หากหัวใจคล้ายห้องว่าง

คำว่าชีวิตประกอบขึ้นมาจาก “กาย” กับ “ใจ” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กาย” กับ “นาม” องค์ประกอบทั้งสองของชีวิตนี้ “ใจ” มีความสำคัญมากกว่า “กาย” เพราะ “ใจ” เป็นอย่างไร “กาย” จะเป็นอย่างนั้น

เรื่อง ว.วชิรเมธี

ความสำคัญของใจที่มีผลเหนือกายนั้นมีตัวอย่างมากมาย อภิปรายกันไม่รู้จบ เช่นวันหนึ่งเมื่อมีนักข่าวสัมภาษณ์ว่า ไทเกอร์ วู้ด มีเคล็ดลับในการตีกอล์ฟอย่างไร จึงตีได้แม่นเหมือนจับวางทุกครั้ง เขาตอบสั้นๆ ว่า ผมจินตนาการเห็นลูกกอล์ฟลอยละลิ่วลงหลุมก่อนที่ผมจะเริ่มตีมันเสียอีก” คำตอบของนักกอล์ฟอัจฉริยะสะท้อนว่าใจของเขานั้นไม่ได้สั่งได้เฉพาะกายคือมือของเขาเท่านั้น แม้แต่ไม้ตีกอล์ฟเอง ก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา เข้าทำนอง กระบี่อยู่ที่ใจ ใจอยู่ในกระบี่ โดยแท้

ครั้งหนึ่งมีการทดลองกันในทางจิตวิทยาว่า ใจสำคัญต่อกายจริงหรือไม่ นักจิตวิทยาร่วมมือกับนายแพทย์ท่านหนึ่ง ไปตรวจร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักถึงโรงยิม เมื่อไปถึง นายแพทย์ก็ตรวจวัดร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักคนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เขากำลังฝึกยกน้ำหนักอยู่พอดี เมื่อไปถึงนายแพทย์ใช้ปรอทวัดไข้อยู่สักพักหนึ่ง รอไม่กี่นาที ท่านก็รายงานด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า นักกีฬาคนนี้กำลังมีปัญหาใหญ่ เพราะตรวจพบ บางอย่าง ในร่างกาย ขอให้งดการฝึกซ้อม ฃเอาไว้ก่อน พอนายแพทย์พูดจบ นักกีฬาร่างล่ำบึ้กมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เขายกน้ำหนักต่อไปไม่ไหว ยกอย่างไรก็ไม่เป็นที่พอใจ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด เขาจึงขออนุญาตลากลับไปพักหลายวัน

ต่อมานายแพทย์และนักจิตวิทยา จึงขอโทษนักกีฬาคนนั้น พร้อมทั้งบอกความจริงว่า ผลการตรวจสุขภาพไม่เป็นอันตรายอย่างที่เป็นกังวลสักนิด ที่แจ้งผลไป ก่อนหน้านั้น เป็นเพียงการทดลองอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทั้งครูฝึก นักจิตวิทยา และนายแพทย์ร่วมมือกันและรู้กันมาแต่ต้นอยู่แล้ว ทันทีที่ทราบผลว่า ตนไม่เป็นอะไร วันรุ่งขึ้นนักกีฬาคนนั้นก็มาฝึกซ้อมต่อและคราวนี้เขาสดชื่นรื่นเริงอย่างเห็นได้ชัด การทดลองคราวนี้ ก็สะท้อนหลักการที่ว่า ใจเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น จริงๆ

ความจริง ในชีวิตของคนเรานั้น หากสังเกตให้ดีเราจะพบว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงผลออกมาทางกายนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลของใจทั้งสิ้น คนที่มีสีหน้าสดชื่น ผ่องใส ใจเย็นโดยธรรมชาติ (ไม่ใช่ใสเพราะฝีมือหมอ) ก็เพราะลึกๆ แล้ว เขาไม่มีความเครียดเจือปนอยู่ในใจ คนที่หงุดหงิดงุ่นง่าน ก็เพราะในใจเขาเต็มไปด้วยความกังวล คนที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล คอรัปชั่น ก็เพราะใจเขามี ไถยจิต ซึ่งแปลว่า จิตที่มีธาตุแห่งความเป็น หัวขโมย แฝงอยู่ คนที่สู้ชีวิต ก็เพราะใจเขาเปี่ยมด้วย ปรักกมธาตุ ซึ่งแปลว่า ใจนักสู้ อยู่ข้างใน ส่วนคนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน ก็เพราะข้างในของเขา หมักหมมอยู่ด้วยไฟริษยานั่นเอง นอกเป็นอย่างไร ก็สะท้อนว่าใจเป็นอย่างนั้น กาย จึงเป็นเหมือนเงาสะท้อนของใจ

ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่าง
เปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ – –
เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี
ห้องแห่งหัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน


เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย

เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์…
หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น

ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย

Advertisements

The Secret กฏแห่งการดึงดูด

เคล็ดลับที่จะนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จของชีวิต โดยเชื่อใน “Law of Attraction” กฎแห่งการดึงดูด เพราะจิตของเรามีพลังอำนาจ มหาศาล พูดง่ายๆก็คือ ให้คิดแต่สิ่งที่ดี แล้วสิ่งดีๆ จะถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเอง

“นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติ ศาสตร์สำหรับการมีชีวิตอยู่ เพราะเป็นครั้งแรกที่มนุษย์เรา มีอำนาจถึงขั้นใช้เพียงปลายนิ้วก็หาความรู้ได้”

      ความลับที่จะทำให้คุณจะได้เรียนรู้วิธีการใช้ความลับในทุกแง่มุมของชีวิต  ทั้งด้านการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความสุขและปฏิสัมพันธ์ทุกรูปแบบของคุณในโลกนี้  คุณจะเริ่มเข้าใจพลังอำนาจภายในตัวเองที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นมานานและสิ่งที่เปิดเผยนี้จะนำมาซึ่งความยินดีในทุกๆ ด้านชีวิตของคุณ

 ความสำเร็จ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ เราต้องเข้าใจใน 3 กระบวนการ ดังนี้

กระบวนการที่ 1 : Attraction Process หรือ กระบวนการสร้างแรงดึงดูด

โลก ของเรามีแรงดึงดูด ที่เป็นพลังงานที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่พวกเราสามารถสัมผัสมันได้ ผ่านกระบวนการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ตัวเราเองก็สามารถสร้างแรงดึงดูดได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่จะวิ่งเข้ามาหาเรา..คุณต้องการสิ่งที่ดีหรือไม่ดีหละ คงไม่มีใครต้องการสิ่งไม่ดี และคงไม่มีใครไม่ต้องการสิ่งดีดี ทุกคนต่างต้องการสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสุขภาพ ทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงานต่างๆ ก็ล้วนแต่ต้องการสิ่งดีดี ทีนี้เราจะสร้างแรงดึงดูดอย่างไร ให้มีแต่สิ่งดีดีเข้ามาหละ

The secret ได้บอกหลักสำคัญๆของแหล่งแรงดึงดูดสิ่งดีดี ไว้ดังนี้

1.1 การคิดเชิงบวก (positive thinking):

ทุก ความคิดมีแรงดึงดูด เคยสังเกตุมั๊ยว่า หากเราคิดคำนึ่งหรือกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งบ่อยๆ เรื่องนั้นก็มักเกิดขึ้นจริง ดังนั้น หากเราเปลี่ยนความคิดจากการคิดถึงสิ่งที่ไม่ดีบ่อยๆ เป็นคิดถึงแต่สิ่งที่ดีดี บ่อยๆ คลื่นความคิดเราก็จะแปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูด ดูดสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต

ในประเด็นนี้ หากเรามองในทางธรรมแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับที่ชอบพูดกันว่า คิดดี ทำดี พูดดี ..สิ่งที่สะท้อนกลับมาหาเราก็คงดีเหมือนกัน

1.2 รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง :

เหมือน เป็นการมีสติ กำหนดรู้ว่า ขณะนี้เราคิดอะไร คิดดีหรือคิดเลว เมื่อเรารู้เท่าทันความคิดเราเมื่อไหร่ เราก็สามารถคัดแยกความคิดเลวออกจากความคิดดีได้ ทำให้เรามีโอกาสที่จะยับยั้งความคิดเลว และดำเนินความคิดดีดีต่อไป

เคย สังเกตุตัวเองกันมั๊ย หากเมื่อเราคิดเลว อารมณ์ที่ไม่ดี ก็จะเกิด แต่หากเมื่อไหร่เราคิดดี ความสบายใจ อารมณ์ที่ดีก็จะเกิด อารมณ์เป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทำ คนที่ไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้จักควบคุมความคิดเลว อารมณ์เลว ก็จะโกรธง่าย เกลียดง่าย ฉุนเฉียวง่าย สิ่งเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดผ่านใบหน้าและร่างกายออกสู่ภายนอก สิ่งที่สะท้อนจากภายนอกกลับมาหาตัวคุณก็คงไม่ใช่สิ่งดีนักหรอก แต่ในทางกลับกัน คนที่คิดดี รู้เท่าทันระงับความคิดและอารมณ์เลว สิ่งดีดี จากจิตใจก็จะถูกทอดผ่านร่างกายให้แสดงออกมาแต่ในสิ่งดีดี สิ่งที่คุณได้รับก็จะเป็นสิ่งดีด้วยเช่นกัน เมื่อคุณรู้สึกดี ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆก็จะบังเกิดขึ้น ทำให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดีขึ้นอย่างไม่ ต้องสงสัย อนาคตของคุณขึ้นกับความคิดของคุณแล้วหละ

สร้างคิดดี อารมณ์ดี โดย รู้จักมีความพึงพอใจ (Satification) รู้จักชื่นชมผู้อื่น (Appriciation) มีความหวัง (Hope) มีความสุข (Happiness) รู้จักสนุก ร่าเริง(Joy) รู้จักขอบคุณ (Gratitude) รู้จักรักทั้งตัวเอง ผู้อื่น และสิ่งอื่นรอบตัว (Love) เป็นต้น

ละทิ้ง ความคิดเลว อารมณ์เลว โดย ตัดความหวาดกลัว (Fear) ความกดดัน เครียด(Depression) ผิดพลาดเลอะเทอะ (Fault) ไม่พอใจขุ่นเคือง (resentment) ความเกลียด (Hate) ความโกรธ (Angry) การตำหนิติเตียน (Criticism) การกล่าวโทษนินทา (Blame) เป็นต้น

ความเครียด ความคิดเชิงลบ ก่อให้เกิดอารมณ์ที่ขุ่นมัว เศร้าหมอง ส่งผลต่อระดับการทำงานของร่างกายและสมองที่ลดลงเสมอ

the secret แนะกระบวนการสร้างสรรค์ (Creative process) ไว้ให้ 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 1 ขั้นตอนการร้องขอ (Ask) : เหมือนคุณมี ตะเกียงวิเศษ เมื่อถูเจ้ายักษ์ออกมาแล้ว คุณต้องร้องขอ คุณต้องคิดให้พลังแห่งจักรวาลรับรู้ว่า คุณต้องการอะไรอย่างแท้จริง แล้วคุณจะได้สิ่งนั้นมา..นั่นแหละ หากสิ่งที่คุณคิด..ไม่ดี..สิ่งที่คุณได้ก็ย่อมไม่ดีเช่นกัน แต่หากคุณคิดดี สิ่งที่คุณได้ย่อมดีเสมอ ในขั้นตอนนี้เทคนิคที่ the secreat แนะนำ คือ การเขียนสิ่งดีดี คุณสามารถเขียนสิ่งดีดี ที่คุณต้องการในสมุดบันทึกได้ทุกวัน เพื่อให้คุณจดจำสิ่งดีดีที่คุณต้องการ มันจะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจลึกๆ ในใจ ให้คุณพยายามทำให้สิ่งที่คุณต้องการจนสำเร็จ

ขั้นที่ 2 ขั้นตอนแห่งความเชื่อ (Believe) : จง เชื่อในสิ่งดีดี ที่คุณพึงอยากได้ ว่าคุณจะต้องได้มา ศรัทธาที่ไม่สั่นคลอนก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นจริง เมื่อไหร่ที่คุณพลาดจากหวัง จงเชื่อเสมอว่า หากหวังและพยายามต่อไป วันหนึ่ง ฝันคุณจะเป็นจริง กรณีนี้ คงเข้าตำราคนไทยที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หากเราเชื่อ และพยายามทำในสิ่งที่เราเชื่อ สักวัน สิ่งนั้นจะสำเร็จดังฝัน

ขั้นที่ 3 ขั้นตอนแห่งการรับ (Receive) : เป็นการยอมรับ ทั้งสิ่งที่สมหวังและผิดหวัง การผิดหวัง หากเรายอมรับเราสามารถนำมันมาทบทวน ไตร่ตรองได้อีกรอบ แล้วเราจะเห็นถึงข้อผิดพลาดอันนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุง

1.3 เริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดีดี :

คุณ เคยสังเกตุมั๊ย หากวันไหนคุณตื่นมาพร้อมอารมณ์ที่ขมุกขมัว วันนั้น คุณอาจปวดหัว อะไรก็ดูช่างหงุดหงิดในสายตาของคุณไปเสียทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นคน การจราจร หรือ สิ่งแวดล้อมต่างๆ แต่ในทางกลับกัน หากคุณสามารถตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกดีดี สมองคุณก็จะแจ่มใส จิตใจก็จะเบ่งบาน พร้อมที่จะมีสติรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในวันนั้น ได้อย่างต่อเนื่องและมีสมาธิในการไตร่ตรองแยกแยะ พิจารณาสิ่งที่ ผิด ถูก ชั่ว ดี ได้ไม่ยาก ซึ่งเมื่อคุณได้กรองและเลือกที่จะรับแต่สิ่งดีดีแล้ว อารมณ์ก็จะดียิ่งขึ้น สิ่งที่แสดงออกมาจากตัวคุณ ก็ดี สิ่งที่คุณจะได้รับต่อไป ยิ่งดี

เมื่อใดที่เรารู้สึกแย่ ท้อถอย the secret แนะให้มองสิ่งที่สวยงาม การได้ฟังเพลงดีดี เพลงเชิงบวก การได้มองเด็กๆที่สดใสร่าเริง การได้ชมดอกไม้สีสวยๆ ที่กำลังเบ่งบาน การได้เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว การได้เล่นกีฬา การได้ออกไปท่องเที่ยว เพราะ the secret เชื่อว่า “เมื่อคนรู้สึกรัก สิ่งดีดีก็จะเข้ามาในชีวิต”

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เหมือนกับเราจะรู้กัน เองนานแล้ว ใช่ป่าว เพราะเราคงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ความรักทำให้โลกสดใส โลกทั้งใบเป็นสีชมพู ไม่ว่าจะรักแบบไหน แต่ต้องเป็นรักที่บริสุทธิ์ใจจึงจะไม่เป็นทุกข์…รักทำให้คนสามารถมองโลก ได้ในแง่ดีเสมอ…

1.4 อย่าลังเลกับสิ่งที่จะลงมือทำ :

สิ่ง ดีดี โอกาสคอยเราอยู่เสมอ เมื่อเราสามารถสร้างแรงดึงดูดได้แล้ว สิ่งที่สะท้อนกลับมา เมื่อเราหยุดคิดอย่างรอบคอบแล้ว อย่าลังเลที่จะรับ อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอย เพราะหากคุณไม่เริ่มผลคงไม่เกิด เราไม่จำเป็นต้องเห็นตลอดทั้งเส้นทางหรือเห็นทางทั้งหมด แต่หากคุณเริ่มและลองดู คุณอาจจะเห็นทางอีกหลายทางซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

1.5 รู้จักพอเพียง :

การ รู้จักพอ จะสร้างความสุขที่แท้จริง คนเราทุกวันนี้ ล้วนแต่เอากิเลสเป็นที่ตั้ง อยากได้สิ่งต่างๆมากมายจนเกินความจำเป็นความพอดี ข้อนี้ คงเข้ากับหลักพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่ง หลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็นอย่างดี

เมื่อรู้จักพอ ความสุขก็เกิด ความเหนื่อยล้า แห่งการดิ้นรนก็น้อยลง ทำให้คนมีเวลาที่จะคิดทบทวนไตร่ตรองสิ่งต่างๆในความคิด ได้ดีขึ้น ดังนั้น ความพอเพียงคงแยกกันไม่ออกจากข้ออื่นๆ ที่กล่าวข้างต้น

กระบวนการ สร้างแรงดึงดูด โดยสรุปแล้ว หากเราต้องการพบความสุขและความสมหวังที่แท้จริง เราก็ควรมุ่งเน้นที่สร้างแรงดึงดูดที่ดี เราต้องหัดปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติไปในทิศทางที่ดี

หากเราคิดดี ทำดี สิ่งสะท้อนออกไปดี สิ่งที่เราได้รับก็จะดี เมื่อทุกคนทำได้ โลกก็จะเป็นสุขและพัฒนาในทิศทางที่ดี…

the secret บอกว่า ทุกวันนี้คนเรามันใช้คำพูดว่า “ต่อต้าน” ในการรณรงค์ต่างๆ ซึ่งทำให้การรณรงค์เหล่านั้นไม่ประสบผลสำเร็จซักที ดังนั้น ควรเปลี่ยนคำพูดเชิงลบ จากคำว่า “ต่อต้าน” เป็นคำพูดเชิงบวก คำว่า “ส่งเสริม” คงจะดีกว่า อาทิเช่น

แทนที่จะต่อต้านสงคราม ก็ควรเปลี่ยนเป็น สนับสนุนสันติภาพ
แทนที่จะต่อต้านความยากจนอดอยาก ก็ควรเปลี่ยนเป็น สนับสนุนผู้คนให้มีอาหารกิน
แทนที่จะต่อต้านพรรการเมืองใดเป็นพิเศษ ก็ควรจะเปลี่ยนเป็น สนับสนุนพรรคการเมืองตรงข้ามพรรคนั้น

หาก ทุกคนเพื่งไปยังสิ่งที่ไม่ต้องการ สิ่งนั้นมันคงยังวนเวียนในหัวสมองของทุกคน แล้วในที่สุดมันก็เป็นการตอกย้ำและดึงดูดให้สิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการนั้นเกิด ขึ้น เหมือนสุภาษิตไทยว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” นั่นเอง ดังนั้น ทุกคน ควรเรียนรู้ที่จะสงบนิ่งและละความสนใจไปจากสิ่งที่เราไม่ต้องการ

กระบวนการที่ 2 : Gratitute หรือ รู้จักขอบคุณ และชื่นชม

การรู้จักขอบคุณ ขอบคุณสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ สิ่งที่คุณมี สิ่งคุณเป็น ด้วยใจจริง ตัวอย่างเช่น

แทนที่คุณจะมองว่าของขวัญจากเพื่อนมูลค่าน้อยนิด คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่มีเพื่อนที่น่ารัก เพื่อนยังคิดถึงเราเสมอ

แทนที่คุณจะน้อยใจว่าพ่อแม่ดุว่า คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่ทุกวันนี้ยังได้ยินเสียงของพ่อแม่ และท่านยังได้มีทุกข์สุขร่วมกับเรา

แทนที่คุณจะมองว่าอาหารมื้อนี้น้อยเกินไป กินไม่อิ่ม คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่ทุกวันนี้คุณยังมีข้าวมีอาหารให้ได้กิน

แทนที่คุณจะมองว่างานหนักเหนื่อย เงินเดือนน้อย คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่คุณยังมีงานทำยังมีเงินเดือนใช้

แทน ที่คุณจะมองว่าเช้านี้รถติดน่าเบื่อ เปลืองน้ำมัน คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่คุณโชคดี ยังมีรถขับ ขอบคุณที่ฝนไม่ตกซ้ำลงมาอีก ขอบคุณที่ได้ที่นั่งบนรถเมล์ ขอบคุณที่ได้ยืนถือเป็นการออกกำลังกายอีกวัน เป็นต้น

หากคุณสามารถมองสิ่งรอบตัวในมุมที่ดีดีได้ คิดเชิงบวกกับสิ่งเหล่านั้นได้ และสามารถขอบคุณสิ่งเหล่านั้นได้ และชื่นชมอย่างจริงใจ คุณก็จะสามารถสร้างแรงดึงดูดดีดี ให้กับชีวิตคุณได้ไม่ยาก

กระบวนการที่ 3 : Visualize หรือ รู้จักสร้างภาพ

การ สร้างภาพในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการให้โกหกหลอกลวง สร้างภาพให้ดูดี ในสายตาคนอื่น แต่การสร้างภาพในที่นี้ หมายถึง การสร้างจิตนาการแห่งความหวังของคุณให้เป็นภาพออกมา เช่น

หากคุณ ต้องการมีบ้านสวย คุณลองวาดภาพบ้านในฝันของคุณออกมาดูซิ คุณก็จะมีความหวัง แรงบันดาลใจ พลังในจิตใจให้เกิดความพยายามในการสร้างสรรค์แนวทางที่จะให้ได้มาซึ่งบ้านใน ฝันของคุณ

ไม่เฉพาะสิ่งของ แม้แต่บุคคลหากเราฝันมันก็อาจเป็นจริง เชื่อได้ว่า ข้อนี้ ทุกคนก็คงเคยฝันถึง คนในอุดมคติ ที่คุณสามารถเอาเป็นแบบอย่างได้ ความลับข้อนี้ มันอาจถูกเปิดเผยมานานแล้ว เพียงแต่เรายังไม่ทราบเท่านั้นเองว่า มัน คือ ช่องทางแห่งความสำเร็จ

การ สร้างภาพ มันก็เหมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง ด้วยภาพ ที่อาจสร้างขึ้นมาในสมอง ในจิตใจ หรือ วาดออกมาให้เห็นจริงๆในวัสดุใดใด การสร้างภาพ ไม่ได้จำเพราะเพียงรูปภาพ แต่หมายรวมถึง ภาพของอักษรที่ร้อยเรียงคำพูด การกระทำของทั้งตัวเราเองและคนอื่นที่เราต้องการขอบคุณและชื่นชม เช่น หากคุณมองภาพดีดี หรือเขียนคำชื่นชมลูก สามี ภรรยา เจ้านาย ลูกน้อง ทุกวัน ก็จะทำให้คุณมีทัศนคติและความสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกเค้า เป็นต้น

หาก คุณได้เพ่งมอง และรู้จักชื่นชมภาพเหล่านี้ทุกวัน แรงดึงดูดภายในจิตใจคุณก็จะถูกสร้างขึ้น สิ่งที่คุณฝันก็จะบังเกิด ดังนั้น หากคุณสร้างภาพในใจ ในสมอง ในความคิด ที่เป็นสิ่งดีดี สิ่งที่น่าชื่นชม ปฎิกิริยาต่างๆของคุณก็จะแสดงออกมากับสิ่งเหล่านั้นดี ปัญหาความขุ่นใจก็จะถูกลบเลือนออกไป แล้วสิ่งดีดี ก็จะบังเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน

ข้อคิดจากคำคม ใน The secret

“Whatever you’re thinking and feeling today is creating your future”
“อะไรก็ตามที่คุณคิดและรู้สึกในวันนี้ คือ สิ่งที่สร้างอนาคตของคุณ”

“Your thaught and you feeling create your life”
“ความคิดและความรู้สึกของคุณ สร้างชีวิตคุณ”

“You create your own universe as you go along”
“คุณสามารถสร้างจักรวาลของคุณเองได้ ในทุกขณะที่คุณดำเนินชีวิต”

” Take the first step in faith you don’t have to see the whole staircase just take the first step”
“เริ่มก้าวแรกด้วยความศรัทธา คุณไม่จำเป็นต้องเห็นขั้นบันไดทั้งหมด คุณแค่เริ่มต้นที่ก้าวแรก”

“When you want to change your circumstance you must first to change your thinking”
“หากคุณต้องการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่รอบตัวคุณ คุณต้องเปลี่ยนความคิดคุณเป็นอันดับแรก”

“Imagination is everything. It is the preview of lifes coming attractions”
“จินตนาการคือทุกสิ่ง มันเปรียบเสมือนภาพของชีวิต ที่กลายเป็นแรงดึงดูด”

“Whatever the mind of man can conceive, it can achieve”
“อะไรก็ตาม ที่จิตใจของคนสามารถคิดได้ มันก็สามารถนำมาครอบครองได้”

“We are a creater of our universe”
“พวกเราคือผู้สร้างสรรรค์จักรวาลของพวกเราเอง”

“Energy flows when attention goes”
“พลังงานจะไหลลื่น เมื่อความมุ่งมั่นเกิดขึ้น”

“The relationship will really work, we need to focus on what we appriciate about the other person, not only complaining about”
“ความสัมพันธ์จะดำเนินไปด้วยดี หากคุณรู้จักชื่นชมสิ่งที่คุณประทับใจบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่การบ่น ดุด่า หรือตำหนิ”

“We can not control other people, no matter how are we try”
“เราไม่สามารถควบคุมผู้อื่นได้ ไม่ว่าเราจะพยายามมากซักแค่ไหนก็ตาม”

” All power is from within and is therefore under our own control”
“พลังอำนาจทั้งหมดมาจากภายใน ฉะนั้นมันควรอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา”

” You are the designer of your destiny. You are the writher who write your story.
The pen is in your hand and the outcome is whatever that you choose”
“คุณคือผู้ออกแบบชะตาชีวิตของตัวคุณเอง คุณคือผู้แต่งเรื่องราวของคุณเอง
ปากกาอยู่ในมือของคุณแล้ว และผลท้ายสุดที่ได้ ก็ขึ้นกับที่คุณจะเลือกเอง”
 

“เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะรู้สึกแย่ ในขณะที่คิดอะไรดีๆ” … Charles Haanel

 

“สิ่งที่คุณต่อต้าน จะยิ่งทานทน” … Carl Jung (1875-1961)

 

“ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้ หรือคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็คิดถูกทั้งนั้น” .. Henry Ford (1863-1947) 
สุดท้ายนี้ โปรดจงพึงระลึกอยู่เสมอว่า…

** หากต้องการลดน้ำหนัก อย่ามุ่งคิดถึงแต่การ ลดน้ำหนัก แต่จงรวมศุนย์ความคิดไปที่น้ำหนักที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ  จงรู้สึกถึงความรู้สึกยามที่น้ำหนักตัวของคุณพอเหมาะที่สุด แล้วคุณก็จะได้น้ำหนักตัวเท่านั้น ** จักรวาลไม่ต้องใช้เวลาในการนำมาซึ่งสิ่งที่คุณปรารถนา จะหนึ่งดอลล่าร์หรือล้านดอลล่าร์ก็ง่ายพอกัน
** สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันของคุณ เป็นผลจากการกระทำในอดีตของคุณนั่นเอง**

**หลาย ครั้งที่คุณพยายามให้สิ่งบางสิ่ง คนบางคน สถานที่บางสถานที่ สร้างความสุขให้คุณแต่ความสุขนั้นกลับไม่เกิดขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งเดียว คนเดียว และสถานที่เดียวที่จะสร้างความสุขอย่างแท้จริงให้กับคุณนั้น คือ ใจของคุณเอง ตัวของคุณเอง เท่านั้น**

** มัน ไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะเปลี่ยนผู้คนรอบๆ ตัวคุณ งานและหน้าที่ของคุณ คือ ทำตัวให้สอดคล้อง เหมาะสม เพียงพอ และ พอใจกับสิ่งที่คุณเป็นอยู่ และมุ่งมั่นให้ดีขึ้น**

** ทุกสิ่งคือพลังงาน เปลี่ยนแปลงถ่ายเทได้ จิตใจเท่านั้นที่สามารถควบคุม และเปลี่ยนแปลงทิศทางของพลังงานได้ คุณจะถ่ายเทให้พลังงานวิ่งไปจุดใด ทิศทางใด ดีหรือเลว ก็ขึ้นกับตัวคุณ**

** คุณเป็นต้นตอของพลังงานทั้งหมดในโลก คุณ คือ พระเจ้า ที่ปรากฏกายในร่างของมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ**

** พลังงานไร้พรหมแดนฉันท์ใด ศักยภาพไร้ขอบเขตฉันท์นั้น คุณจะเดินทางไปได้ทุกที่ตราบเท่าที่คุณหวัง**

** สร้าง วันของคุณไว้ล่วงหน้า ด้วยการคิดถึงวิถีทางที่คุณต้องการให้วันของคุณดำเนินไป แล้วคุณจะสามารถสร้างชีวิตของคุณเองได้จากความตั้งใจ
** ความ สามารถทั้งหมด ความปิติทั้งหมด ความรักทั้งหมด ความสมบูรณ์ทั้งหมด ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมด มีพร้อมอยู่แล้วและรอคอยให้คุณมาคว้ามันไป เมื่อคุณกระหายมัน อยากได้มัน คุณต้องตั้งใจจริง และเมื่อคุณตั้งใจจริง และปรารถนาอย่างแรงกล้าถึงสิ่งนั้นที่คุณต้องการ สิ่งนั้นจะมาหาคุณ จงจดจำความสวยงามที่อยู่รอบตัวคุณ อวยพร ขอบคุณและชื่นชมมัน ในอีกด้านหนึ่งสำหรับสิ่งที่ยังไม่เป็นไปอย่างที่คุณต้องการให้เป็นในตอนนี้ จงอย่างทุ่มเทพลังงานให้กับมัน อย่าตำหนิ อย่าบ่น จงยินดีกับทุกสิ่งที่คุณต้องการและได้รับแล้วคุณจะมีมันมากขึ้นอีก** 

** เริ่มฝึกจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ ก่อน เช่น กาแฟสักถ้วย หรือที่จอดรถ นี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยคุณได้สัมผัสกับการทำงานของกฏแห่งการดึงดูด จงตั้งใจและจริงจังที่จะดึงดูดอะไรสักอย่างที่เล็กๆก่อน เมื่อคุณได้ประจักษ์ในพลังดึงดูดของตนเองแล้ว  คุณก็สามารถยกระดับขึ้นสู่การสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านั้นได้

เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

หลังจากที่ดิฉันฝากบทความสุดท้ายไว้ เมื่อเกือบ 3 เดือนที่แล้ว (นานมาก อิอิ) ก็ได้ฤกษ์เขียนเพิ่มเสียที ดิฉันได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า มีบุคคลผู้หนึ่งที่เหมือนจุดแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับดิฉัน บุคคลผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เค้าคือคนที่แต่งหนังสือชุด”พ่อรวยสอนลูก”นั่นเอง

ไปทำความรู้จักท่านผู้นี้ได้จากบทสัมภาษณ์ โรเบิร์ต คิโยซากิ (ผู้แต่งพ่อรวยสอนลูก RichDad) กับ MLM

บทสัมภาษณ์พิเศษ กับ โรเบิร์ต คิโยซากิ – Robert Kiyosaki 
(Rich Dad Poor Dad – พ่อรวยสอนลูก) กับ MLM

สิ่งที่คุณกำลังจะได้รับทราบต่อไปนี้ เป็นการสัมภาษณ์พิเศษของนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีชื่อเสียง นักลงทุน ผู้บรรยาย และผู้แต่งหนังสือขายดีที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกถึง 10 เล่ม “โรเบิร์ต คิโยซากิ”  เกิดและเติบโตในฮาวาย เขาเรียนรู้ธุรกิจจากคน 2 คน คนแรกคือพ่อจนผู้ซึ่งมีความรู้สูง เป็นข้าราชการเงินเดือนสูงและเป็นพ่อแท้ ๆ ของเขาเอง และอีกคนหนึ่งคือ พ่อรวย เป็นนักธุรกิจร้อยล้าน ซึ่งออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมสองเท่านั้น เป็นพ่อของเพื่อนสนิทของเขาเอง

ประสบการณ์ปัญหาด้านการเงินตลอดชีวิตของพ่อจน  ทำให้คำสอนพ่อรวยของโรเบิร์ต ถูกสนับสนุนมากยิ่งขึ้น  ที่ว่า “คนจนและคนชั้นกลางทำงานเพื่อเงิน ในขณะที่คนรวยใช้เงินทำงาน” หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จเป็นนักขายที่มียอดการขายสูงอันดับหนึ่งในบริษัท XEROX โรเบิร์ตเริ่มต้นทำตามความปรารถนาของเขาที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน เขาเริ่มสร้างธุรกิจข้ามชาติมูลค่าเป็นล้านๆ เหรียญสหรัฐอยู่หลายธุรกิจ และท้ายที่สุดก็สามารถเกษียณอายุได้ด้วยอายุเพียง 47 ปี เขาต้องการทำตามความเชื่อของเขาที่ความปรารถนาจะสอนผู้อื่นให้เป็นผู้ร่ำรวย และสามารถค้นหาธุรกิจที่พวกเขาต้องการได้

  • ในปี 1997 (พ.ศ. 2540) โรเบิร์ตได้เขียนหนังสือขายดี โด่งดังไปทั่วโลกเล่มแรก ชื่อพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) และได้ออกแบบเกมกระแสเงินสด (Cashflow 101 หรือเกมส์แข่งหนู)
  • J.P. Morgan  นักข่าวหนังสือพิมพ์ Wall Street  Journal ได้พูดถึงหนังสือ พ่อรวยสอนลูกว่า “เป็นหนังสือที่ต้องอ่านสำหรับผู้ต้องการเป็นเศรษฐี”
  • และหนังสือพิมพ์  USA. Today เรียกหนังสือนี้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของทุกคน ที่ต้องการควบคุมสถานการณ์ทางการเงินในอนาคตของเขาเอง”

โรเบิร์ต ได้เขียนหนังสือ  Rich Dad’s Cash Flow Quadrant (พ่อรวยสอนลูก เล่ม2  เงินสี่ด้าน) , Rich Dad’s Guide To Investing (พ่อรวยสอนลงทุน), Rich Kid Smart Kid (สอนลูกให้รวย) หนังสือที่ขายดีในทุกประเทศ และที่กำลังออกมาใหม่ล่าสุด Retired Young Retired Rich “เกษียณเมื่อหนุ่ม เกษียณอย่างร่ำรวย” ข้อเสนอแนะของโรเบิร์ตชัดเจนเข้าใจง่ายนั้นคือ คุณจะยอมรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเงินของคุณเองหรือจะยอมรับคำสั่งของคนอื่นๆไปตลอดชีวิต “คุณต้องการที่จะเป็นเจ้านายของเงิน หรือจะยอมเป็นทาสของเงิน”  และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้สัมภาษณ์พิเศษ เสนอทางเลือกของเขาในการที่จะเกษียณขณะที่ยังหนุ่มและเกษียณอย่างร่ำรวย

MC: คุณโรเบิร์ต ขอบคุณมากครับที่ให้เกียรติในวันนี้ เป็นที่กระจ่างชัดว่ามีคนเป็นล้านๆ คน ได้รับความรู้และประโยชน์ จากหนังสือและเทปของคุณ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อ่าน “พ่อรวยสอนลูก”  “เงินสี่ด้าน” หรือ “Cash Flow Quadrant” ขอให้คุณกรุณาช่วยอธิบายเกี่ยวกับเงินสี่ด้าน Cash Flow Quadrant ว่าคืออะไรสักเล็กน้อยได้ไหมครับ?

ผมอยากให้ท่านผู้ฟังทุกท่านลองนึกวาดภาพตามดังนี้นะครับ สัญลักษณ์เครื่องหมายกากบาท มุมบนด้านซ้าย คือตัวอักษร E ใต้ลงมาคือ S มุมขวาด้านบน คือ B และมุมที่เหลือ คือ I  คุณโรเบิร์ตช่วยกรุณาอธิบายได้ไหมครับว่ามันหมายถึงอะไรครับ?

Robert: ลำดับแรก

E หมายถึง Employee ลูกจ้าง
S หมายถึง Self Employ/Small Business ธุรกิจส่วนตัว ,
B หมายถึง Business Owner/Big Business เจ้าของกิจการ เช่น ไมโครซอฟ, อินเทล และ
I หมายถึง Investor นักลงทุน 

พ่อจนของผมและคนส่วนใหญ่ได้ถูกสอนมาให้ “ไปเรียนหนังสือ และออกมาหางานทำ” พ่อจนของผมได้โปรแกรมผมให้อยู่ด้าน E หางานที่มั่นคง ทำงานหนัก เพื่อเงินบำนาญ สวัสดิการ

S หมายถึง Small Business  หรือ Self Employed ธุรกิจส่วนตัว ส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพ แพทย์ นักกฎหมาย ทนายความ หรือ นักธุรกิจขนาดเล็กที่พอใจที่จะเป็นเจ้านายตัวเอง ต้องการทำอะไรด้วยตัวเอง เช่นที่ Dale แห่งบริษัทคอมพิวเตอร์เดล พูดว่า “ถ้าคุณต้องการทำอะไรให้ถูกต้องเสมอ คุณต้องทำด้วยตัวของคุณเอง” และคนส่วนนี้ก็จะกลายเป็น S พวกเขาต้องการอิสระ

ธุรกิจขนาดใหญ่จะอยู่ทางด้าน B นักธุรกิจขนาดใหญ่ๆ เช่น Bill Gate ผู้ก่อตั้งธุรกิจขนาดยักษ์หลายล้านๆ เหรียญสหรัฐเป็นธุรกิจนานาชาติ ซึ่งก็มีไม่กี่คนที่เป็นคนร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ คนร่ำรวยระดับโลกจะมาจากด้าน B คุณไม่มีทางเป็นคนร่ำรวยได้ถ้าคุณยังอยู่ด้าน E และ S

ส่วนด้าน I คือ Investor นักลงทุน จะมาได้จากการใช้เงินทำงานให้เขาเท่านั้น  พ่อจนและแม่จนของผมอบรมให้ผมกลายเป็น E และ S และระบบการสอนในโรงเรียนก็สอนผมให้กลายเป็น E และ S  มุ่งสู่การหางานที่มั่นคงและปลอดภัย  ด้าน B และ I เป็นด้านสำหรับคนรวย พ่อรวยของผมพูดว่า “ถ้าเธอต้องการร่ำรวย ต้องสร้างธุรกิจของเธอเอง”

 

MC: และสิ่งที่คุณพูดในหนังสือที่กล่าวว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในด้น E เริ่มสร้างธุรกิจของเขาเอง ก็มักจะเริ่มต้นจากด้าน S  เช่นสร้างธุรกิจขนาดย่อม อาจจะเป็นผู้รับเหมาช่วง รับงานเสริมต่างๆ การกระทำอย่างนั้นถูกต้องหรือไม่ครับ?

Robert: มันไม่มีถูกหรือผิดหรอกครับ แต่ว่าเมื่อหลายคนเริ่มพูดว่า “ผมต้องการทำอะไรที่เป็นของตัวเอง” พวกขาก็จะเริ่มโยกย้ายตัวเองจากด้าน E และก้าวสู่ด้าน S และมันก็จะเข้าสู่วัฎจักรที่ไม่มีวันจบในความเห็นของผม เพราะว่าทุกคนจะต้องพึ่งคุณ รัฐบาลก็ต้องพึ่งภาษีจากการทำงานของคุณ ลูกจ้างก็ต้องพึ่งพาคุณ และแล้วคุณก็จะไม่มีเวลาว่างเลย เพราะว่าถ้าคุณไม่ทำงานรายได้ก็หยุด นี่เป็นส่วนที่ยากที่สุดและนี่เป็นสิ่งที่ธุรกิจขนาดย่อมทั้งในสหรัฐอเมริกาและทุกแห่งในโลกต้องเผชิญอยู่ เจ้าของธุรกิจส่วนตัวต้องทำงานเสมือนเครื่องจักร และก็พบว่ามีไม่กี่คนที่สามารถร่ำรวยได้จากด้านนี้ แต่พวกเขาต้องทำงาน ทำงาน แล้วก็ทำงาน นี่เป็นจุดที่ S แตกต่างจาก B เพราะเมื่อไรที่ S นักธุรกิจขนาดย่อมหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดไปด้วย แต่ขณะที่นักธุรกิจในด้าน B หยุดทำงาน รายได้เขายังคงไหลมาอย่างต่อเนื่อง และด้านไหนล่ะที่ดีกว่ากัน ผมคิดว่าด้าน B เนี่ยแหละยอดเยี่ยมทีเดียว

พ่อรวยอบรมผมให้อยู่ด้าน B และ I ท่านสอนผมให้เป็น B และ I โดยการเล่มเกมเศรษฐีที่มีสูตรในเกมที่เรารู้จักกันดี คือ บ้านสีเขียว 4 หลัง เท่ากับ 1 โรงแรมสีแดง , บ้านสีเขียว 1 หลัง เท่ากับ 1 โรงแรมสีแดง ดังนั้นมันจึงชี้ให้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันกับคนที่กำลังมองหาการเปลี่ยนแปลง มุมมองของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันอย่างมาก

MC: ในความเห็นของคุณอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่หยุดความคิดที่จะเริ่มทำธุรกิจในด้าน B จริงๆ ครับ?

Robert: ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะสร้างมันได้เพราะคุณต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ถึง 10 ปี ในการสร้างธุรกิจแบบ B ซักหนึ่งตัว และสถิติความล้มเหลวก็สูงมากถึง 90% ใน 5 ปีแรก และการสร้างธุรกิจแบบ B ปัจจุบันต้องใช้เงินทุนสูงถึง 5 ล้านเหรียญต่อปี เพียงแค่สร้างมันเท่านั้นนะครับ และถ้าคุณล้มเหลวคุณก็จะเป็นหนี้มหาศาล เป็นสาเหตุที่หลายๆ คนล้มละลาย  และผมเองก็เจ๊งถึง 2 ครั้ง ถึงกับล้มละลายทำให้เสียหายหลายล้านเหรียญ หลายๆ ครั้งผมต้องใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะเริ่มรับเงินเป็นผลกำไร คนส่วนใหญ่ในด้าน E และ S ไม่สามารถรับกับสภาวการณ์ทางการเงิน ทั้งทางด้านอารมณ์ และ ความคิด แล้วพวกเขาก็ไม่รู้วิธีการเข้าสู่ด้าน I การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แบบนักลงทุนที่ถูกต้องแบบที่ผมได้รับการฝึกฝนมา

ดังนั้น ถ้าคุณต้องการสร้างธุรกิจของคุณมีทางหนึ่ง คือ คิดสร้างระบบของคุณขึ้นมาเอง ซึ่งผมก็ได้พยายามหลายครั้ง ผมมีโรงงาน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เหมืองแร่ บริษัทน้ำมัน ผมถูกฝึกมาให้ทำธุรกิจแบบนั้น แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้แบบนั้น คุณก็สามารถเริ่มธุรกิจแฟรนไชน์เหมือน Mc Donald เป็นแฟรนไชน์ที่ดี แต่ปัญหาก็ คือ คุณต้องใช้เงินหลายล้านเหรียญเช่นกันในการเริ่มธุรกิจ และก็ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณในช่วง 2 ปีแรก

แต่มีทางเลือกที่สาม ที่ผมคิดว่าเป็นความได้เปรียบทางด้านข้อมูลข่าวสาร ทำให้คุณก้าวสู่ด้าน B ได้นั้น คือ การตลาดเครือข่าย หรือ Network Marketing (MLM) หลายคนมีความคิดลบๆ กับธุรกิจนี้และในความเป็นจริงผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจเครือข่าย  หลายคนมีความคิดลบๆ กับคำว่า การตลาดเครือข่าย (MLM) นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่เข้าใจว่าการตลาดเครือข่ายที่แท้จริงคืออะไร คนรวยทั้งหลายในโลกนี้ล้วนสร้างเครือข่ายทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น เครือข่ายโทรทัศน์ คนรวยของโลกเป็นเจ้าของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ (อาทิ เจ้าของ CNN), โทรศัพท์เครือข่าย เป็นเครือข่ายสถานีบริการโทรศัพท์ที่ให้บริการไปทั่วโลก พ่อรวยเคยพูดกับผมว่า “คนรวยสร้างเครือข่าย ในขณะที่คนทั่วไปมองหางานทำ”  ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณได้รับการฝึกฝนมา การตลาดเครือข่ายในมุมมองของผมเป็นหนทางที่ชาญฉลาดมาก สำหรับคนที่มีทุนน้อย และคุณอาจใช้เวลาซัก 5 ปีด้วยเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย ในการเริ่มต้นสร้างทรัพย์สินขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้คุณมีอิสรภาพด้านการเงินได้ ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ให้เวลานานเพียงพอต่อธุรกิจนี้ พวกเขาไม่มีการตัดสินใจ ความมุ่งมั่นศรัทธาที่จะยึดมั่นอยู่กับธุรกิจ แถมยังมีเพื่อนหรือคนที่รู้จักที่มีแต่ความคิดลบๆ ต่อการตลาดเครือข่าย ผมต้องขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้สร้างรายได้จากธุรกิจการตลาดเครือข่าย (MLM) ผมสร้างระบบธุรกิจของผมเอง

ผมเคยมีความคิดลบ ๆ เช่นกัน จนกระทั่งผมได้คิดใคร่ครวญ และเริ่มเปิดใจศึกษา เปลี่ยนมุมมองที่ต่างออกไป และฟังข้อมูลจากเพื่อนผมที่เป็น CEO (Chef Executive Officer/หัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุด) และก็เริ่มเห็นคุณค่าของการตลาดเครือข่ายอย่างแท้จริง การตลาดเครือข่าย (MLM) คือ ช่องทางให้คนทั่วไปผู้ซึ่งไม่มีเงินลงทุนมากนัก ทั้งยังสามารถทำงานปัจจุบันช่วงกลางวัน แล้วก็ใช้เวลาหลังเลิกงานสร้างทรัพย์สินที่ทำให้พวกเขามีอิสรภาพได้

 
MC: ผมไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่ทั่วไปจะคิดว่าการตลาดเครือข่าย หรือ MLM คือธุรกิจที่แท้จริง

Robert: แล้วคนที่อยู่ด้าน E กับ S ทั่วไปรู้จักธุรกิจที่แท้จริง ได้อย่างไร ? พวกเขาเป็นลูกจ้าง หรือติดอยู่กับงานที่เขาต้องทำมันอยู่ทุกวันเป็นธุรกิจส่วนตัว ผมต้องขออธิบายอะไรบางอย่างก่อน ที่ผมจะตอบคำถามต่อไปว่า เหตุผลอะไรที่ผมมาให้สัมภาษณ์บันทึกเทปนี้กับคุณเพราะผมต้องการที่จะพูดคุยเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่ผมเห็นว่ามันกำลังเกิดขึ้น และทำไมคุณถึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง

ทุกวันนี้ผมได้ยินคนหลายคน พูดว่า
“เมื่อไหร่เราจะกลับสู่ภาวะปกติเสียทีนะ”

ผมอยากจะถามพวกคุณว่า
“สภาวะปกตินั้นคืออะไร”

คุณรู้ใช่ไหมว่าผมหมายถึงอะไร คุณกำลังพูด “บ้าอะไร”  ผมพยายามที่จะพูดกับคุณทุกคนว่า “ทุกวันนี้โลกของเราเปลี่ยนไปแล้ว” เหตุผลที่เปลี่ยนไปก็ธรรมดามากๆ เพราะเรายอมให้คนที่อำนาจเหนือคุณเที่ยวสั่งคนนู้นคนนี้ไปทั่ว ผมต้องการอิสรภาพของผม เหตุที่ผมต้องการมาอยู่ด้าน B เพราะว่า ผมสู้เพื่ออิสรภาพของผม สู้เพื่อจิตวิญญาณของผม แล้วคำว่า “อิสรภาพ” ในความหมายของผม คืออะไรผม หมายถึง การมีทางเลือกที่มากขึ้น ถ้าคุณอยู่ในด้าน E และ S คุณต้องยอมเสียอิสรภาพหลายๆ อย่าง ผม หมายถึงว่า ถ้าคุณเป็น E ก็จะมีคนอื่นๆ เป็นผู้กำหนดว่า “คุณควรมีรายได้เท่าไหร่? คุณต้องมาทำงานกี่โมง? เมื่อไหร่ที่คุณจะได้พัก? เมื่อไหร่คุณจะได้ทานอาหารกลางวัน? เมื่อไหร่คุณถึงจะกลับบ้านได้? เมื่อไหร่คุณจะได้ขึ้นเงินเดือน? หรือ ค่าจ้าง? และที่เลวร้ายที่สุด สำหรับแนวคิดการหางานทำงานที่มั่นคงทุกวันนี้ก็คือ ถ้าหากว่าบริษัทเกิดบริหารงานผิดพลาด เกิดมีปัญหาขึ้นมาเขาก็จะลดขนาดขององค์กรลง ปลดคุณออก แล้วคุณจะทำอย่างไร

เมื่อคุณมองโลกทุกวันนี้ โลกของเราเต็มไปด้วยคนที่มีอำนาจเหนือคุณ และถ้าคุณมองให้ดีๆ ไม่ต้องมองไกลหรอก  ผมพบเหตุการณ์เหล่านี้ในโลกธุรกิจทุกวัน ผมพบว่ามีคนพยายามผลักดัน กดดันผมตลอดเวลา สาเหตุหลักที่ผมต้องการอยู่ด้าน B เพราะผมไม่ต้องการถูกกดดันให้ทำโน่น ทำนี่ โดยคนอื่น ผมไม่ต้องการให้ใครมากำหนด ว่าผมควรมีรายได้เท่าไหร่? หรือ มาบอกผมว่า “พรุ่งนี้ผมยังคงมีงานทำอยู่หรือไม่”

สิ่งที่ผมไปรบที่สงครามเวียดนามคือ เพื่ออิสรภาพ และ อิสรภาพต้องการความกล้า มันต้องการความแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผมเห็นหลายคนอ่อนแอลงทุกที  พวกเขาพร่ำบ่นว่า “โอ้พระเจ้า เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้นะ” และพวกเขาก็อ่อนแอลงทุกที  แล้วคุณก็จะถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง ทุกวันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแข็งแกร่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ทั้งพ่อและแม่ผมสอนเสมอก็คือ ต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นคนที่หินหรือเขี้ยว และอย่าทำตัวเป็นเด็ก เที่ยวชกต่อยกับเด็กคนอื่นๆ ถ้าทำแบบนั้นผมก็จะเป็นเด็กอยู่ดี ทุกวันนี้ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จและมาอยู่ด้าน B คุณต้องเป็นคนที่มีความคิด อารมณ์ และคุณธรรมที่แข็งแกร่งอยู่ภายใน และคุณต้องมีไหวพริบ ฉลาด พ่อจนของผมเป็นคนที่หินหรือเขี้ยวมาก แต่ในทางด้านการเงิน เขาไม่มีไหวพริบเลย นั้นแหละทำไม เขาจึงถูกไล่ออกจากงานตอนอายุ 50 ปี เขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ เขาต้องการงานของเขาคืนมา “กรุณาเถิดของานค่าจ้างสูงๆ ของผมคืนมา” และเมื่อผมพูดกับคนทั่วไปว่า ทุกวันนี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ จงมีความเข้มแข็งใฝ่หาความรู้ เพราะเป็นสิ่งที่ด้าน B ต้องมี สาเหตุที่ผมประสบความสำเร็จในธุรกิจของผมเองเพราะว่า เพราะผมไม่ยอมให้ใครมาผลักดันผม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมทำตัวเป็นเด็กๆ  ผมเพียงแต่ไม่ยอมให้ใครผลักผมไปมา

สิ่งที่ผมกำลังพูดกับคุณในวันนี้ เด็กชายเหล่านั้นในธุรกิจทั่วโลก ผมหมายถึงเด็กชายที่อยู่ถัดจากคุณนั้นแหละที่คุณเรียกว่า เจ้านาย ผู้บังคับบัญชา หัวหน้างาน คนที่อยู่ข้างหน้าคุณ แล้วก็คอยบอกคุณว่า คุณจะต้องดำเนินชีวิตคุณอย่างไรนั้นแหละ

ดังนั้น ยิ่งคุณแสวงหางานที่มั่นคงมากเท่าไหร่ อิสรภาพของคุณก็น้อยลงเท่านั้น

 
MC: ผมคิดว่าคุณคงจะเห็นด้วยนะครับ ว่าทุกวันนี้ผมเห็นคนไปทำงานกันทุกวัน ขณะเดียวกันเขาก็จะพร่ำบ่นกับเพื่อนร่วมงานข้างๆ ว่าเขาเกลียด ใช่ครับ เขาเกลียดงานของเขา เขาเกลียด ที่ต้องจ่ายเงินภาษีให้กับรัฐ แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะพูดกับคนแบบนี้ว่าอย่างไรครับ?

Robert: “คุณต้องตื่นได้แล้วเพื่อน” ผมเห็นคนในรายการทีวีพร่ำบ่นถึงการปลดคนออกจากงานประจำ ผมต้องการงาน ผมต้องการเงิน ถ้าคุณต้องการจริง ๆ คุณต้องตื่นได้แล้ว ยิ่งคุณต้องการมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้มันมากเท่านั้น สิ่งที่สวยงามมากเกี่ยวกับการตลาดเครือข่ายก็คือว่า มันเป็นโอกาสของคุณ ที่คุณจะใช้เงินไม่กี่เหรียญประมาณว่าซัก 500 เหรียญคุณสามารถมีโอกาสในการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง รักษางานประจำหรือธุรกิจส่วนตัวของคุณไว้ แต่ว่าต้องเข้มแข็งให้มากขึ้น ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในการตลาดเครือข่ายสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมขอแนะนำคือ จงอยู่ในธุรกิจนี้ให้นานอย่างน้อย 3, 4 หรือ 5 ปี เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับคือ คุณได้รับความรู้ และความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะว่าพ่อผมทั้ง 2 คนเป็นคนที่เข็มแข็ง และ ซื่อสัตย์ ปัญหาก็คือพ่อจนของผมไม่ได้รับการฝึกฝนในการเป็นเจ้าของกิจการ เขาไม่เคยมีทัศนคติที่จะออกมาอยู่ทางด้าน B พ่อจนของผมเป็นครูสอนหนังสือและถูกออกตอนอายุ 50 ปี เพราะว่าเขาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐฮาวาย

ถ้าคุณคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องที่สวยงาม ใจดี มีความสุข ไม่ใช่แน่นอนมีคนที่มีอำนาจมากมายในวงการเมือง พ่อของผมลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งกับเจ้านายของท่าน  และเมื่อเจ้านายของท่านได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐ ท่านก็ไม่มีโอกาสได้กลับเข้าไปทำงานในราชการของรัฐฮาวายอีกเลย และพ่อผมก็ไม่เขี้ยวพอที่จะต่อสู้กับเขาได้

สิ่งที่ผมกำลังพยายามอธิบายอยู่นี้ก็คือว่า ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ การตลาดเครือข่ายเป็นทางเลือกที่ดีมากทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าทุกบริษัท  มีบางบริษัทที่เสนอให้คุณเข้าสู่ด้าน B ที่ดีที่สุดด้วย ระบบการถ่ายทอดความรู้ ทั้งด้านความคิด อารมณ์ และแก่นแท้ที่จะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิด จะพูดอย่างไรเกี่ยวกับคุณอีกเลย คุณจะไม่ปล่อยให้ใครมาผลักคุณไปโน่นไปนี่อีกต่อไป นั้นแหละคือสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ แต่ถ้าคุณอ่อนแอในวันนี้ คุณก็จะสูญเสียอิสรภาพของคุณเอง ถ้าคุณอ่อนแอวันนี้คุณก็จะปล่อยให้คนอื่นกดดันคุณต่อไป “โอขอโทษน่ะท่าน ของานให้ผมทำต่อไปเถอะ  ขอเงินเดือนผมขึ้นนะครับ ขอผมกลับก่อนสัก 2 ชั่วโมงได้ไหมครับ เพราะว่าลูกผมป่วย”  ผมหมายถึง คุณจะยอมเป็นคนที่อ่อนแออย่างนั้นหรือ? คุณไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จมาอยู่ฝั่ง B ได้ ตราบใดก็ตามที่คุณยังคงขอคำอนุญาตทำโน่นทํานี่ตลอดเวลา  แล้วคนอื่นๆ ที่เขาเห็นคุณ เขาจะคิดกับคุณอย่างไร?

ไม่กี่วันก่อนผมต้องติดต่อเจรจาต่อรองกับชายคนหนึ่ง เขาพยายามผลักดันผมไปมาด้วยนักกฎหมายของเขา  คุณรู้ไหมผม ผมคิดว่าผมไม่อาจยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผมเป็นอันขาด คุณไม่จำเป็นจะต้องไปถึงตะวันออกกลางเพื่อจะหาลูกปืนหรอกนะ มันอยู่ถัดไปจากตัวคุณนั้นแหละ คุณพบกับเหตุการณ์เหล่านี้ทุกวัน หัวหน้างานของคุณ เจ้านายของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณต้องการผลักดัน กดดันคุณไปมา

แต่ว่าระบบการตลาดแบบเครือข่ายได้เสนอ การพัฒนาความคิด การฝึกอบรม ทั้งด้านจิตใจ จิตวิญญาณ ผมหมายถึง ความแข็งแกร่ง ความอดทน ถ้าคุณมีความอดทนเพียงพอ คุณสามารถยืนหยัดได้เช่นเดียวกับผู้ที่สามารถข้ามมาสู่ฝั่ง B เช่นกัน นั้นแหละที่ทำไมผมถึงพูดว่า มันเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมที่เยี่ยมยอดมาก

 
MC: สิ่งหนึ่งที่คุณได้กล่าวถึงในหนังสือคือ เรื่องความใฝ่ฝัน ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าใครก็ตามที่ทำงานประจำมานานถึง 15 ปี ความใฝ่ฝันก็อาจจะหมดไป ความฝันของเขาก็อาจะเป็นเพียงแค่จะพาลูกเขาไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ปีหน้าเท่านั้น?

Robert: ผมคิดว่าคนส่วนมากมีความใฝ่ฝัน แล้วก็ฝัน แต่มันไม่เคยเป็นจริง พ่อรวยของผมกล่าวว่าสิ่งที่ทำให้ความใฝ่ฝันของเราลดลงเพราะความเป็นจริง

จริงๆ แล้วคุณอาจจะฝันถึงบ้านราคาหลายล้าน แต่ในความเป็นจริงคุณไม่มีมัน คุณอาจจะฝันถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่ในความเป็นจริงคุณไม่เคยได้รับมันเลย อย่างไรก็ดีผมขอให้คนทุกคนกล้าที่จะฝัน แต่คุณอาจจะต้องมีการวางแผน มีระบบ มีกระบวนการที่ชัดเจนว่าคุณจะทำความฝันของคุณให้เป็นจริงได้อย่างไ

ถ้าผมต้องการเริ่มต้น สร้างความฝันของผมใหม่ ผมคิดว่าผมจะเข้าสู่ระบบการตลาดเครือข่าย เพราะว่ามันดูมีเหตุมีผลดี มันเป็นระบบที่ถูกสร้างไว้เสร็จแล้วให้คุณ มีนักกฎหมายที่ดูแลเงื่อนไขต่าง ๆ ให้คุณ มีระบบบัญชีที่สมบูรณ์แบบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณทั้งหลายคงจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัทนะครับ มันมีทั้งบริษัทเครือข่ายการตลาดที่ดี และไม่ดีเช่นกัน ขอให้เข้าใจด้วยนะครับ  แน่นอนว่ามีคนไม่ดีในระบบการตลาดเครือข่ายด้วยเช่นกัน มันก็มีคนที่ดีและไม่ดีทั้งนั้นแหละครับในทุกๆ วงการ

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า สำหรับคนทั่วไปธุรกิจระบบการตลาดเครือข่ายให้โอกาสเขาในการที่จะควบคุมชีวิตของเขาเอง ที่เลวร้ายที่สุดถ้าคุณไม่ได้อยู่ในด้าน B คุณจะสูญเสียการควบคุมในสิ่งเหล่านี้นั้นคือ ค่าใช้จ่ายด้านภาษี เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด ภาษีสรรพากรจะบอกคุณว่าคุณต้องจ่ายเท่าไหร่และจ่ายเมื่อไหร่ แต่ถ้าคุณอยู่ด้าน B คุณสามารถควบคุมได้อย่างดี ผมกำลังพูดว่า “ไม่ว่าคุณจะต่อสู้เพื่ออะไร เราต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เราต่อสู้เพื่อการมีทางเลือกมากกว่า ยิ่งคุณมีน้อยเท่าไหร่ อิสรภาพน้อยเท่าไหร่ คุณก็มีทางเลือกน้อยเท่านั้น”

การก้าวสู่ด้าน B และ I ช่วยให้คุณมีทางเลือกมากขึ้น มีอิสรภาพมากขึ้น นั้นแหละคือเหตุที่ประเทศของเราถูกสร้างขึ้นมา และทุกๆแห่งในโลกก็ต้องการเช่นเดียวกัน อิสรภาพในการเลือก ผมพูดว่าพวกเด็ก ๆ ที่คอยกดดันคุณตลอดเวลา เหมือนอยู่ในกองทัพนั้นเป็นเรื่องน่ากลัวมาก มีผู้คนจำนวนมากที่คอยกดดันคุณทั้งทางด้านความคิดและอารมณ์ตลอดเวลา ถ้าคนที่นั่งข้างๆ คุณบอกคุณว่า แล้วทำไมต้องเป็นการตลาดเครือข่ายด้วย และถ้าคุณปล่อยให้คนเหล่านั้นมากดดันคุณ คุณก็คือ ผู้แพ้!

และสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมในธุรกิจการตลาดเครือข่ายก็คือ ถ้าคุณเข้มแข็งและอยู่นานเกิน 5 ถึง 10 ปี คุณจะกลายเป็นคนที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สำคัญกว่าจำนวนเงินที่คุณหาได้จากการตลาดเครือข่ายเสียอีก นั้นก็คือ มันจะคืนการควบคุมชีวิตของคุณเอง ทางเลือกของคุณเองและเกียรติศักดิ์ศรีของคุณเอง ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ในทุกวันนี้

 
MC: แล้วทำไมในช่วงสภาวการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนควรจะเริ่มต้นคิด ทำอะไรบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเป็นครับ

Robert: เออ… สาเหตุที่ผมคิดว่าเราควรจะตื่นจากการหลับใหลกันได้แล้วในตอนนี้คือ ผมคิดว่าการพูดถึงงานที่มั่นคงเป็นเรื่องตลกมาก และสูตรเดิมที่ใช้ในการสร้างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เคยพูดกันว่ามั่นคงปลอดภัย และถ้าคุณคิดเช่นนั้น คุณก็คงจะเป็นคนที่เชื่อในเรื่อง กระต่ายอีสเตอร์และซานต้าคลอส ผมหมายถึงคุณอาจจะโกรธผม แต่คนที่ขายหุ้นให้คุณเขาต้องว่าดีแน่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเสี่ยงเกินไปสำหรับอนาคตทางการเงินของคุณ และถ้าคุณคิดว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น คุณกำลังพนันชีวิตของคุณกับการขึ้นและลงของตลาดหุ้น ผมหมายถึงคุณกำลังเอาอนาคตของการเกษียณอายุมาพนันเชียวนะ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นและเกิดตกลงมาเมื่อคุณอายุ 85 ปีแล้ว คุณไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ดังนั้นผมไม่ได้กำลังพูดว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ดีนะ ผมเพียงแต่พูดว่ามันไม่ปลอดภัย และไม่เป็นการฉลาดเลย ผมจะไม่เอาอนาคตทางการเงินของผมมาเป็นเดิมพันแน่นอน ผมมักจะพูดเสมอว่า ผมไม่เคยเห็นครั้งใดในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ที่มีคนจำนวนมากเอาการวางแผนทางการเงินเมื่อเกษียณอายุมาเดิมพันในตลาดหุ้น

นับว่าเป็นเรื่องที่เพี้ยน! เอาการ คุณคิดหรือว่าประกันสังคมจะคงอยู่ตลอดไปเพื่อคอยดูแลคุณ เท่ากับว่าคุณก็ต้องเชื่อในเรื่องกระต่ายอีสเตอร์เช่นกัน โปรแกรมค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเกษียณอายุ สิ่งที่คุณจะได้จะมีค่ายา ส่วนค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นถ้าคุณมีเงินคุณก็มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และถ้าคุณไม่มีเงินคุณก็ต้องตาย ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และมันก็กำลังจะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน เพราะว่ามีคนจำนวนมากที่อ่อนแอและไม่มีประสิทธิภาพ คอยแต่คาดหวัง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือบริษัทให้ช่วยดูแลพวกเขา ผมขอพูดว่า ถึงเวลาต้องตื่นขึ้นได้แล้ว  ถ้าสิ่งที่ผมพูดมันฟังไม่หวานหู หยาบคาย แต่นั้นแหละคือโลกที่ผมเห็นอยู่ในขณะนี้ คุณต้องเข้มแข็งขึ้น และฉลาดขึ้นได้แล้ว นั้นคือสิ่งที่ผมขอแนะนำ นั้นคือสิ่งที่ผมเห็นว่าการตลาดเครือข่ายได้ช่วยเหลือคนจำนวนมากให้ได้รับโอกาส การจัดการด้านการเงินแก่ตัวเขาเอง

 
MC: ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมทุกคนไม่ออกไปเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองซะล่ะครับ

Robert: ผมคิดว่านั้นแหละคือหัวข้อที่ผมกำลังพูดถึงอยู่ มันคือ ความกลัว คุณรู้ไหมผมก็มีความกลัวอยู่ในตัวผมเช่นกัน ผมรู้จักคนๆนั้นดีที่สุด คนที่ผมรู้จักตอนที่ผมไปรบที่เวียดนาม ผมต้องต่อสู้กับคนที่มีความกล้ากับคนที่มีความหวาดกลัว มันเป็นสงครามที่เราทุกคนต้องเผชิญหน้ากับมันในตัวของเราเองและบ่อยครั้งที่คนขี้ขลาดก็มักจะถามจากคนขี้ขลาด แล้วเขาก็พูดคุยกัน คนหนึ่งอาจถามว่า “คุณทำอย่างนั้นทำไมนะ?” อีกคนก็จะตอบว่า “ก็เพราะผมถูกกดดันจากคนอื่นนะซิ จึงกลายเป็นความขลาด ความหวาดกลัว”

สิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ผมออกจากโรงเรียนเพราะเหตุผลสำคัญคือ มีครูคนหนึ่งบอกผมว่า
“ถ้าเธอไม่ทำคะแนนสอบไล่ให้ได้ดีๆ เธอก็จะไม่ได้งานทำดีๆ”

แล้วผมก็ลุกยืนขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ดี! ผมไม่ต้องการได้งานทำ” ครูผมถึงกับสะอึก “เธอนี่ช่างเป็นเด็กที่โง่เง่าจริงๆ นะ” ผมก็ต่อไปอีกว่า “ผมไม่ต้องการหางานทำ อะไรคือปัญหาเหรอครับ?”

ประเด็นก็คือว่า ผมต้องการทดสอบความสามารถของผมในการไม่ยอมถูกกดดัน ไม่ยอมให้ถูกผลักดันไปมา และผมคิดว่า ถ้ามีใครถามผมว่า อะไรทำให้ผมรวย อะไรคือคุณสมบัติอันดับหนึ่งที่ทำให้ผมร่ำรวย นั้นก็คือ ผมมีความกล้าที่จะลุกขึ้นยืนต่อสู้กับสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้องกับตัวผม ผมไม่ได้บอกว่าจะถูกต้องกับทุกคนน่ะครับ ผมเพียงแต่ไม่ต้องการหางานทำ ผมไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง คุณครูพูดว่า “ผมต้องเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง” ผมบอกว่า “ไม่! คุณนั่นแหละที่ต้องเป็นลูกจ้าง” แล้วผมก็พูดต่อว่า “ผมไม่สนใจกับเกรดดีๆเลย ถ้าอย่างงั้นแล้วทำไมนายธนาคารยังคงต้องการรายงานสถานะการทางการเงินของผมอยู่ดี นายธนาคารถามผมเรื่องอะไร เขาถามหารายงานการเงินของผม”  “แล้วทำไมคุณไม่สอนผมเกี่ยวกับรายงานด้านการเงินล่ะ” แล้วครูก็ “เออ….เออ…..เออ….”

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ทุกวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณต้องเขามาทำธุรกิจเพราะคุณต้องการเกียรติศักดิ์ศรีของคุณคืนมา คุณต้องการควบคุมชีวิตคุณเอง คุณต้องมีความสามารถในการรวบรวมความกล้า ที่จะไม่สนใจให้ใครมาผลักดันคุณไปมาอีกต่อไป คุณต้องเริ่มต้นคิดด้วยตัวคุณเอง

 
MC: คุณได้กล่าวถึงการตลาดเครือข่ายว่าเป็น แฟรนไชน์ส่วนบุคคล ขอให้คุณช่วยอธิบายได้หรือไม่ว่าคุณหมายความว่าอะไร?

Robert: ก่อนอื่นผมขอเล่าให้คุณฟังถึงระบบแฟรนไชน์ก่อนน่ะครับ พ่อของผมถูกไล่ออกเมื่อตอนอายุ 50 ปี ซึ่งก็เป็นเหตุจูงใจอันหนึ่งเช่นกันสำหรับผม ถ้าคุณเห็นพ่อของคุณถูกให้ออกจากงาน ถูกเข้าชื่อในบัญชีดำโดยคนที่มีอำนาจเหนือคุณแล้วล่ะก็ ผมว่ามันคงจะทำให้ความคิดคุณเปลี่ยนแน่นอน พ่อผมเอาเงินจากการเกษียณอายุมาลงทุน ขาดทุนในธุรกิจแฟรนไชน์ เป็นธุรกิจไอศกรีม ผมไม่ขอกล่าวชื่อก็แล้วกัน เป็นธุรกิจไอศกรีมแฟรนไชน์ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน แล้วพ่อผมก็สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปกับธุรกิจนั้น รู้ไหมระบบแฟรนไชน์ไม่สามารถปกป้องคุณได้ถ้าคุณเองไม่มีความคิด จิตใจ อารมณ์ที่เข้มแข็งที่จะยืนหยัดในโลกด้าน B ในขณะที่การตลาดเครือข่าย คือ ธุรกิจแฟรนไชน์ส่วนบุคคล แต่อันดับแรกคุณต้องเป็นคนที่เข้มแข็ง ถ้าคุณอยู่ในด้าน E คุณจะคาดหวังว่าจะมีคนอื่นๆ มาปกป้องคุณ  “โอ้เจ้านายจะปกป้องฉัน หัวหน้าจะปกป้องฉัน ใช่ไหม” แต่การที่คุณจะก้าวมาสู่ด้าน B ก้าวสู่โลกของปลาฉลาม หมีตัวใหญ่ กอลิล่ายักษ์นั่นแหละเพราะถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จในด้าน B คุณก็จะ “ต่อย…” (เสียงต่อย) คุณก็จะหลุดไป “เอาตื่นๆๆ ไปได้แล้ว บ้าย…บาย” ในด้าน B ไม่มีคำว่า “ยุติธรรม” ไม่มีคำว่า “เสมอภาค” ต่อให้คุณพูดว่า ผมยอมให้ตัดเงินของผม โยนผมลงไปในมหาสมุทร ผมจะสวดมนต์อ้อนวอน ผมทำเกรดได้ดีตอนอยู่ที่โรงเรียนนะ ผมเป็นคนดี ปลาฉลามก็ยังคงกินคุณอยู่ดี ไม่มีอะไรมาปกป้องคุณได้

สำหรับเราแล้วด้าน B ก็คือ การทำให้ตัวเข้มแข็งขึ้น ทั้งด้านความคิดจิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ  และนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชน์พึ่งมี ดังนั้นในองค์กรการตลาดเครือข่ายที่มีคุณค่าจะพยายาม อย่างสุดความสามารถที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง ยืนหยัดอยู่ในด้าน B ซึ่งจะทำให้คุณยืนอยู่บนเท้าทั้งสองข้างของคุณเอง

 
MC: คุณพูดในหนังสือว่าการตลาดเครือข่ายเป็นการเล่นในระดับภาคสนาม คุณหมายความว่าอย่างไรครับ?

Robert: ผมตระหนักดีว่าการเล่นในระดับภาคสนามเป็นอย่างไร เมื่อตอนที่ผมทำงานให้กับบริษัท  ซีร๊อกซ์ คอร์ปอเรชั่น  เป็นเพราะว่าผมไม่มีวุฒิการศึกษาปริญญาโทด้านการบริหารหรือ MBA ที่เราเรียกกัน เขาจึงไม่อยากเลื่อนตำแหน่งให้ผม มันช่างน่าตลกไหมหล่ะ ผมเป็นเบอร์หนึ่งด้านการขายเป็นเพราะผมเล่นเกมส์ไม่เป็น  พ่อรวยเคยบอกว่า “ถ้าเราพยายามปีนไต่บันไดตามขั้นตำแหน่งในองกรใดๆแล้วล่ะก็ ปัญหาก็คือ วิวทิวทัศน์จะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย” เพราะเมื่อใดที่คุณแหงนหน้ามองขึ้นไปจะพบตูดใหญ่ๆอยู่เหนือหัวคุณ และอีตาคนนั้นก็ไม่มีทางเคลื่อนตัวได้เร็วด้วย อีกทั้งคุณก็ไม่อาจแซงเขาไปได้ เพราะยังคงมีตูดอีกมากมายอยู่เหนือขึ้นไปอีก ไม่ว่าคุณจะเก่งมากขนาดไหนด้านการขาย มันก็ไม่มีวันแตกต่างไปได้ คุณยังต้องเข้าแถวตามตูดใหญ่ๆ เมื่อผมมองไปก็พบว่านี่ไม่ใช่แบบที่ผมต้องการ

แต่ในการตลาดเครือข่ายคุณได้รับผลตอบแทนตามผลงานของคุณ แต่ถ้าคุณไม่มีผลงานคุณก็จะไม่ได้ผลตอบแทนเช่นกัน แต่ถ้าคุณไม่ชอบแบบนี้ ธุรกิจนี้ก็คงไม่เหมาะกับคุณ แต่ว่ามันเกี่ยวข้องกับผลงานจริงๆ คุณรู้ไหมเราเรียกกันว่าพูดด้วยเงินทุกอย่างจะเดินตามมาเอง นั้นแหละทำไมการตลาดเครือข่ายจึงมีมากมาย มันไม่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะจบอะไรมา ไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะมาจากครอบครัวประเภทไหน คุณดูดีมีเสน่ห์หรือไม่ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ผู้คนมีการเลือกที่รักมักที่ชังเสมอ เราก็รู้ดีว่าถ้าคุณสวยคุณก็มีโอกาสมาก ถ้าคุณน่าเกียจคุณก็มีโอกาสน้อย แต่ธุรกิจนี้มันไม่เกี่ยว มันเกี่ยวกับผลงานเท่านั้น เงินเป็นตัวพูด ทุกอย่างจะเดินตามมาเอง และถ้าคุณยอมรับวิธีนี้ไม่ได้ธุรกิจนี้ก็ไม่เหมาะกับคุณ

ผมชอบการแข่งขัน บางคนเกลียดแต่ผมชอบนะ ผมต้องการเป็นอะไรที่ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าผมต้องการอัดกับใครนะ แต่ผมมองคู่แข่งหรือคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมพยายามทำให้ดีขึ้นและในการตลาดเครือข่ายที่สำคัญก็คือ พวกเขาต้องการให้คนพัฒนาขึ้น แต่ในโลกธุรกิจทั่วไป ไม่มีใครต้องการให้คุณดีขึ้น เพราะถ้าคุณดีขึ้น มันจะทำให้งานของเขาคลอนแคลน มันเป็นบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ปกติสำหรับคนบางคนล่ะ นั้นคือการเล่นอย่างปลอดภัยไง ค่อยๆปีนไปตามบันไดองค์กร แล้วก็รอจนถึงตาคุณ แต่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติสำหรับผมนะ

 
MC: คุณมีอะไรจะเสริมอีกไหมครับ สำหรับผู้ที่กำลังฟังเทปของคุณอยู่ในขณะนี้

Robert:  ผมขอพูดว่าเปิดโอกาสให้อิสรภาพดีไหม ให้โอกาสมัน เปิดใจให้กว้าง อย่าฟังเพื่อนของคุณ ผู้ซึ่งมีแต่ความหวาดกลัว อ่อนแอ สิ่งที่ดีที่สุดที่ผมมีคือ ผมมีเพื่อนที่คอยให้กำลังใจผมพวกเขาต้องการให้ผมร่ำรวย พวกเขาคอยให้กำลังใจผม ก้าวสู่ความร่ำรวยยิ่งๆขึ้น ในครอบครัวพ่อจนของผม มีแต่คนเรียนสูงๆ ระดับปริญญาเอกหลายคน พวกเขามีทัศนคติที่แย่มากๆ เกี่ยวกับเรื่องเงิน ทัศนคติแย่จริงๆครับ  ผมไม่ต้องการเป็นแบบพวกเขา คนรวยจะไม่ดูถูกคนอื่น ผมไม่ค่อยชอบแนวของเพื่อนพ่อผมคนหนึ่ง เขาคอยแต่จะทำให้คนอื่นอ่อนแอ คุณต้องหางานที่มั่นคง คุณต้องเล่นด้วยความปลอดภัย อย่าเสี่ยง เขาจะสวดภาวนาบนความหวาดกลัว แทนที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นความหวาดกลัว สิ่งที่ดีที่สุดที่ผมได้รับจากการไปรบในสงครามเวียดนามคือ ผมได้เรียนรู้การควบคุมความหวาดกลัว แทนที่ผมจะยอมให้คนขี้ขลาดชนะ ผมคิดว่าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงใบนี้ โลกที่ปกติคือความผิดปกติ คนที่มีอำนาจเหนือคุณอยู่ใกล้ๆ คุณทั่วไปหมด ผมคิดว่าคุณต้องมีความกล้าแล้วในวันนี้ นั่นแหละที่ผมคิดว่าการตลาดเครือข่ายสามารถให้แก่คุณได้

 
MC: คำถามสุดท้ายนะครับ คุณคิดว่าการตลาดเครือข่ายเป็นธุรกิจในด้าน B  ที่มีความสมบูรณ์แบบหรือไม่?

Robert: ใช่ สำหรับบางคน แต่ไม่ใช่ทุกคน เหมือนกับถ้าผมพูดว่าการเป็นคนรวยนั้นง่ายมาก ดังนั้นทุกคนต้องรวย คุณต้องค้นหาให้พบจากหัวใจ จากวิญญาณ  จากจิตใต้สำนึกของคุณเอง นั้นแหละที่ว่าทำไมหลายคนจึงถามผมว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผมร่ำรวย” นั้นคือ ผมไม่ต้องการให้ใครมาบอกผมว่า ผมต้องทำอะไร  ผมต้องการอิสรภาพของผมอย่างหมดหัวใจ ผมไม่ต้องการงานที่มั่นคง ผมต้องการอิสรภาพด้านการเงิน นั้นเป็นสิ่งที่ผมปรารถนา เผาผลาญอยู่ในจิตใต้สำนึกผมตลอดเวลา

เหมือนกับทุกวันนี้ถ้ามีใครบางคนมาบอกผมว่าผมต้องทำอะไร ผมจะโกรธมาก ถ้าคุณชอบให้ใครมาบอกคุณว่า คุณจะทำงานได้เงินเดือนเท่าไหร่? คุณจะได้งานทำหรือไม่? เมื่อไหร่ต้องมาทำงาน ดังนั้นการตลาดเครือข่ายไม่เหมาะสำหรับคุณ มันไม่ใช่จริงๆ แต่สำหรับผมแล้วผมเกียจมาก ผมได้เคยลองทดสอบทำแบบนั้นดูแล้ว ผมต้องการอิสรภาพของผมอย่างมาก นั้นแหละทำไมผมถึงไปรบที่เวียดนาม และผมก็คิดว่านั้นแหละทำไมเราถึงต้องต่อสู่ในวันนี้ อิสรภาพในทางเลือกของเรา ที่จะอยู่ จะคิด จะทำ เลือกรูปแบบการดำเนินชีวิตของเราเอง นั่นแหละที่การตลาดเครือข่ายมีให้กับคุณทุกๆคน

 
นั่นคือความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ถ้าคุณชอบเทปบันทึกการสัมภาษณ์ผู้แต่งหนังสือขายดี นักธุรกิจเงินล้าน ผู้บรรยายด้านการเงิน  Robert Kiyosaki


          ศึกษาธุรกิจ Agel ที่ คุณ ROBERT T. KIYOSAKI (โรเบิร์ต คิโยซากิ)  นักธุรกิจระดับโลกและ ผู้แต่งหนังสือ พ่อรวย สอนลูก หรือ Rich Dad Poor Dad แนะนำให้เข้าร่วม ถ้าคุณ…ต้องการทำธุรกิจเครือข่ายในปัจจุบัน