามกลางเมืองอันไม่มีวันจบสิ้นของคาธอลิคไอร์แลนด์ยืนยันถึงเรื่องเหล่านี้ได้

ในช่วงราวๆ 7 ขวบ เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆที่ผมรู้สึกตัวเกี่ยวกับเรื่องเพศ และเกิดรักชอบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างรุนแรงในตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นที่หนึ่งในโรงเรียนประถม เธอชื่อว่า Molly Percival, ผมคิดว่าเธอเป็นคาธอลิค และรู้สึกประหลาดใจที่เธอยังคงอยู่แถวๆนั้น. ประสบการณ์อันนี้เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่มันยังคงฝังอยู่ในความคิดและจิตใต้สำนึกของผมต่อมา จนกระทั่งผมเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ผมได้มีโอกาสพบกับผู้หญิงคาธอลิคอีกหลายคนซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นพิเศษ. ความเคร่งครัดในทางศาสนาแบบคลุมเครือประเภทนี้ ไม่เหมาะกับลัทธิความเชื่อ agnosticism (ลัทธิที่สงสัยในความจริงของศาสนา)ที่เคร่งครัดของครอบครัวผม

การฆ่ากันอย่างไร้ความปรานีของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อแม่ของผม อันนี้มันมีผลกระทบอย่างเดียวกันกับผู้หญิงอังกฤษทั่วๆไป เธอมองว่าคนรุ่นหนุ่มสาวทั้งหมดถูกบีบบังคับอย่างป่าเถื่อนให้เข้าสู่โรงฆ่าสัตว์ที่เต็มไปด้วยอันตรายของสนามเพลาะ และเธอไม่ต้องการให้ลูกชายของเธอเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เขาได้รับการบ่มเพาะจนสุกงอม และพร้อมที่จะไปตายในสงครามยุโรปครั้งต่อไป

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1, งานที่แม่ผมทำก็คือเป็นเลขาฯเสมียนของ Middlesex County Council ส่วนหนึ่งของหน้าที่การงานที่เธอทำก็คือ คอยฟังพวกที่คัดค้านหรือต่อต้านสงครามแสดงความคิดเห็นกันออกมา. ในไม่ช้า เธอก็บันทึกว่า มีเพียงพวก Quakers เท่านั้นที่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ. ประสบการณ์อันนี้ได้น้อมนำเธอไปสู่การนำผมไปสมัครที่สมาคมมิตรสหายโรงเรียนวันอาทิตย์(Society of Friends Sunday school)} ซึ่งมันตรงข้ามกับที่ที่เราอยู่ใน Brixton.

บ้านที่มีการนัดพบกันเป็นบ้านที่มีลักษณะกึ่งๆวิคตอเรียนซึ่งมีเนื้อที่กว้างพอสมควร ตั้งอยู่ในสวนเกษตรและเป็นทางผ่านของครอบครัวผม บางคนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นคนที่กระตือรือร้นในฐานะพวกที่คัดค้านและต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างมีเหตุผล บ้านหลังนี้ยอมรับในความมีเหตุมีผลของแม่อย่างไม่รั้งรอ และยินดีต้อนรับการเข้ามาร่วมของผมด้วย

ในขณะที่เป็นเด็ก ผมสงสัยว่า ผมจะอดทนกับโรงเรียนวันอาทิตย์ของโบสถ์อื่นๆได้สักกี่อาทิตย์ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเควกเกอร์แล้ว เป็นบางสิ่งที่แตกต่างไปเลยทีเดียวจากนิกายศาสนาอื่นๆ. ลักษณะที่เข้มงวด ขึงขัง ซึ่งพวกเขาเป็นเช่นนั้นในการพบปะกันแบบผู้ใหญ่ แต่กับเราแล้วที่เป็นพวกเด็กๆ พวกเขาดูเหมือนจะตอบแทนด้วยการให้ความบันเทิงที่น่าติดใจ ผมยังคงไม่ลืมนิทานที่ทำให้รู้สึกประหลาดๆ ซึ่งหาได้ยากยิ่งสำหรับความเคร่งครัดในศาสนา ส่วนใหญ่ John Street ได้เล่าให้เราฟัง และมันทำให้พวกเรารู้สึกใจจดใจจ่อ และเงียบกันไปหมด

ผมไม่ลืมเช่นกันว่า การสนทนากันอย่างเปิดอกที่พวกเรารู้สึกสนุกสนานบนสนามหญ้าในช่วงฤดูร้อน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลที่เราได้คุยกันอย่างมากมาย เช่นเดียวกับเรื่องทางศาสนา การสนทนานั้นกระตุ้นให้ผมเดินมาบนเส้นทางของลัทธิ agnosticism ต่อมาจนตลอดชีวิต. ผมได้อยู่กับ the Brixton Meeting House จนกระทั่งพวกเราได้ละทิ้งจากลอนดอนเพื่อไปยัง Orpington ในปี ค.ศ.1933

ท่ามกลางอุปกรณ์และสิ่งประดิษฐ์จำนวนมาก บนถนนสายต่างๆจึงมีฝูงชนในวัยหนุ่มสาวที่ชอบความสนุกสนานจากภาพยนตร์ในช่วงบ่ายวันเสาร์. ผมไม่ได้หมายถึงเครื่องฉายภาพยนตร์สมัยเก่าที่ใช้แสงไฟทึมๆที่โบสถ์ส่วนใหญ่ได้นำมาใช้ฉายภาพยนตร์ให้กับผู้ที่ไปยังโรงเรียนอาทิตย์: ดังเช่นภาพยนตร์เกี่ยวกับเมืองเยรูซาเล็มของนักถ่ายทำมือสมัครเล่นที่พร่าๆมัว ส่วนใหญ่แล้วถ่ายทำกันโดยบรรดาพระทั้งหลายที่ไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด ณ ที่นั่น

เรามีภาพยนตร์ 16 มม. ที่เป็นเรื่องทางโลก อย่างเช่นเรื่อง Felix and Cat และภาพยนตร์การ์ตูนอื่นๆ และเรารักพวกมันมาก เราสนุกและได้หัวเราะกันอย่างเต็มที่จนกระทั่งตัวการ์ตูนบางตัวได้รับบาดเจ็บ. สิ่งเหล่านี้คือวันเวลาของปรัชญาเสรีนิยมในห้วงวันเวลาเก่าๆเกี่ยวกับความบันเทิง และไม่มีใครเลยที่ผมพบในตอนนั้นได้ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม และพูดถึงความคิดเกี่ยวกับมนุษยธรรมและเมตตาธรรม. ความดีของมนุษยชาติคือสิ่งซึ่ง จริงๆแล้วมีสาระ และอันนี้คือการเรียนรู้และการฝึกฝนทางศาสนาของผมในการพบปะกันที่ the Brixton Meeting House

พระผู้เป็นเจ้า หากว่าพระองค์ทรงมีอยู่ ก็ไม่ใช่บุคคลที่คอยคุกคามหรือข่มเหงใคร พระองค์ทรงเป็นบางสิ่งซึ่งทำหน้าที่ตรวจตราจักรวาลที่คลุมๆเครือๆนี้เท่านั้น. แน่นอน นั่นคือพระผู้เป็นเจ้าในฐานะบุคคลผู้ซึ่งทรงสนทนากับพระสหายของพระองค์ ด้วยสุรเสียงแผ่วๆภายใน ทรงเป็นผู้มีสติรับผิดชอบ ไม่ใช่ทรงใช้สุรเสียงที่แผดก้องดังสนั่นดังเสียงฟ้าผ่ามาจากเบื้องบน ซึ่งจริงๆแล้ว มันคือสิ่งสำคัญและมีความหมายต่อพวกเรา. อันนี้เป็นเรื่องง่าย ด้วยการเริ่มต้นที่จะขยับเข้าไปสู่ลัทธิ agnosticism ที่รู้สึกสบายๆ เช่นดังที่วิทยาศาสตร์เริ่มที่จะบรรจุเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่าในจิตใจผม

ผมไม่ได้สัมผัสกับ the Brixton Meeting House อีก เมื่อพวกเราได้ย้ายไปยัง Orpington. ที่เราย้ายมานี้ ทำให้แม่ของผมเป็นอิสระจากงานเล็กๆน้อยๆที่น่าเบื่อเกี่ยวกับการพยายามจะรักษาร้านค้าศิลปะที่ค่อนข้างล้มเหลวเอาไว้ ซึ่งมาถึงตอนนี้ ทำให้เธอมีเวลาที่จะเข้าร่วมกับพวกเควกเกอร์ใน Orpington ได้มากขึ้น. หลังจากนั้นช่วงเวลาหนึ่ง เธอได้กลายมาเป็นสมาชิกของที่นั่น. สำหรับบางครั้ง ผมก็ไปที่นั่นด้วยกันกับเธอ แต่รู้สึกเคร่งขรึม แม้ว่าบรรยากาศอันมีคุณค่าของการพบปะกันที่ Kent ค่อนข้างจะคล้ายๆกับเครื่องดื่มอ่อนๆ หลังจากได้ไวน์ที่กระตุ้นเข้าไปแล้วที่บ้านของครอบครัว Street ใน Brixton

จนกระทั่งปี ค.ศ.1939 เมื่อผมได้ไปยัง Manchester ผมได้เข้าไปในโลกของพ่อของผม มันเป็นการเข้าร่วมกับธรรมชาติ. ผมใช้เวลาในช่วงวันอาทิตย์ด้วยการเดินและขี่จักรยานไปบนถนนสายเล็กๆและทางเดินฟุตบาทของชนบทอันสวยงามของเมือง Kent. บ้านที่ Darwin พำนักอยู่ ณ Farnborough ห่างออกไปจากบ้านผมใน Orpington เพียงแค่ไมล์เดียว และผมได้เดินผ่านมันบ่อยๆเวลาที่ไปเดินเที่ยวเตร่

ผมไม่เคยคิดถึงมันเลยจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1997 เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกันกับนักชีววิทยาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง, William Hamilton, เขาได้บอกกับผมว่า ตอนที่เขาเป็นเด็ก เขาได้รับการการกระตุ้นให้คึกคักโดยการเดินจากบ้านใน Sevenoaks, Kent และเราได้ค้นพบว่า เราได้เดินย่ำไปในทางเดียวกัน. ผมสงสัยว่า ถ้าเผื่อ Darwin เดินอยู่แถวๆนั้น เราทั้งคู่น่าจะเดินย่ำลงไปในรอยเท้าของเขาในทางที่เราทั้งสองเคยเดินผ่านมาแล้ว

ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ และเป็นคนที่มีความสงสยในความจริงของศาสนา ผมมีความเป็นสัตว์มากจริงๆที่ต้องการจะดำรงอยู่ในโลกของสติปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แต่เพียงอย่างเดียว. ผู้คนจำนวนมากที่ผมเคารพนับถือในด้านสติปัญญาและความฉลาด ต่างก็เลื่อมใสในศาสนา ซึ่งผมไม่สามารถที่จะทำให้ความรู้สึกในการอยากรู้อยากเห็นเของผมให้มาศรัทธาอย่างพวกเขาได้. หลายปีทีเดียว ผมได้มีโอกาสอยู่กับการรับใช้ศาสนา อันนี้รวมไปถึงการพบปะต่างๆกับพวกเควกเกอร์ การปรนนิบัติรับใช้ในโบสถ์คริสเตียนทุกๆที่ รวมทั้งในโบสถ์ของศาสนายิว และในวัดของศาสนาเอเชียต่างๆ

เทศนาและคำสอนดีๆได้มากระตุ้นใจผม ดังที่คำพูดอันไพเราะในหนังสือบทสวด แต่มันก็ไม่เคยทำให้ผมเรียนรู้ที่จะศรัทธาเลย. ณ ช่วงเวลาเหล่านั้น ผมปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรับ”ประสบกาณ์ทางศาสนา” แต่มักอยู่ในโลกของผมเสมอ แม้ว่าสิ่งที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดจะได้รับการอัญเชิญลงมายังโลก โดยในช่วงวัยกลางคนผมจึงยอมรับว่า สวรรค์และนรกมันอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ และมันอยู่รอบๆตัวผมนั่นเอง

ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่เดินไปรับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ผมได้เดินผ่านคนที่กำลังเล่นการพนัน ผู้ซึ่งนั่งเล่นไพ่อยู่ตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้หลับได้นอน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเศร้าหมอง มันแสดงออกมาเป็นสีเทาๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าได้เห็นนรกโดยที่ไม่ต้องตกลงไปอยู่ ณ ที่นั้น. ในทางตรงข้าม ช่วงที่ผมมีโอกาสหยุดพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ไปบนยอดเขาต่างๆ มันเป็นช่วงขณะที่เสมือนได้อยู่บนสวรรค์ และเป็นการพักผ่อนอันแสนวิเศษ ที่ผมได้มาเต็มๆในช่วงสิบปีหลังนี้

เราปรารถนาที่จะรัก และถูกรัก รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนบางกลุ่ม. ในไม่ช้า วิทยาศาสตร์อาจจะให้คำอธิบายที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความต้องการเหล่านี้ได้ แต่ผมสงสัยว่า เราจะยังปรารถนาเช่นนี้ต่อไปอีกหรือไม่ หลังจากที่เราได้อยู่เกินไปจากธรรมชาติแล้ว…

เมื่อความรักแบบโรแมนติคทำให้ผมรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ผมไม่ได้รับความรู้สึกสบายอกสบายใจใดๆเลยจากความรู้ที่ว่า กิเลสตัณหาของผม มันเป็นผลอันเนื่องมาจากการไหลเวียนในกระแสโลหิตเกี่ยวกับสารสเตรอยด์(ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พัฒนาอวัยวะที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศ), และเทสโทสเทโรน(ฮอร์โมนเพศชาย). ความบริสุทธิ์ที่จวนเจียนเป็นความปิติสุขทางจิตวิญญานมาจากการค้นพบของวิทยาศาสตร์, หรือจากทฤษฎีที่ฟังดูดี. แต่อันที่จริง คุณภาพของข้อมูลมันต่างไปจากการปลุกเร้าอันเร่าร้อนจากจดหมายรักฉบับหนึ่ง หรือความผูกพันที่เรามีต่อกัน

ความพอใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันอยู่ในใจ แต่ดนตรีและบทกวีมันปลุกเร้าและกระตุ้นหัวใจเรา เราพยายามที่จะทำให้วิทยาศาสตร์เป็นที่นิยมชมชอบขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ทั้งนี้เพราะ ม่ใช่แค่เพียงเป็นเรื่องแปลกและไม่เป็นธรรมชาติเท่านั้น แต่วิทยาศาสตร์มันไร้อารมณ์และความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง. ความจริงของวิทยาศาสตร์และความน่าเคารพของมันขึ้นอยู่กับการยืนยันที่ซื่อสัตย์ ซึ่งอันที่จริงมันไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย. อันนี้อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมดนตรีที่ยิ่งใหญ่จึงไม่เคยยกย่องวิทยาศาสตร์ด้วยการบรรเลงเพลงสรรเสริญเลย

เมื่อเราเปลี่ยนมาที่นวนิยายวิทยาศาสตร์ อย่างเช่นชุดนวนิยายวิทยาศาสตร์ทางโทรทัศน์เรื่อง Star Trek มันเป็นวิทยาศาสตร์ในรูปแบบหนึ่งที่น่าพอใจ มันได้นำเสนอบางสิ่งซึ่งได้รับมาจากวิทยาศาสตร์ แต่แน่นอน มันดึงดูดใจคล้ายกับความศรัทธามากกว่า

ข้อคิดเห็นและคำวิจารณ์ของ G.K.Chesterton ที่ว่า “สิ่งเหล่านั้นที่มาหยุดความศรัทธาของพวกเขาในพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ไม่เชื่อในอะไรเลย อันที่จริงพวกเขาเชื่อในทุกๆสิ่ง” อันนี้ได้ถูกยกขึ้นมาอ้างกันมากและพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ. มันฟังดูดี แต่ไม่ได้ผ่านการทดสอบที่จริงจังใดๆ. มันเป็นจริงสำหรับความเชื่อต่างๆของพวกบูชาในลัทธิ แต่เป็นสิ่งที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ที่ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งเข้มแข็งในศรัทธาของพวกเขาในการไม่มีอยู่ของพระองค์ เช่นเดียวกันกับคริสเตียนทั้งหลายที่มีศรัทธาของพวกเขาในพระผู้เป็นเจ้า

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า(atheists)[พวกนี้ต่างจาก agnosticist ซึ่งสงสัยในความจริงของศาสนา] ยังมั่นใจว่า ความศรัทธาของพวกเขามาจากต้นตอที่แท้จริงของความรู้ นั่นคือวิทยาศาสตร์. ผมไม่ใช่ผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า และก็ไม่ได้มีศรัทธาในศาสนาด้วยคนหนึ่ง; ผมได้ให้ความไว้วางใจ – ซึ่งไม่ใช่ศรัทธา – ในวิทยาศาสตร์

บางทีวิทยาศาสตร์จะไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่านิยมสักเท่าไร และวิทยาศาสตร์ที่น่านิยมชมชื่นก็เป็นวิทยาศาสตร์กำมะลอ เพราะสาธารณชนต้องการความแน่นอน. พวกเขาคาดหวังความแน่นอนจากบรรดาผู้นำของเขา และพวกเขาคาดหวังสิ่งเดียวกันนี้จากโบสถ์ต่างๆที่เขาศรัทธาด้วย เมื่อมาพิจารณากันถึงผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย ความสงสัยอะไรก็ตาม ที่พวกเรามีเกี่ยวกับ John Kennedy ในฐานะคนๆหนึ่ง มันไม่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติพิเศษที่ดึงดูดใจของเขา และเราทั้งหมดรู้สึกถึงการตายของเขาอย่างรุนแรง.

ผมมองว่า Charles de Gaulle เป็นคนที่มีความเคืองแค้น ซึ่งปฏิเสธประเทศของผมให้มีโอกาสเข้าร่วมกับยุโรปในการก่อตัวของมันขึ้นมา และในฐานะหุ้นส่วนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เขาบีบบังคับให้เราต้องรอคอยจนกระทั่งเรารู้สึกอ่อนล้าที่จะอ้อนวอนต่อไป แต่ผมก็ยอมรับในความโดดเด่นของเขา ในฐานะผู้นำที่เข้มแข็งและผู้นำอันเป็นที่ต้องการมากของฝรั่งเศส. ณ เวลาที่เขาปฏิเสธพวกเรา, พวกเราน่าจะมีผู้นำซึ่งมีคุณภาพที่พอจะเปรียบเทียบกันได้กับเขา แต่เรากลับมี Anthony Eden และ Harold Wilson แทน

เมื่อผมพูดถึงวิทยาศาสตร์ ผมไม่ได้คิดถึงเทคโนโลยี ผมไปคิดถึงการสะสมและการเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับชีวิตและจักรวาล มันคือการครอบครองอันล้ำค่ามากที่สุดของเรา แต่ยกเว้นผู้มีศรัทธาหรือหมกมุ่นกับมัน ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากเกินไปกว่าห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือในภาษาต่างประเทศ

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ใช่ศัพท์คำพ้อง แต่วิทยาศาสตร์ได้ให้แรงดลใจหรือกระตุ้นให้เกิดความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ของเทคโนโลยี ซึ่งมันได้ให้แรงบันดาลใจเราเทียบเท่ากับการทำงานศิลปะ อย่างเช่น ความสมบูรณ์แบบเกี่ยวกับระยะทอดของสะพาน, ความงดงามของเครื่องบินอย่างเช่นเครื่องบิน Concorde, หรือภาพที่เรามองเห็นดาวเคราะห์ต่างๆจากอวกาศ. พวกเรามองเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ ดังที่ได้รับมาจากการมองดูภาพเขียนบนผนังโบสถ์ขนาดใหญ่ หรืองานจิตรกรรมที่เขียนขึ้นโดย Vermeer

เช่นเดียวกับนวนิยายเกี่ยวกับการฆาตกรรมอันลึกลับ ข้อเท็จจริงจะค่อยถูกเปิดเผยออกมาโดยความอดทน ซื่อสัตย์ และการค้นคว้าเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งจะค่อยๆบอกเราเกี่ยวกับต้นตอกำเนิดต่างๆของมนุษย์. พวกเขาจะจัดหาคำอธิบายที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเรา เกี่ยวกับโลก และจักรวาล

โดยเปรียบเทียบ กับแหล่งที่มาของความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในตำรับตำราต่างๆของศาสนาทั้งหลาย และที่มาอื่นๆซึ่งได้ให้แรงบันดาลใจในบทกวี รวมทั้งจินตนาการอันน่าฉงนสนเท่ห์ของผู้คนในยุคดึกดำบรรพ์ ถูกต้อง วิทยาศาสตร์ได้ขยับตัวไปจากศาสนาต่างๆ ศิลปะ และปกรณัมโบราณของผู้คนยุคดึกดำบรรพ์. หน้าที่ของวิทยาศาสตร์ก็เพื่อจะมารับใช้ในฐานะที่เป็นต้นตอของความรู้เกี่ยวกับชีวิตและจักรวาล แต่ดูเหมือนว่า มันค่อนข้างจะเป็นศาสนาใหม่มากกว่าวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ทั้งนี้เพราะมันกลายเป็นแนวนำทางด้านศีลธรรมอันหนึ่ง และความแน่นอนของมันนั่นเอง

พวกเราไม่เพียงต้องการความแน่นอนเท่านั้น เราดูเหมือนว่ายังต้องการความแน่นอนที่มีคุณสมบัติเหนือธรรมชาติด้วย(transcendental quality). วิทยาศาสตร์ไม่เคยสามารถที่จะให้สิ่งนี้กับเราได้ มันเยือกเย็นเกินไป และมีเหตุผลมากไป บ่อยครั้งดูเหมือนว่าจะสวนกันกับสามัญสำนึกที่มีร่วมกัน. พวกเรามิได้วิวัฒน์ขึ้นมาเพื่อกระทำการอย่างมีเหตุผล บ่อยครั้งที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่ของเราเป็นไปอย่างได้ผล โดยการกระทำที่ไร้สำนึก และโดยสหัชญาน

แม้กระทั่งในทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเราได้ค้นพบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลายครั้งมากที่เราค้นพบสิ่งนั้น มันคือเนื้อในของเปลือกนอก, เป็นแก่นแท้โดยสหัชญาน ดุจดั่งการรุกล้ำเข้าไปในยามค่ำคืน. ส่วนที่เป็นเรื่องของเหตุผลมันจะมาทีหลังในฐานะที่เป็นการอธิบาย

มันเป็นธรรมชาติของเราที่ต้องการบางสิ่งที่จะดำเนินรอยตาม และเพื่อกำหนดวางหรือสร้างความเป็นอยู่ของเรา เช่น บางสิ่งบางอย่างที่ให้แรงดลใจต่อเราในการสร้างโบสถ์หรือมหาวิหารขึ้นมา ซึ่งเราสามารถยกย่องสรรเสริญมันได้ด้วยดนตรีอันไพเราะหรือศิลปะอันล้ำเลิศ. วิทยาศาสตร์เท่าที่เป็นมา มันล้มเหลวอย่างน่าสังเวชที่จะสร้างแรงดลใจดังกล่าวขึ้นมา

Lewis Wolpert เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ในหนังสือของเขา The Unnatural Nature of Science ได้พูดถึงวิทยาศาสตร์ที่ไม่เป็นธรรมชาติดังกล่าว. ลักษณะที่ปลีกตัวหรือแยกออกไป, ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ, และความไร้อารมณ์ของวิทยาศาสตร์ ได้นำมาซึ่งชัยชนะต่างๆของฟิสิกส์อนุภาค และโมเลกุล. ส่วนชีววิทยา neo-Darwinist ก็ไกลห่างจากแรงขับภายในที่เข้มแข็งซึ่งกระตุ้นปลุกเร้าพวกเราทั้งหลาย และอันนี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงดูไม่เป็นธรรมชาติ

Crick และ Watson จะต้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ขณะที่โครงสร้างของเกลียวที่ซ้อนกันของ DNA ได้ผุดขึ้นมาภายในใจของพวกเขา. วิทยาศาสตร์ในตัวมันเอง ได้พัฒนามาจากเส้นทางอันยาวไกลของการค้นคว้าแบบมืออาชีพที่เป็นไปอย่างอุตสาหะ. ส่วนการค้นคว้าอันหนึ่งที่มนุษย์จริงๆต้องการหรือปรารถนา เขาอยากจะใช้การคาดเดา หรือใช้ทางลัดที่เข้าหาความจริง ทว่าพวกเขาต่างก็ถูกยับยั้งเอาไว้ทั้งหมดโดยวินัยของวิทยาศาสตร์ที่ครอบอยู่ข้างบน. ความรู้สึกและแรงกระตุ้นของเราอาจมีคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์มีอิทธิพลน้อยมากในห้องหับแห่งหัวใจของเรา ที่ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ทำงานของมันอยู่

พวกเรายังคงเป็นสัตว์ที่ต้องวิวัฒน์กันต่อไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินเนื้อ อยู่กันเป็นชนเผ่า. อันที่จริง ความคิดได้ปลีกออกไปและจินตนาการเป็นเพียงเรื่องผิวนอก; สิ่งที่ขับเคลื่อนเราที่แท้จริงคือความรู้สึกเกี่ยวกับความหิวและความต้องการ, เป็นเรื่องของความรัก, ความเกลียด, ความกลัว และสาร(message)ที่มากระทบกับประสาทสัมผัสของเรา บ่อยครั้งสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งซึ่งมาก่อนอื่นใด

อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่ Bertrand Russell แสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า, “มนุษย์โดยเฉลี่ยจะเผชิญหน้ากับความตายหรือความเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าเรื่องความคิด” แต่ความรู้สึกต่างๆมันมาก่อนใคร เพราะพวกเราคือสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เราเคารพต่อลำดับชั้นสูงต่ำและดำเนินรอยตามผู้นำ. เรามีสัญชาตญาน บางทีคือยีนของเราที่ต้องการผู้นำเผ่า: บางคนกลัว, บ้างก็บูชาและเคารพ และกระทำตามบัญชาโดยปราศจากข้อสงสัยหรือคำถาม และถ้าจำเป็นก็ตายแทนได้

มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่สงสัยในตัวผู้นำเผ่า และเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า และได้ส่งเสียงสะท้อนอันดังกึ่งก้องขึ้นมา. ปกติแล้ว ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งของเผ่า. พวกเราดูเหมือนว่าต้องการสร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความเชื่อทางการเมือง ศาสนา และกระทั่งความเชื่อฟังทางวิทยาศาสตร์ เราทำมันขึ้นมาจนเป็นตำนานอันหนึ่ง ในไม่ช้า ตำนานดังกล่าวก็กลายมาเป็นความจริงสำหรับเรา เกี่ยวกับผู้นำของเรา และเผ่าพันธุ์

สิ่งที่ทำให้ตำนานวิทยาศาสตร์มีความพิเศษก็คือ สมรรถนะหรือความสามารถของมันในเรื่องของความถูกต้อง; ส่วนตำนานอื่นทั้งหมดค่อยๆสูญเสียความน่าไว้วางใจไปจากความเป็นจริง จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่มาโค่นล้มพวกมันลงไป

ผมมองว่าเรามีข้อจำกัดค่อนข้างมากในความเข้าใจ เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองทะนงตนจนเกินไปในปัญญาญานเกี่ยวกับการค้นพบ ซึ่งเราไม่สามารถจินตนาการได้ถึงความร้ายกาจของสิ่งที่เราไม่รู้ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการค้นพบเหล่านั้น ท่ามกลางบรรดานักวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คนที่มองเห็นเรื่องนี้ก็คือ J.B.S.Haldane, ผู้ที่เขียนว่า “ข้อสงสัยของผมก็คือว่า จักรวาลไม่ใช่เพียงสิ่งที่น่าประหลาดใจเกินไปกว่าที่เราจินตนาการเท่านั้น, แต่มันยังน่าประหลาดเกินกว่าที่เราสามารถจินตนาการได้”.

ลองมาพิจารณาเรื่องหมากับแมว. สัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีจิตสำนึก และมีวิธีการของมันในการรู้จักกับโลก. ในรายละเอียดบางประการ อย่างเช่น โลกของการดมกลิ่น พวกมันรู้รู้จักโลกเช่นนั้นได้ดีกว่าที่เรารู้ แต่เราก็รู้อะไรมากมายเเกี่ยวกับชีวิตและจักรวาลเกินกว่าที่มันจะรู้ได้. มาถึงตรงนี้ พยายามจินตนาการถึงสัตว์ประเภทหนึ่งซึ่งมีสติปัญญาและเฉลียวฉลาดเกินกว่าพวกเรา. สัตว์ประเภทนั้นจะมองความพยายามของเราในเรื่องจักรวาลวิทยาและเทววิทยาอย่างไร ? แม้ว่าเราอาจยกย่องสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ดังที่เราฝ่าห่ากระสุนมาได้ แต่เราไม่เคยลังเลใจที่จะเรียกร้องว่า นักวิทยาศาสตร์ควรจะแสดงบทบาทของเขาในการประดิษฐ์ปืนและกระสุนให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก

พลังของวิทยาศาสตร์ที่ชนะสงครามได้ช่วยให้มันเข้ามาแทนที่ศาสนา แต่น่าประหลาดใจที่ว่า วิทยาศาสตร์เข้าใจว่าไม่มีเขตแดนของเผ่าพันธุ์หรือพรมแดนของประชาชาติ มันพูดด้วยภาษาเพียงภาษาเดียวกับคนทุกคนบนโลก และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความไว้วางใจของเรา. กระนั้น, วิทยาศาสตร์ก็เย็นเยือกและได้คร่าเอาความรู้สึกไป และไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่เราจะบูชาหรือสักการะมันได้; โดยวิทยาศาสตร์ที่ล้อมรอบเราอยู่ เราได้สูญเสียคำปลอบโยน ความรู้สึกสบายใจที่ศรัทธาในศาสนา ซึ่งศาสนาได้นำมาให้เรา

อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นทัศนะที่ผิด: เป็นไปได้ว่า วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ค่อยๆพัฒนาความสามารถอันหนึ่งที่จะให้ความสุขสบายเช่นเดียวกับการให้ข้อมูลกับเรา. ความอ่อนแอของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้ มันยังคงเป็นเรื่องการตกหลุมรักในคตินิยมแบบลดทอน(reductionism)[การวิเคราะห์สิ่งที่มีความสลับซับซ้อนลงมาให้เหลือเพียงองค์ประกอบง่ายๆ] แต่มันมักจะไม่เป็นเช่นนี้เสมอไป

James Hutton ผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในคริสศตวรรษที่ 18 และได้รับการเรียกขานว่า บิดาแห่งธรณีวิทยา เป็นคนแรกที่มองเห็นว่า โลกของเรานั้น มันมีอายุเก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์; และฉุกคิดถึงความเป็นไปได้ที่ว่า โลกเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่และควรที่จะถูกศึกษาโดยสรีรวิทยา. วิทยาศาสตร์ของ James Hutton เป็นทั้งคตินิยมลดทอนและองค์รวมทั้งหมด ถึงแม้ว่าความคิดของ Descartes, ทัศนะจากบนลงล่าง และจากล่างขึ้นบนจะมีอยู่ร่วมกันในใจของบรรดานักวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมากในช่วงนั้นก็ตาม

ผมหวังว่า ในศตวรรษใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้(บทความนี้เขียนขึ้นก่อนเปลี่ยนศตวรรษ) จะพาเราย้อนกลับไปสู่ดุลยภาพของวิทยาศาสตร์. ใบหน้าอันเย็นชาและไร้อารมณ์ของวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคตินิยมแบบลดทอน มันเป็นการถอดเอาทุกสิ่งออกจากกันเพื่อค้นหาว่ามันทำงานกันอย่างไร ? อันนี้มันได้มาถึงจุดต่ำสุดแล้วในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ (vivisection of biology) ซึ่งเด่นชัดมาก.

การวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ที่มีชีวิต ผมรู้สึกว่ามันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เราควรทำ เพียงเมื่อมันมีความจำเป็นสูงสุดเท่านั้น และหากว่าต้องทำ ก็จะกระทำด้วยความเคารพที่มีต่อชีวิต เช่นเดียวกับที่ชาวชนบทคนหนึ่งแสดงให้เห็นเมื่อเวลาที่เขาตัดต้นไม้ เขากระทำเช่นนั้นโดยปราศจากความเต็มใจที่จะทำลงไป

การนำสัตว์มาทดลอง ดังที่พวกเราทำกันอยู่เป็นจำนวนมากในทุกวันนี้คล้ายกับเป็นงานประจำ ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ไร้ศีลธรรมเท่านั้น แต่มันยังเป็นความโง่และวิธีการที่ไร้ประสิทธิภาพเกี่ยวกับการทำงานด้วย ถ้าหากว่าผมต้องการรู้และเข้าใจว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร ก่อนที่จะลงมือทำงาน สิ่งที่โง่บรมที่สุดสำหรับผมที่จะทำก็คือ ถอดเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นออกมาเป็นชิ้นๆและทำการวิเคราะห์ทางเคมีถึงองค์ประกอบเกี่ยวกับส่วนต่างๆของมัน. จะเป็นการดีกว่ามาก หากจะใช้วิธีการสอบถามมันผ่านการพิมพ์คำถามด้วยแป้นพิมพ์ดีด และอ่านคำตอบบนหน้าจอแทน นั่นคือวิธีการเข้าถึงมันได้โดยรวม(holistic approach)

ความจริงอย่างเดียวกันนี้เกี่ยวกับเรื่องของสัตว์ ให้เราลองจินตนาการถึงหุ่นยนต์ที่มีสติปัญญาตัวหนึ่ง ซึ่งต้องการที่จะรู้ว่ามนุษย์ทำงานอย่างไร. คุณยินดีที่จะให้มันตั้งคำถามกับคุณและก็ทำการบันทึกคำตอบต่างๆของคุณ แต่ไม่ใช่ให้มันมาหั่นคุณเป็นชิ้นๆเพื่อทำการวิเคราะห์. แน่นอน, เรายังต้องการวิทยาศาสตร์คตินิยมลดทอน หรือวิทยาศาสตร์แบบแบ่งซอยแยกส่วน แต่เราจะต้องไม่ยอมให้มันมาครอบงำ

Mary Midgley, นักปรัชญา เมื่อเร็วๆนี้ได้เตือนเราให้ระลึกถึง Gaia (กายา) ซึ่งมีอิทธิพลเหนือกว่าวิทยาศาสตร์. เธอกล่าวว่า “เหตุผลที่ว่าทำไม ความคิดอันนี้จึงสอดแทรกเข้ามาในความสนใจของเราก็เพราะว่า มันได้มาแก้ไขจุดบอดที่ยิ่งใหญ่และหายนะภัยในโลกทัศน์ร่วมสมัยของเรานั่นเอง. มันเตือนเราว่า เราไม่ได้ถูกแบ่งแยก, มิได้เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง.

ยุคสว่าง หรือ Enlightenment เป็นความพยายามในเชิงศีลธรรมที่ลึกซึ้งที่สุดของวัฒนธรรม ที่ได้สถาปนาอิสรภาพของเราขึ้นมาในฐานะปัจเจกชน. การกระทำที่นำไปสู่เป้าหมายอันนั้นได้สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็เหมือนกันกับการปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายทางศีลธรรมทั้งหลายคือ มันเป็นด้านเดียว และมีต้นทุนสูงเมื่อบริบทกว้างๆได้ถูกหลงลืมและละเลยไป

หนึ่งในต้นทุนเหล่านี้ก็คือความแปลกแยกไปจากโลกกายภาพ. เธอกล่าวต่อไปว่า “เราได้กันทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ออกไปอย่างระมัดระวังจากระบบคุณค่าของเรา และลดทอนระบบนั้นลงมาในเทอมของผลประโยชน์ส่วนตัวของปัจเจก

เราอาจจะรู้สึกงงวย – แน่นอนที่มีมนุษย์อื่นๆซึ่งเป็นแบบนี้ – เกี่ยวกับการตระหนักหรือสำนึกถึงสิทธิของสรรพสิ่งทั้งมวลที่อยู่รายรอบพวกเรา. โลกวัตถุ เป็นโลกที่เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่จะรวบเอามาไว้ทั้งหมดเพียงผู้เดียว. คำศัพท์ทางศีลธรรมของเราและคำศัพท์เกี่ยวกับกายภาพ ขลิบเล็มข้อตกลงทางสังคมอย่างระมัดระวัง โดยไม่ทอดทิ้งภาษาซึ่งตระหนักถึงวิกฤตของสภาพแวดล้อม

Mary Midgley ได้พูดถึงวิทยาศาสตร์ด้วยวิสัยทัศน์ของเธอ เกี่ยวกับความแปลกแยกของเราจากโลกทางวัตถุ. ปัจจุบัน เรารู้มากพอเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่และระบบโลก และเห็นว่า เราไม่สามารถที่จะอธิบายพวกมันได้โดยวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือคตินิยมแบบลดทอน และวิทยาศาสตร์แบบแบ่งซอยแยกส่วนเพียงลำพัง. ความผิดพลาดอย่างลึกซึ้งของชีววิทยาสมัยใหม่ก็คือ ความเชื่อที่ยึดมั่นกันว่า ระบบชีวิตมันมีปฏิสัมพัทธ์เพียงกับระบบชีวิตอื่นๆ และเพียงปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางวัตถุของพวกมันเท่านั้น. อันนี้คือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เท่าๆกันกับความเชื่อที่ว่า ผู้คนของหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านของพวกเขา เพียงเพื่อปรับตัวต่อเงื่อนไขต่างๆทางวัตถุเกี่ยวกับบ้านที่พวกเขาพำนักพักพิงอยู่

ในชีวิตจริง ทั้งผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างแลกเปลี่ยนสภาพแวดล้อมต่อกัน เช่นเดียวกับการปรับตัวของตัวเอง. สิ่งที่เป็นสาระสำคัญคือ ผลที่ตามมา: ถ้าการแลกเปลี่ยนดังกล่าวมันดีขึ้น หากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ทำมันก็จะเจริญรุ่งเรือง; แต่ถ้าเผื่อว่ามันเป็นไปในลักษณะที่เลวลง เป็นไปได้ที่การแลกเปลี่ยนกันนี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

วิทยาศาสตร์แบบคตินิยมลดทอน(แบ่งซอยแยกส่วน)เจริญขึ้นมาจากตรรกะเกี่ยวกับการทำงานของนาฬิกาของ Descartes. มันสามารถอธิบายสิ่งมีชีวิตได้เพียงบางส่วนเท่านั้น. สิ่งมีชีวิตทั้งหลายยังใช้ตรรกะในลักษณะวงจรของระบบต่างๆ ที่ซึ่งเหตุและผลมาผสมกัน และนั่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของการปรากฎตัวขึ้นมา

น่าแปลก, รัฐบุรุษคนหนึ่งได้น้อมนำให้ผมตระหนักถึงความคิดต่างๆในทำนองเดียวกันกับสิ่งที่ผมได้ยินมาจาก Mary Midgley. บุคคลที่แกล้วกล้าและสูงส่ง, Vaclav Havel ปลุกเร้าให้ผมมองว่า วิทยาศาสตร์สามารถที่จะวิวัฒน์จากการติดตันอยู่ในคุกแห่งการลดทอนแยกส่วนที่ตัวมันเองยอมรับออกมาได้. ความกล้าหาญของเขาต่อความทุกข์ยากลำบากทำให้คำพูดของเขามีพลังอำนาจ. ตอนที่ Havel ได้รับรางวัลเหรียญแห่งอิสรภาพของสหรัฐฯ เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันรับมอบเหรียญว่า “พวกเราไม่ได้อยู่กันเพียงลำพัง และไม่ได้อยู่เพื่อพวกเราเพียงเท่านั้น”.

เขาได้เตือนเราให้รำลึกถึงว่า วิทยาศาสตร์ได้เข้ามาแทนที่ศาสนาในฐานะที่เป็นแหล่งของความรู้ แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่ได้ให้การน้อมนำทางศีลธรรมใดๆเลย. เขายังกล่าวต่อไปว่า วิทยาศาสตร์แบบองค์รวมเมื่อเร็วๆนี้ได้ให้บางสิ่งบางอย่างที่ได้มาเติมเต็มความว่างเปล่าทางศีลธรรมอันนี้. เขาอ้างถึงหลักการ anthropic principle (หมายถึง แนวคิดจักรวาลวิทยาที่ว่า ทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับจักรวาลได้ถูกจำกัดโดยความจำเป็นเพื่อยอมให้กับการดำรงอยู่ของมนุษย์เท่านั้น) ที่ได้อธิบายว่า ทำไมเราจึงมาอยู่ที่นี่, และ Gaia (กายา)คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งพวกเราจะต้องรับผิดชอบ. ถ้าหากว่าเราให้ความเคารพและบูชาดาวเคราะห์ของเรา มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเช่นดียวกันกับสรรพสิ่งบนโลก. บางที คนเหล่านั้นผู้ซึ่งมีศรัทธาอาจจะเห็นว่า นี่คือเจตจำนงหรือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าด้วย

ผมไม่คิดว่า ประธานาธิบดี Havel กำลังเสนอศาสนาใหม่ที่มีฐานอยู่ที่ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกอันเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง. ผมได้นำเอาข้อแนะนำนั้นมาปฏิบัติซึ่งต่างออกไปเลยทีเดียว และคิดว่าเขาได้ให้วิถีชีวิตในแนว agnostics Gaia (กายา) มีความเกี่ยวพันกับจริยธรรมที่มาจากกฎที่เข้มแข็ง 2 ข้อด้วยกัน.

กฎข้อที่หนึ่ง กล่าวว่า เสถียรภาพหรือความมั่นคง และความสามารถในการฟื้นคืนไปสู่ปกติในระบบนิเวศวิทยาและระบบโลก ต้องการการคงอยู่ของสภาพแวดล้อมที่มีการเตรียมพร้อมที่มั่นคงแน่นหนา หรือมีการควบคุมที่แน่นอน
กฎข้อที่สอง กล่าวว่า คนเหล่านั้นผู้ที่มีชีวิตอยู่อย่างดีกับสภาพแวดล้อม ชื่นชมต่อการคัดเลือกพืชผลของพวกเขา.

ลองจินตนาการถึงคำสอนต่างๆที่มีพื้นฐานอยู่บนกฎเกณฑ์เหล่านี้. พิจารณาถึงกฎข้อแรก ที่เชื้อเชิญหรือน้อมนำไปสู่การควบคุม. ผมสามารถมองเห็นคนที่พยักหน้าหงึกหงักแสดงการยอมรับจากกลุ่มคน. ประสบการณ์ของตัวพวกเขาเกี่ยวกับความต้องการมือที่มั่นคง ในวิวัฒนาการเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขาและในสังคมซึ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับวิวัฒนาการของโลก

กฎข้อที่สอง ความต้องการการดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม. กฎข้อนี้ทำให้หวนรำลึกถึงคำๆหนึ่งในการละเมิดที่เลวร้ายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดาวเคราะห์(terraforming)
– terraforming สำหรับศัพท์คำนี้ มันหมายถึงการแปรสภาพดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์. สิ่งที่เลวร้ายหรือแย่มากเกี่ยวกับการแปรสภาพในลักษณะ terraforming คือ วัตถุประสงค์ของมันที่จะสร้างบ้านหลังที่สองสำหรับเราขึ้น เมื่อเราได้ทำลายล้างดาวเคราะห์ของตัวเองลงไปแล้วโดยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่นำไปใช้อย่างผิดๆเพื่อสนองความโลภ.

มันเป็นเรื่องบ้าบอที่จะคิดถึงการเปลี่ยนแปลงดาวอังคารที่เป็นทะเลทรายด้วยรถแทรกเตอร์หรือบูลโดเซอ และทำให้มันเป็นแปลงพืชเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันบางอย่างกับโลกของเรา ในเมื่อเราควรที่จะปรับปรุงวิถีการดำรงชีวิตของเราบนโลกใบนี้มากกว่า.
กฎข้อที่สองยังเตือนเราเกี่ยวกับผลที่จะตามมาถึงมนุษย์ที่ไร้การควบคุม.

ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์อารยธรรม เราต่างก็สำนึกกันแล้วว่าการบูชาตัวเองจนเลยเถิด จะเปลี่ยนแปลงความเคารพในตัวเองไปสู่ความหลงใหลในตัวเอง(narcissism). มันได้ใช้เวลานานเกือบจนกระทั่งปัจจุบันที่ทำให้เราตระหนักว่า ความรักในลักษณะกีดกันสำหรับเผ่าพันธุ์ของเราหรือชนชาติเรา ได้เปลี่ยนความรักชาติไปสู่ความรู้สึกชาตินิยมที่เกลียดกลัวชาวต่างประเทศ(xenophobia nationalism). เราเพิ่งจะมองเห็นเพียงแวบเดียวถึงความเป็นไปได้ที่ว่า การบูชามนุษยชาติ สามารถจะกลายเป็นปรัชญาอันเปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง ซึ่งได้ไปกีดกันสิ่งมีชีวิตอื่นๆทั้งหมด อันเป็นหุ้นส่วนชีวิตของเราบนโลกใบนี้ไป. ผึ้งไม่มีวันที่จะสมบูรณ์ได้หากปราศจากรังผึ้ง; สิ่งมีชีวิตทั้งมวลต้องการโลกที่มีวัตถุปัจจัย. พร้อมกันกับโลก เราต่างเป็นหนึ่งเดียวใน Gaia (กายา)

ดาวเคราะห์ของเราเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่มีความงดงามอันประณีต: มันได้รับการสร้างขึ้นมาด้วยลมหายใจ เลือดเนื้อ และกระดูกของบรรพบุรุษเรา เราต้องการที่จะรำลึกถึงความรู้สึกเก่าๆเกี่ยวกับโลกในฐานะองค์ระบบชีวิตและสักการะมันอีกครั้ง. Gaia(กายา)คือผู้พิทักษ์ของชีวิตสำหรับการดำรงอยู่ทั้งมวล แต่เรากลับปฏิเสธความห่วงใยของเธอที่มีต่อหายนะของเรา. ถ้าหากว่าเราวางความไว้เนื้อเชื่อใจใน Gaia มันสามารถที่จะเป็นคำมั่นสัญญาอันเข้มแข็งและความปลื้มปิติคล้ายดังการแต่งงานที่เต็มไปด้วยความสุข ที่ซึ่งคู่สมรสได้วางความไว้เนื้อเชื่อใจของพวกเขาในกันและกัน. ก็คล้ายกันกับเรา, ข้อเท็จจริงที่ว่า เธอ(Gaia)เป็นสิ่งที่มีวันตาย ทำให้ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากยิ่งขึ้น.

Gaia ไม่ควรที่จะกลายเป็นศาสนาขึ้นมาศาสนาหนึ่ง เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันจะต้องมีโบสถ์และมีการแบ่งลำดับชั้นสูงต่ำเกิดขึ้น. ศาสนาต่างๆทั้งหมดเป็นเรื่องของมนุษย์มากเกินไป และทำผิดมากไป และอยู่ในอันตรายของการจ่อมจมลงภายใต้น้ำหนักของคำสอนที่ไร้ข้อพิสูจน์; ศาสนา Gaian (กาเยียน)ก็ไม่อยู่ในข่ายของข้อยกเว้น

Gaia เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ มันมักจะมีลักษณะชั่วคราวหรือเฉพาะกาลเสมอ. และโลก คือการปรากฏตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างของ Gaia, คือบางสิ่งที่เป็นจริงสำหรับเราเพื่อเคารพและสักการะ. Gaia คือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราเป็น และไม่เหมือนกับเทพธิดาในจินตนาการ ที่สามารถจะให้รางวัลหรือลงโทษเราได้จริงๆ. สิ่งที่เธอให้คือโลกทัศน์ที่วิวัฒน์ขึ้นมาสำหรับ agnostics และอันนี้เรียกร้องต้องการความไว้วางใจในลักษณะปฏิสัมพันธ์กันใน Gaia, ไม่ใช่ความศรัทธาที่มืดบอด. ความไว้วางใจที่ยอมรับว่า Gaia มีช่วงชีวิตที่มีขีดจำกัดและมีลักษณะชั่วคราว ไม่ใช่นิรันดร์. Gaia ไม่ใช่อีกทางเลือกหนึ่งของศาสนา แต่มันคือองค์ประกอบที่มาเติมเต็มอันหนึ่ง

ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างมีข้อบัญญัติทางศาสนาสำหรับเรา สำหรับการดำรงอยู่กับคนอื่นในนิยายแฝงคติของศาสนา. นิยายแฝงคติของ Gaia, คล้ายกับโลกของดอกเดซี, มันมีขึ้นมาเพื่อโลก. โลกของเดซีเป็นภาพหรือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการมีวันสิ้นสุดของ Gaia และสำหรับการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เรากระทำกับสภาพแวดล้อมของเรา มันจะมีผลลัพธ์ตามมา

มาถึงตอนนี้ วันเกิดครบรอบ 80 ปีของผมได้ผ่านพ้นไปแล้ว ผมได้มีส่วนในความรู้สึกต่างๆที่จะต้องเจ็บปวดทรมาน ร่วมกับคนหนุ่มสาวบางคนผู้ซึ่งได้ยินว่า เขาหรือเธอมี HIV positive. ช่วงชีวิตที่เป็นไปได้ของเรามันอาจเหลือเพียงประมาณ 10 ปี – หรือเราอาจจะมีชีวิตเหลืออยู่เพียงแค่ 3 ปี – หรือ 20 ปีถ้าเป็นไปได้. สิ่งที่เราทั้งคู่ต่างก็รู้ก็คือว่าความเสื่อมนั้นกำลังเดินไปพร้อมกับเรา และมันน่าแปลก, แต่ก็รู้สึกสบายใจที่รู้จัก Gaia, ซึ่งเธอมีความรู้สึกที่จะมีส่วนร่วมปันในความรู้สึกของเราที่ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวกำลังหดสั้นลง…

ก็เหมือนกับผู้หญิงจำนวนมาก Gaia ไม่ค่อยจะเต็มใจนักที่จะเปิดเผยถึงอายุของตัวเอง แต่เรารู้ว่ามันจะต้องปิดฉากลงเช่นกัน. เราคิดว่า อย่างมากที่สุด เธอจะมีเวลาอีกเพียงหนึ่งพันปีเท่านั้นซึ่งจะต้องจากโลกเราไป. การไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความร้อนของดวงอาทิตย์ ดังที่มันเคลื่อนไปสู่ห้วงเวลาอันจำกัดที่ไม่มีความมั่นคงของความชราภาพที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายสำหรับสรรพชีวิตทั้งมวลบนโลก ถ้าเราเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอันนั้น โดยการหารอายุของ Gaiaด้วย 50 ล้านปี คำตอบก็จะได้เลข 80 .

ถ้าเปรียบกับมนุษย์, Gaia ก็เหมือนกับตัวผม คือคนที่มีอายุล่วงเข้าวัย 80 แล้ว.

อาจรู้สึกประหลาดใจ เมื่อผมไม่เชื่อต่อไปอีกแล้วที่ว่า ผมไม่ได้มีส่วนร่วมปันกับความเศร้าโศกของ Philip Larkin เกี่ยวกับความตายที่ใกล้จะมาถึง ดังนั้นจึงแสดงออกมาในบทกวีอย่างเจ็บปวดของเขาที่ชื่อว่า Aubade (หมายถึงคนรักที่ต้องจากไปยามรุ่งสาง). หรือว่าผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับทัศนะของ Ludovic Kennedy จากการที่เขามีอายุล่วงเข้าวัย 80 ที่ซึ่งเขาได้เห็นภาพของตัวเองเดินทอดน่องไปเรื่อยๆเพื่อรอเที่ยวบินที่จะนำไปในสถานที่ซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก. เขาสารภาพว่าไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า และบางที นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาที่ผ่านไปจึงทำให้เขายุ่งยากใจ

ผมใส่ใจต่อความนึกคิดเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของคน ซึ่งเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายอาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า. พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มาถึงตอนนี้มันเข้มแข็งมากพอสำหรับผม ที่จะลองและวางความไว้เนื้อเชื่อใจของตัวเองให้กับ Gaia. มันรู้สึกสบายใจที่จะคิดว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งของเธอ และรู้ว่า ชะตากรรมของผมจะต้องผสมรวมกันกับองค์ประกอบทางเคมีของดาวเคราะห์ที่มีชีวิตของเรานี้…

พลังจิต

Telepathy อ่านความคิดและส่งความคิดถึงคนอื่นได้ เช่นการอ่านใจและการเห็นคำพูดในความคิดของผู้อื่น และอาจมีการส่งคำพูดจากความคิดของตนเข้าไปในสมองผู้อื่นโดยตรง

Psychometry อ่านความทรงจำคนอื่นได้ หรือความทรงจำจากสิ่งของและสิ่งมีชีวิตอื่น โดยจะเห็นชัดจากความทรงจำที่ฝังแน่น มักอ่านจากการ แตะ สัมผัส เพ่งความรู้สึก สิ่งที่อ่านได้อาจมีทั้งภาพ เสียง หรือแรงของจิตสัมผัส

Clairvoyance ตาทิพย์ การมองเห็นเหนือประสาททั้งห้า เช่นการมองเห็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ที่ไม่เคยไปหรือไม่รู้จักมาก่อน เห็นสิ่งที่คนปกติไม่เห็นเช่นสิ่งของหรือสถานที่ที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดหรืออยู่ไกลมากๆ

Clairaudience หูทิพย์ ได้ยินในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน การได้ยินเสียงหรือคำเตือนในสมอง หรือการได้ยินจากภายนอก สามารถแยกเสียงต่างๆออกได้อย่างชัดเจน ได้ยินเสียงที่ไกลหรือเบามากๆ

Claiesentience,Intuition การรับรู้เหนือประสาททั้งห้าอย่างชัดเจน เช่นถ้าไปยืนอยู่ในที่ที่เป็นสนามรบเก่าจะรู้สึกอึดอัด หรือการรับรู้แบบเห็นเป็นสีในจิตใจ

Empathy การสัมผัสได้ถึงความต้องการกระทำของผู้อื่น เช่นการเข้าใจจิตใจของผู้อื่นหรือการรับรู้ถึงจิตสังหาร

Precognition การเห็นอนาคตที่ควรจะเป็นหรืออาจเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอาจเกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ มีตั้งแต่เบาบางถึงแจ่มชัด เช่นการมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี

Psychokinesis,Telekinesis การยกหรือเคลื่อนย้ายวัตถุหรือทำสิ่งต่างๆโดยปราศจากเงื่อนไขทางฟิสิกส์ เช่นการงอช้อน การยกสิ่งของลอยในอากาศ

Leviation การลอยตัวในอากาศได้โดยปราศจากการช่วยเหลือทางฟิสิกส์

Teleportation การเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือตนเองจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยการแทนที่โดยฉับพลันเช่นการวาร์ป หรือการสลับสิ่งของโดยไม่แตะต้องหรือเคลื่อนย้ายด้วยวิธีทางฟิสิกส์

Time Traveller ผู้มีความสามารถเกี่ยวกับเวลา นักท่องเวลา มีความสามารถแตกต่างกันออกไป เช่นย้อนเวลา สามารถหนีจากปัจจุบันหรืออนาคตเพื่อไปแก้ไขเรื่องในอดีตได้ ลบเวลา สามารถลบช่วงเวลาส่วนเกินที่ไม่ต้องการออกได้ นักข้ามเวลาสามารถเดินทางไปมาระหว่างมิติคู่ขนานของอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ หยุดเวลา สามารถเดินทางข้ามมิติของเวลาที่หยุดนิ่งได้ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดผลเสียต่อผู้ใช้ เช่นการหลงอยู่ในมิติเวลา หรือส่งผลต่ออายุขัยและร่างกายของผู้ใช้

Invisibility พลังในการล่องหนหายตัว สามารถหักเหแสงบิดเบือนการสะท้อนการมองเห็นหรือลบตัวตนและจิตของตนออกไปจากการสัมผัสของผู้อื่น

————————————————————————————-
พลังจิตอื่นๆ
————————————————————————————-

Animal Telepathy การอ่านภาษาของสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นการคุยกันด้วยภาษาจิต

Chanelling การติดต่อกับสิ่งมีชีวิตหรือจิตเหนือธรรมชาติ เช่นวิญญาณ เทวดา หรือมนุษย์ต่างดาว

Automatic Writing สามารถเขียนบางอย่างที่ผิดไปจากปกติโดยไม่ต้องใช้การรับรู้ใดๆ เหมือนกับการถูกบางอย่างสิงที่มือไปชั่วขณะ

Aura Reading หารมองเห็นออร่าหรือพลังชีวิต

Divination ผู้ทำนายอนาคต

Astral Projection การถอดจิตและท่องไปตามที่ต่างๆที่ร่างการไม่สามารถไปได้

Bi-Location เหมือนกับการถอดจิต แต่สามารถสร้างร่างแยกของตนขึ้นมา โดยเป็นตัวเองอีกคนให้คนอื่นเห็นในคนละสถานที่กับที่ร่างกายจริงอยู่

Mind Over Body ผู้ที่สามารถปลดปล่อยร่างกายให้ปราศจากความต้องการพื้นฐานเช่นการดื่มน้ำ กินอาหาร นอนหลับ แต่ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้เหนือกว่าคนปกติ เช่นโยคี

Mind Control ควบคุมจิตใจผู้อื่น สร้างภาพลวงตาขึ้นเพื่อหลอกการเห็น หรือการยิงภาพเข้าไปในสมองโดยตรง

Hypnotic Control การสะกดให้ผู้อื่นหลับด้วยพลังจิต

Mental Invisibility การซ่อนจิตของตนเองจากการรับรู้ของผู้อื่น

—————————————————————————
พลังจิตสายควบคุม
—————————————————————————

Echokinesis ความสามารถในการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของผู้อื่นได้ไม่ผิดเพี้ยนจากการมองเห็น แม้แต่การเคลื่อนไหวเกินความสามารถของตนเอง

Photokinesis ควบคุมแสงและพลังงานที่เป็นไปตามกฏทางฟิสิกส์ แต่ใช้จิตควบคุม

Pyrokinesis การควบคุมไฟ จุดไฟ ควบคุมการเกิดไปหรือทิศทางของไฟด้วยจิต

Aquakinesis,Hydrokinesis ควบคุมน้ำให้เกิดการเคลื่อนไหวและรูปร่าง รวมทั้งควบคุมมวลของน้ำได้ดั่งใจ

Cryokinesis ควบคุมความเย็น เปลี่ยนอุณหภูมิให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้เกิดผลึกบนน้ำหรือเลือกบนร่างกาย หรือการทำให้น้ำในอากาศเป็นผลึกได้ตามต้องการ

Thermokinesis ควบคุมอุณหภูมิความร้อนของสิ่งต่างๆได้ แต่ไม่สามารถควบคุมไฟได้

Aerokinesis ควบคุมเกี่ยวกับลม ก๊าซ และอากาศรอบตัว เรียกให้เกิดลมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและควบคุมสมบัติของก๊าซ ควบคุมความดันบรรยากาศรอบตัว

Geokinesis,Terrakinesis ควบคุมธาตุดินให้เกิดความแปรผันได้ดั่งใจ รวมไปถึงของแข็งชนิดต่างๆที่อยู่รวมกับธาตุดินด้วย

Electrokinesis ควบคุมประจุไฟฟ้าและสายฟ้าได้ดังใจ

Atmokinesis ควบคุมฟ้าฝน บรรยากาศ และลักษณะอากาศได้ เป็นความสามารถที่รวมระหว่างการคุมอุณหภูมิความร้อน อากาศ และสายฟ้า

Atmoskinesis ควบคุมธาตุหลักทั้งสี่ได้ คือดิน น้ำ ลม ไฟ อาจรวมถึงสายฟ้าด้วย

Biokinesis เหมือนกับการควบคุมธาตุทั้งสี่ แต่จะสามารถคุมได้ถึงระดับการเจริญเติบโตทาง DNA ได้ เช่นเปลี่ยนแปลงรูปแบบธาตุและ DNA ของตัวเองให้เกิดลักษณะพิเศษตามต้องการ

Gravitokinesis ควบคุมเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางอื่นได้นอกจากทิศแรงโน้มถ่วง

Magnokinesis ควบคุมแรงแม่เหล็กและสนามแม่เหล็กในบริเวณที่ต้องการ สามารถใช้ควบคุมโลหะให้เคลื่อนที่ได้ดั่งใจด้วย

Vitakinesis การรักษาตัวเองจากอาการบาดเจ็บ

Audiokinesis การควบคุมคลื่นเสียงหรือก่อกำเนิดเสียงด้วยจิต

Hemokinesis ควบคุมรูปแบบของเซลล์เม็ดเลือดได้ รวมทั้งการถ่ายเทเลือดด้วย คล้ายกับการควบคุมน้ำ

Particle Manipulation ควบคุมสิ่งต่างๆในระดับอะตอมหรือโมเลกุล หยุดอนุภาคเหล่านั้นหรือทำให้ระเบิดออกก็ได้

ที่มา – http://writer-club.net/board/index.php?topic=143.new#new

http://fiction.freeforums.org/topic-t84.html