The Curious Case of Benjamin Button~

1

“ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตน”

ทุกครั้งที่มีเวลาว่างหลังปิดร้าน ฉันมักจะดูหนัง..วันนี้ก็เช่นกัน ฉันไม่รู้หรอกว่าคำกล่าวข้างบนนั้นใครเป็นคนกล่าว แต่ดูเหมือนผู้คนจะนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย จนทำให้ไม่สามารถกล่าวอ้างอิงไปได้ถึงที่มา บางครั้งฉันก็กลัวโดนว่า”สมองกลวง” คิดคำประโยคเท่ ๆ เองก็ไม่เป็นต้องไป Copy เขา แต่ก็ชั่งสมองมัน แค่นี้ข้อมูลก็เออเร่อล้นทะลักแล้ว ปล่อย ๆ มันไปบ้างก็คงจะเบาสมองดี เอ้า กลวงก็กลวง(ฟร่ะ+_+)

หนังที่ฉันเลือกมาดูวันนี้เป็นหนังเก่า เกือบ ๆ 2 ปีมาแล้ว หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า The Curious Case of Benjamin Button ตอนแรกที่ฉันหยิบ ดีวีดีจากร้านเช่าประจำมาดูชื่อเรื่องก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก รู้แต่ว่ามีพระเอกขวัญใจของฉันแสดงนำแค่นั้นเอง (>.,<)แต่พอหยิบไปจ่ายเงินน้องคนให้เช่าก็บอกฉันว่า

“เรื่องนี้ดีนะพี่ หนังรางวัลออสการ์ พระเอกแก่แล้วก็ไปเด็ก ดีมากเลยพี่”

(เอ่อ น้องคะ แค่บอกว่าหนังดี พี่ก็ดูแล้ว ไม่ต้องเป็นหนังรางวัลอะไรหรอก ว่าแต่น้องคะ เมิงจะสปอยส์พล๊อตเรื่องทำไม พี่ไม่อยากรู้ ตูเครียดดดดเลย -*-)

แล้วฉันก็หอบหิ้วหนังเรื่องนี้กลับมาบ้าน รวมทั้ง หนังยอดฮิต Harry Potter 7.2 ภาคจบที่ฉันไม่มีเวลาไปดู เพราะตอนที่หนังเขา ฉันมีเหตุที่ต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราว เลยอดดูทั้งที่ตั้งใจจะดูในโรงหนังให้ได้ พลาดไปแล้วก็พลาดเลย เขาคงไม่เอามาฉายให้ฉันดูอีกแน่ นอกจากการหาเช่าหาซื้อ ดีวีดีมาดูเองที่บ้าน อย่างเช่นตอนนี้ เฮ้อ..เข้าเรื่องเลยดีกว่า คืนนี้ตั้งใจจะดู พี่แบรดก่อนแล้วค่อยดูแฮรี่ สงสัยไม่ได้นอนอีกแน่ เช้าปายเช้าปาย..zzzz

2

“เป็นหนังที่ดีที่สุดตั้งแต่ดูหนังมา” พี่ชายฉันบอกหลังจากหนังเรื่องแรกจบลง เมื่อเวลา 2 นาฬิกาของวันใหม่ และตาฉันหนักเกินไปที่จะดูเรื่องที่สอง ความรู้สึกเต็มตื้น ตื่นตัวเกิดขึ้นกับฉัน เมื่อหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ฉายเครดิตท้ายเลื่อนขึ้นมา ซาบซึ้ง ประทับใจ กินใจ จนอยากจะหาคอมพิวเตอร์ มาพิมพ์ รีวิวตั้งแต่คืนนั้นเลย ดีที่ว่าคอมพิวเตอร์ฉันสลายร่างไปอยู่ที่อื่นแล้วแค่นั้นเอง แต่ตั้งใจไว้ว่า จะต้องรีวิวลงเว็บให้ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และวันนี้ก็มาถึง ขออนุญาตเล่าให้ฟัง ผสมให้ความคิดเห็นแทรกไปด้วย เพราะแต่ละฉากนั้นให้ความรู้สึกได้ไม่คล้ายกัน เรียกว่ามีครบทุกรสชาติจริง ๆ เริ่มเลยนะ..

3

“The Curious Case of Benjamin Button” สร้างจากเรื่องสั้นของเอฟ สก๊อต ฟิทช์เจอรัลด์ ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1921 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำพูดของ มาร์ค ทเวนที่ว่า” ชีวิตน่าจะมีความสุขเหลือล้นถ้าพวกเราเกิดมาที่อายุแปดสิบแล้วค่อย ๆ ลดอายุลงมาจนสิบแปด”

แต่จะสุขเหลือล้นหรือเปล่าฉันไม่แน่ใจนะ เพราะไม่ว่าจะเกิดมาแล้วแก่ก่อนหรือเด็กก่อน แต่ที่เราได้รับมาเท่ากันก็คือ “หนึ่งชีวิต”และชีวิตก็เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

หนังเล่าเรื่องผ่านไดอารี่ของ Benjamin Button เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 ด้วยร่างทารกที่มีการยับย่น แบบคนวัยแปดสิบ ทันที่ที่เกิดมาไม่นานแม่ก็ตาย พ่อเห็นร่างกายน่ารังเกียจก็เลยเอาไปทิ้งที่หน้าบ้านพักคนชรา คนดูแลบ้านชื่อควินนี่ไปเห็นเขาเลยเก็บมาเลี้ยงเป็นลูก แล้วตั้งชื่อให้ว่า”เบนจามิน”หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่เขาก็ฉีกตำราหมอ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เรื่อย ๆ และแก่น้อยลงทุกวัน..ต้องเรียกว่าหนุ่มขึ้นทุกวันถึงจะถูก และในขณะที่เขาหนุ่มขึ้นทุกวัน คนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชราแห่งนั้นกลับยิ่งแก่ขึ้นและล้มตายจากไปเรื่อย ๆ

แม้คนที่บ้านพักคนชราจะเข้าใจว่าเขาเป็นคนแก่คนหนึ่งแต่จริงๆเขาไม่ได้แก่อย่างที่ตาเห็น เขาเป็นโรคอะไรสักอย่างหนึ่งและเขาได้เล่าความลับนี้ให้แก่เด็กหญิงเดซี่ฟังแค่คนเดียว และแม่หนูเดซี่คนนี้ก็ดูจะเชื่อคำบอกเล่าของเขาเสียด้วย เธอจึงเป็นเพื่อนวัยเด็กเพียงคนเดียวของเขา

4

เมื่อโตขึ้นมาหน่อยเขาก็ได้ไปทำงานเป็นกะลาสีให้เรือลากของกัปตันไมค์ กัปตันเรือที่มีความเชื่อว่าตนคือศิลปินคนหนึ่ง ศิลปินที่มีรอยสักเต็มตัว และกัปตันไมค์นี่เองที่ได้สอนชีวิตในวัยหนุ่มให้กับเขาไม่ว่าจะเป็นเหล้าแก้วแรก การเที่ยวผู้หญิงครั้งแรก การเข้าผับบาร์ และที่นี่เองเหมือนกันที่ทำให้เขาได้เจอกับพ่อที่แท้ของตน โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่เอ่ยปากเปิดเผยถึงความสัมพันธ์แท้จริง

ไม่นานนักเบนจามินก็ออกเรือไปกับกัปตันไมค์ โดยสัญญากับเดซี่ว่าเขาจะเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดไปให้เธอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เบนจามินทำตามสัญญาจริงๆ เขาและเธอส่งข่าวคราวให้กันและกันผ่านจดหมาย แต่แล้วก็ขาดการติดต่อกันเมื่อเบนจามินได้พบรักกับอลิซาเบธ ภรรยาของนักการทูตคนหนึ่ง ความรักลับ ๆ เกิดขึ้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ถล่มอ่าวเพิร์ลขึ้น เขาและเธอก็ได้จากกัน

สงครามทำให้เบนจามินได้เห็นความตายอย่างที่เขาไม่เคยได้เห็น ความตายที่ไม่ได้เกิดกับคนชราซึ่งนั่งเฝ้ารอความตายลงช้า ๆ ในบ้านพักคนชราเท่านั้น แต่เป็นความตายที่กระชากลากวิญญาณออกจากร่างของคนหนุ่ม

“ฉันว่าการที่เราเห็นคนที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งตายลงมันเป็นเรื่องน่ายอมรับได้ แต่การที่ต้องมาเห็นคนหนุ่มตายก่อนวัยอันควรนั้น ยากเหลือเกินที่จะทำใจ ทุกครั้งที่ต้องไปร่วมงานศพของคนหนุ่มสาว ฉันมักได้ยินคนแก่ทอดถอนใจว่า “เฮ้อ ทำไมคนหัวหงอกต้องมาเผาคนหัวดำนะ”เว้นแต่อาจมีอยู่บ้างหรอกบางคนหนุ่ม ที่คนต่างดีใจเมื่อเห็นเขาไปพบยมบาลเสียโดยไว”

“บางที่เราก็ก่นด่าชีวิต หรือสาปแช่งโชคชะตา แต่เมื่อจุดสิ้นสุดมาถึง เราก็จำเป็นจะต้องปล่อยให้มันเป็นไป” กัปตันไมค์บอกเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนสิ้นใจ

5

เบนจามินกลับบ้านหลังจากนั้น พบว่าคนชราที่เคยรู้จักจากไปเกือบหมดแล้วและแม่ของเขา ควินนี่ก็แก่มากขึ้น เบนจามินเดินทางไปดูการแสดงบัตเลต์ของเดซี่ และตั้งใจทำเซอร์ไพรส์เธอด้วยการเอาดอกไม้ไปมอบให้หลังเวที แต่การพบกันของทั้งคู่ดูจะไม่ถูกที่ถูกเวลา เมื่อเดซี่มีแฟนเป็นนักเต้น และสังคมที่เธออยู่ก็ต่างจากเขามาก

“ฉันค่อนข้างเชื่อว่าการที่ความรักของคนเราจะลงตัวได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ ถูกคนและถูกเวลา ถ้าเราเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ผิด ความรักก็อาจไม่ลงตัว และถ้ายังดึงดันก็คงยิ่งสร้างบาดแผลให้หัวใจตัวเองเท่านั้น หรือถ้าในเวลาที่เราพร้อมจะมีรัก แต่เหลียวแลไม่ยักมีใคร การจะหยิบใครก็ได้มาให้รักอาจสร้างความผิดบาปกับหัวใจของเขาหรือหัวใจตัวเองได้อีก”

ความรักของเบนจามินไม่ยักลงตัวง่ายๆ สักที เขาต้องกลับบ้านอีกครั้ง และระหว่างนั้นก็ได้พบพ่อที่แท้จริงของตัวเองที่แก่ขึ้นมาก คราวนี้เขาได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร พ่อของเขาพาไปดูบ้านและโรงงานกระดุม อันเป็นที่มาของชื่อสกุล Button และเล่าความจริงแรกเกิดให้เขาฟัง หวังจะให้เขามาสืบทอดตระกลูต่อ แต่เบนจามินกลับเรียกบ้านพักคนชราว่า”บ้าน” หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าจากพ่อ แล้วก็กลับบ้านของตัวเอง ปล่อยให้พ่อยืนเดียวดายในโรงงานกระดุม

“ใช่แล้ว ฉันว่า บ้านที่แท้จริงไม่ได้มีความหมายเพียงเป็นที่ให้กำเนิด แต่ต้องหมายถึงให้ชีวิตต่างหาก เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ ถ้าลองเอาความรู้สึกของตัวเองไปใส่ตัวละคร ฉันบอกไม่ได้ว่าฉันจะดีใจหรือเสียใจกับความจริงอันนี้ดี หลังจากรู้ความจริงแล้ว ฉันจะสามารถทำเป็นไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และสามารถยิ้มรับกับกองมรดกก้อนโตได้อย่างสนิทใจไหม และที่สำคัญฉันจะสามารถยอมรับพ่อที่ทอดทิ้งไปตั้งแต่เกิด เพียงแค่ฉันไม่เหมือนคนปกติ คนนั้นได้อย่างเต็มตื้นในคำว่าพ่อไหม ใช่ คนเราต้องกตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าเขาจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงเรา แต่บุญคุณที่ทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ก็ยิ่งใหญ่เกิดกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว แต่หนังสร้างความขัดแย้งภายในจิตใจของฉันอย่างสุดลิ่ม  ก็แหมดูซิ ตอนลูกเกิดมาอัปลักษณ์ก็เอาเขาไปทิ้ง แต่พอโตมาได้ก็เริ่มให้ความสนใจ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ตายและตัวเองต้องอยู่โดดเดียวเปลี่ยวเอกา ก็จะเอาเขาคืนมาเป็นลูก แหม แหม.. แต่ก็นะ การต้องใช้ชีวิตคนเดียวตอนแก่ นอนคนเดียว อยู่คนเดียวไม่มีลูกไม่มีหลาน ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วของใครเลยใกล้ๆ ให้พอชื่นอกชื่นใจ นั่นคงทรมานอ้างว้างมากพอแล้ว ชีวิตจึงไม่โหดร้ายเกินไป ถึงขนาดปล่อยให้เขาต้องตายอยู่ตามลำพังพระเอกของเรายังเคียงข้างในวันสุดท้ายของชีวิตผู้เป็นพ่อของเขา”

6

หลังจากนั้นไม่นานเบนจามินก็ได้ข่าวเดซี่ประสบอุบัติเหตุและไม่สามารถเต้นบัตเลต์ได้อีก เขาไปเยี่ยมเธอแต่เธอก็ไล่เขากลับและปฏิเสธที่จะพบหรือรับความช่วยเหลือ กว่าจะได้เจอกันและคบกันก็หลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สวนกันมาตลอดของทั้งคู่ใกล้เคียงกันที่สุด

“ฉันชอบตอนที่เดซี่ถามเขาว่า”คุณจะยังรักฉันอยู่ไหม ถ้าฉันแก่และก็เหี่ยว” นี่เป็นความจริงที่ฉันเชื่อว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยก็หวั่นวิตก

“คุณจะยังรักผมไหม เมื่อผมกลายเป็นเด็กแล้วก็มีสิว กลัวตัวอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้เตียง หรือถ้าในที่สุดผมฉี่รดที่นอน” เบนจามินถามกลับไปอย่างนั้น

ถ้าเป็นคนอื่นได้ฟังประโยคนี้อาจจะตลกขบขันและหัวเราะ แต่ฉันกลับรู้สึกเศร้าอยากประหลาด เพราะคนจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เหรอไม่เพียงแต่เด็กหรอกที่เป็นแบบเบนจามินพูด คนแก่เองเมื่อเริ่มเลอะเลือนเข้าก็กลายเป็นเด็ก อาจกลัวอะไรที่ไม่เข้าท่าและทั้งอึทั้งฉี่รดที่นอน ถึงตอนนั้นเข้าจริงๆ คนที่เคยรักกันนักหนาสักกี่คนจะยังอยู่เคียงข้าง คนที่เคยรักจะยังรักอยู่ไหม หรือกระทั่งลูกหลานจะรำคาญเหม็นเบื่อ และภาวนาให้ตายเร็วๆหรือเปล่า ชีวิตจริงมันเศร้าแบบไหน ในหนังมันก็เศร้าแบบนั้น”

เมื่อมีลูกด้วยกันชีวิตของทั้งคู่ก็ต้องแยกจากกันอีก เพราะเบนจามินคิดว่าเขาจะทำให้เดซี่ลำบาก เมื่อวัยตัวเองจะย้อนกลับไปเป็นเด็กและกลายเป็นเธอต้องเลี้ยงเด็กถึงสองคนด้วยกัน ความรักของทั้งคู่พรากจากกันเรื่อย แต่โชคดีที่อย่างน้อยตอนท้ายของชีวิตเบนจามินก็ได้มีเธออยู่เคียงข้างในวันที่เขาหลงลืมเลอะเลือน ในวันที่กลัวอะไรก็ไม่รู้ ในวันที่ฉี่รดที่นอน และได้ตายในอ้อมกอดของคนที่ตัวเองรัก..

7

และนั้นคือชีวิต ชีวิตที่แท้จริง และมันไม่เกี่ยวหรอกว่าหากเราเกิดมาแล้วแก่ก่อนจะมีความสุขมากกว่าเกิดมาแล้วเด็กก่อน ในเมื่อชีวิตก็ได้ให้สิ่งที่เท่าเทียมกันทั้งหมดกับเราไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะรักจะชังไม่ว่าการมีอยู่หรือจำพราก..

คำพูดของอีริค ร๊อธ ผู้รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์หนังเรื่องนี้และหนังในดวงใจฉันฟอร์เรสต์ กัมป์ เป็นคำพูดที่น่าประทับใจมากในความคิดฉัน เขาบอกว่า

“ดูผิวเผินแล้ว คุณจะคิดว่ามันคงจะดีจัง(ที่เราเกิดมาแล้วแก่ก่อน)แต่มันเป็นชีวิตที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตัวผมคิดว่ามันมีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้อยู่ ถึงแม้เบนจามินจะมีวัยที่ย้อนกลับ แต่จูบแรกและความรักครั้งแรกยังคงเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับตัวเขา มันไม่ได้มีความแตกต่างเลยว่าคุณจะมีชีวิตตามวัยหรือย้อนกลับ สำคัญว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่างหาก”

ใช่..สำคัญว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อมีชีวิตอยู่แล้ว เราจะรักษาสิ่งดี ๆ ให้คงอยู่กับเราได้มากและนานเพียงใด ทิ้งเรื่องร้าย ๆ ออกไปให้พ้นหัวใจเราเร็วและไกลแค่ไหน สุขและทุกข์อยู่ที่ตรงนั้นเอง..

Advertisements

ความเสมอภาค

ความเสมอภาค

เขียนโดย C. Douglas Lummis

แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คำๆนี้แตกต่างจากคำอื่นๆที่พิจารณาในหนังสือเล่มนี้คือ คำว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และก็ไม่ใช่คำที่จะประกาศได้ว่าเป็นพิษและจะต้องขับไล่ออกไปจากวงศัพท์ของปรัชญาการเมือง แต่ในยุคสมัยใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของวาทกรรมทางการพัฒนาแล้ว คำๆนี้ได้รับเอาความหมายที่เป็นพิษเข้าไปมากพอสมควร อันที่จริงประเด็นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของคำๆนี้ การที่คำนี้มีความหมายไม่ตายตัวทำให้ความหมายต่างๆที่เป็นพิษของคำนี้ได้เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของการใช้หรือความหมายเก่าๆของมัน จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือจะแยกแยะความสับสนนี้ออกมา

ความเป็นธรรมและความเสมอเหมือน

ในบรรดาความหมายต่างๆของความเสมอภาค เราสามารถแยกแยะความหมายกว้างๆของคำนี้ได้เป็นสองพวกใหญ่ พวกแรกก็คือความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมแบบหนึ่ง และพวกที่สองคือความเสมอเหมือนกันหรือความเป็นเนื้อเดียวกัน ในบางปริบทความหมายสองพวกนี้จะกลืนกันเข้าและทับซ้อนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรมอาจจำเป็นต้องปฎิบัติอย่างแตกต่างกัน ในทำนองกลับกันการปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนั้นราวกับว่าแต่ละคนเหมือนกันหมดก็อาจไม่ใช่การกระทำที่ยุติธรรมก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความหมายสองพวกนี้ก็แตกต่างกันเป็นคนละประเภท ความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมเป็นประโยคเชิงคุณค่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องว่าผู้คนควรได้รับการปฏบัติเช่นไร ในความหมายนี้คำนี้จะบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนเป็นการแสดงข้อเท็จจริง ซึ่งบรรยายลักษณะร่วมที่ผู้คนทั่วๆไปมี ประโยคเชิงคุณค่าก็อาจจะสืบมาจากข้อความลักษณะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนแสดงออกมาเป็นข้อความเชิงคุณค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่น่าจะหรือควรจะยังให้เกิดขึ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ เมื่อความหมายนี้ผูกพันเข้ากับอำนาจ ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง

การที่ความหมายที่แตกต่างกันทั้งสองนี้แตกต่างกันและได้มาผูกพันกันอาจจะทำให้กระจ่างขึ้นได้ด้วยกันย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิดของมันในความคิดของชาวกรีก แนวคิดแรกเริ่มที่สุดของความยุติธรรม ซึ่งได้แก่การแก้แค้น ก็มุ่งที่จะสร้างความเสมอภาคขึ้นมา (อย่างที่เราเรียกว่า “ล้างแค้น” หรือ “เอาคืน” ในปัจจุบัน) คำกล่าวโบราณที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เขียนขึ้นราวกับเป็นสมการแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวที่นุ่มนวลขึ้นว่า “จงทำกับผู้อื่นอย่างที่เธออยากให้ผู้อื่นทำกับเธอ” ความเสมอภาคปรากฏอยู่ในแนวคิดทุกแนวที่ถือว่าผู้คนต้องอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน หรือว่าผู้พิพากษาควรให้ความสนใจหรือน้ำหนักแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยเสมอเหมือนกัน

ความเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างแนวคิดทางเมืองเรื่องความยุติธรรมกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันในเชิงกายภาพหรือคณิตศาสตร์ เป็นความเข้าใจที่มีมาแต่โบราณ รูปปั้นของเทพีโรมันยุสติเตียจะถือตาชั่งเป็นประจำ เช่นเดียวกับเทพีกรีกคือเธมิสและดิเค อริสโตเติลเห็นว่าความเท่ากันทั้งสองชนิดนี้แยกกันไม่ออก จนเขาแสดงเหตุผลว่า คำว่า dikast (ผู้ตัดสิน) จะต้องมีที่มาทางนิรุกติศาสตร์เช่นเดียวกันกับคำว่า dichast (ผู้แบ่ง, ผู้ตัด) (Nicomachean Ethics, 1132a)

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำกรีก isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์สำคัญในการตัดสินความต่างๆใน polis ก็มีความหมายเพิ่มขึ้นว่าเป็นความเท่ากันทั้งในด้านกายภาพหรือคณิตศาสตร์และในการตัดสินความอย่างยุติธรรม คำนี้ทำให้บุคคลสามารถเปรียบเทียบกันได้ ทั้งๆที่มีความแตกต่างกันมากมายซึ่งบางครั้งอาจเป็นความแตกต่างที่ไม่อาจนำมาวัดหรือเปรียบเทียบได้ ซึ่งการเปรียบเทียบดังกล่าวนี้ทำได้โดยแยกและดึงเอาแง่มุมหนึ่งออกมา เช่นสิทธิ ฐานะ หรือความดีเด่น ในทำนองเดียวกันคำละติน aequalitas และ aequus ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำอังกฤษequality ก็หมายความทั้งความเท่ากันในแง่ปริมาณ และความเท่าเทียมกันทางการเมืองหรือความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม คำกรีก homoios ก็แตกต่างจาก isos ในแง่ที่ว่า คำแรกเน้นหนักที่ความละม้ายในแง่ของชนิดเดียวกัน และไม่ใช่ด้านสัดส่วนในความสัมพันธ์ ดังนั้นคำนี้ควรแปลเป็นอังกฤษว่า”like, resembling. . . ” [คล้ายคลึงกับ. . . , เหมือนกับ . . .] มากกว่า “equality” ในวาทกรรมทางการเมืองคำๆนี้ไม่ได้ใช้แทนคำว่า isos แต่ก็ใช้ในการเสนอความกลมกลืนกันหรือการลงรอยกันทางความคิดแต่ก็ไม่เสมอไป อริสโตเติลก็ใช้คำๆนี้ในการนิยามความอิจฉา ซึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่มนุษย์มี “เมื่อเห็นความมีโชคดี . . . ของผู้ที่เสมอเหมือน (homoios) กับตนเอง” (Rhetoric, 1378b) [เชิงอรรถ – ผมขอขอบคุณ Reginald Luyf และ Hans Achterhuis ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตัวบทนี้]

ในวาทกรรมทางการเมืองของกรีกความแตกต่างนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อเพริคลีสกล่าวในคำอวดอ้างอันมีชื่อเสียงในงานศพว่ากฎหมายของเอเธนส์ให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน จุดมุ่งหมายก็เพื่อเสนอประเด็นว่าความเท่าเทียมกันนี้มิได้ทำให้พลเมืองเลิกปลูกฝังความแตกต่างที่ตนมีจากผู้อื่น (Thucydides, เล่ม 2 บทที่ 37) Isos เป็นลักษณะของความยุติธรรม ไม่ใช่ของประชาชน สำหรับอริสโตเติลการใช้ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันกับคนที่ไม่เท่ากันเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ในกรณีของความยุติธรรมของการแบ่งสรร isos มีความหมายเกี่ยวกับการแบ่งปันส่วนเท่าๆกันให้แก่ผู้ที่เท่ากัน และแบ่งส่วนที่ไม่เท่ากันให้แก่ผู้ที่ไม่เท่ากัน การแบ่งปันจะต้องเท่ากันความดีเด่นของผู้นั้น แต่ปัญหาก็อยู่ที่การตัดสินว่าความดีเด่นด้านใดควรเป็นด้านที่ต้องคำนึงถึง: “นักประชาธิปไตยใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการมีชาติกำเนิดเสรี ผู้ที่เห็นคล้อยตามกับคณาธิปไตยใช้ความร่ำรวย หรือในกรณีอื่นๆก็ใช้ชาติกำเนิด ผู้ที่ยึดถืออภิชนาธิปไตยใช้คุณธรรม” (Nicomachean Ethics, 1131a) ในกรณีของความยุติธรรมในการลงโทษ isos กลายเป็นความสามารถของผู้พิพากษาในการ ละเลย ความแตกต่างระหว่างคู่กรณี: เนื่องจากไม่ว่าคนดีจะฉ้อโกงคนเลว หรือคนเลวฉ้อโกงคนดี ก็ไม่ต่างกันทั้งสิ้น กฎหมายสนใจเพียงแต่เนื้อหาสาระของการละเมิดและปฎิบัติต่อคู่กรณีอย่างเท่าเทียมกันž (Nicomachean Ethics, 1132a) ความเสมอภาคในที่นี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นการสมมติให้สิ่งอื่นๆเท่ากันเพื่อประโยชน์ในการบ่งชี้และแยกแยะสิ่งที่ต้องการศึกษา บางทีคำเปรียบเทียบที่ใช้ได้ดีในการแสดงว่า isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์เรื่องความเท่ากันในแง่นามธรรม เข้ากันได้กับโลกอันไม่สม่ำเสมอนั้น ได้แก่เส้น isobar ซึ่งเป็นเส้นบนแผนที่แสดงภูมิอากาศซึ่งเชื่อมเอาจุดที่มีความกดอากาศเท่ากัน เส้นนี้ไม่เคยเป็นเส้นตรงเลย

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าชาวกรีกมองไม่เห็นช่องว่างอันห่างไกลระหว่างคนรวยกับคนจน ถ้าเราเริ่มที่การสถาปนาประชาธิปไตยของชาวกรีกที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญของเอเธนส์ของโซลอน ก็พบว่าการปฏิรูปในระยะแรกเริ่มนี้เกิดขึ้น เมื่อโซลอนทำให้ประชาชนมีอิสระทั้งในขณะนี้และในอนาคต โดยการห้ามมิให้ใช้บุคคลเป็นทรัพย์ที่ใช้ชำระหนี้ได้ . . . และโดยการยกเลิกภาระหนี้สินของทั้งรัฐและเอกชน (Aristotle, The Athenian Constitution, VI 1) ดังนั้นในประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตกการยกเลิกภาระหนี้สินเป็นเรื่องเก่าแก่พอๆกับการเมือง ชาวเอเธนส์ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าความเท่าเทียมกัน แต่เรียกว่าเป็นการปลดเปลื้องภาระ ในขณะเดียวกันความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ก็มิได้เกินเลยไปจากความคิดของชาวเอเธนส์ อริสโตเติลบันทึก (และต่อต้าน) ข้อเสนอโดยฟาเลอัสแห่งคาลซีดอนที่เสนอให้มี polis หรือนครรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในทรัพย์สิน (Politics, 1266a,b)

จากอเลกซานเดอร์ถึงลินคอล์น

ในบรรดาแนวคิดเหล่านี้ ไม่มีแนวใดเลยที่เป็นเรื่องของความเสมอภาคที่เป็นหลักการสากลที่ใช้กับผู้คนทั้งหมดในโลก ตามทัศนะหนึ่งก้าวแรกของการมีแนวคิดเช่นว่านี้สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนในวันที่เป็นช่วงขณะที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในงานเลี้ยง ณ เมืองโอปิส อเลกซานเดอร์มหาราชได้สวดอ้อนวอนขอให้ชาวมาซีโดเนียและชาวเปอร์เซียมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกัน [เชิงอรรถ – W. W. Tarn. Hellenistic Civilization (1927), อ้างถึงใน George H. Sabine, A History of Political Theory. New York: Henry Holt, 1937, หน้า 141]

อาจมีผู้สงสัยว่าเหตุใดแนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน แต่การที่ประเพณีได้ให้อเลกซานเดอร์เองเป็นผู้พูดเสนอแนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เนื่องจากแนวคิดนี้เข้ากันได้ดีกับความต้องการของอเลกซานเดอร์เองที่จะให้ผู้คนในแว่นแคว้นต่างๆแยกออกมาจากการจงรักภักดีต่อแคว้นของตนและมาผสมกลมกลืนกันในจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ แนวคิดของพวกสโตอิกที่เสนอความคิดเรื่อง “ความเป็นสากล มนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งต่างก็มีฐานะของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” [ Ibid., หน้า 143.] ก็มีที่มาจากโลกที่อเลกซานเดอร์ได้กรุยทางไว้ให้นั่นเอง ในเวลาต่อมาชาวโรมันก็ได้นำเอาปรัชญาของสโตอิกนี้มาใช้ในการปกครองชนเผ่าต่างๆที่มีอยู่มากมายในจักรวรรดิของตน

ช่วงขณะสำคัญอีกช่วงหนึ่งในการก่อรูปของความคิดเกี่ยวกับการเท่าเทียมกันอย่างเป็นสากลก็เกิดขึ้นเมื่อชาวคริสต์ในระยะแรกได้ตัดสินใจที่จะเผยแผ่ศาสนาใหม่ของตนไปให้ผู้ที่มิได้เป็นชาวยิวมาแต่ก่อน คำกล่าวของนักบุญปีเตอร์ที่ว่า “ข้าเห็นว่าพระเจ้าไม่ใส่พระทัยว่าใครเป็นใคร” (Acts 10:34) ได้กล่าวขึ้นเมื่อเขาพบว่าคอร์เนเลียสทหารโรมันได้กลายเป็นชาวคริสต์ที่แท้ แนวคิดนี้ต่อมาได้มีอิทธิพลอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ของยุโรปและของโลก แต่ก็เต็มไปด้วยความกำกวมเป็นอันมาก ถ้อยคำนี้เมื่อกล่าวโดยนักบุญปีเตอร์มีนัยยะว่ามนุษย์ทั้งหลายควรได้รับการเคารพเพียงเพราะว่าเป็นมนุษย์ เช่นเมื่อปีเตอร์กล่าวแก่คอร์เนเลียสที่กำลังคุกเข่าอยู่ว่า ”จงลุกขึ้นเถิด เพราะข้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน” (Acts 10:26) และเขายังกล่าวอีกว่า “พระเจ้าได้ทรงแสดงแก่ข้าว่าข้าไม่ควรกล่าวถึงมนุษย์ใดว่าต้อยต่ำหรือว่าสกปรก” (Acts 10:28) ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็อาจจะมีนัยยะไปในทางตรงกันข้าม คือว่าผู้คนทั้งหลายซึ่งภายนอกดูแตกต่างกันมากมายนั้น แท้ที่จริงแล้วเสมอเหมือนกันหมดในด้านความทุกข์ยาก และมนุษย์จะทำตัวให้ควรแก่การเลื่อมใสก็แต่เพียงการ ทำตน ให้เหมือนกับผู้อื่น ซึ่งได้แก่การเป็นคริสเตียน ในข้อเขียนของนักบุญเปาโลก็เต็มไปด้วยความหมายเช่นนี้

เราดีกว่าพวกเขาในแง่ใดบ้าง ก็เปล่าเลย เพราะว่าเราได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าทั้งชาวยิวและคนอื่นต่างก็ผิดบาปด้วยกันทั้งสิ้น (Romans 3:9)

บัดนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่กฎหมายว่าไว้ ย่อมว่าไว้แก่ทุกคนที่อยู่ใต้กฎหมาย เช่นปากทุกปากอาจถูกปิด และโลกทั้งหลายอาจจะผิดต่อพระเจ้า (Romans 3:19)

อาจมีผู้สงสัยว่าแทนที่ปีเตอร์จะขอให้ทหารโรมันลุกขึ้น ก็ควรจะลงคุกเข่าเสียเอง

ในสมัยกลางของยุโรป คำว่า “ความเสมอภาค” มักใช้ในความหมายว่าเป็นพวกเดียวกันหรืออยู่ในระดับชั้นทางศักดินาเสมอกัน ในความหมายนี้เองที่คำในภาษาอังกฤษว่า peer ซึ่งแต่เดิมหมายความว่าผู้เสมอกัน ได้กลายมาหมายถึงขุนนางชั้นสูง แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคสากลยังเป็นเรื่องของพระเจ้า การกล่าวอ้างว่าระบบศีลธรรมของชาวคริสต์เป็นสากลหมายความว่าทุกผู้ทุกนามมีความเสมอภาคกัน ทั้งคนชั้นสูงและต่ำต่างก็ต้องถูกตัดสินในวันพิพากษาอย่างเท่าเทียมกัน หลักการของความเสมอภาคภายใต้กฎหมายก็ยังเป็นประเพณีที่เข้มแข็ง ซึ่งอาจไม่ใช่ความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในความหมายว่าไม่ว่าผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครองต่างก็อยู่ภายใต้กฎหมาย และสมควรที่จะถูกบังคับให้เชื่อฟังกฎหมาย ความเสมอภาคในความหมายเกี่ยวกับการต่อต้านสังคมที่มีชนชั้น ก็เป็นประเพณีสำคัญสำหรับคนทั่วไป และได้กลายเป็นแรงผลักดันในการก่อกบฎหรือปฏวัติรัฐประหาร เช่นกบฏชาวนาในอังกฤษ ปี 1381 (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำกล่าวที่มีชื่อเสียงว่า When Adam delves and Eve spans/Who was then the gentleman?) ความเสมอภาคทางสังคมอาจเชื่อกันว่าเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่ไม่เหมาะกับโลกนี้ที่เต็มไปด้วยคนบาป แต่ก็แนวคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่แนวคิดที่พ้นไปจากความคิดฝันของผู้คนในยุคกลางแต่อย่างใด

แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคกลับมาปรากฏใหม่เป็นพลังทางประวัติศาสตร์ในการปฏิวัติอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17 มีการตีพิมพ์หนังสือเป็นจำนวนมากในระยะนี้ที่นำเสนอเรื่องความเสมอภาคบนพื้นฐานของถ้อยคำในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “พระเจ้าทรงไม่ใส่ใจว่าใครเป็นใคร” [God is no respecter of persons] (คำพูดนี้มาจากคัมภีร์ฉบับแปลของพระเจ้าเจมส์ ซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1611) แต่ก็มีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับว่าจะนำคำพูดนี้มาใช้ในความเป็นจริงได้อย่างไร มีผู้ใช้คำพูดนี้ในการเสนอความคิดเรื่องความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย สิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกตั้ง (สำหรับผู้ชาย หรือชายที่มีทรัพย์สิน) การยกเลิกระบบกษัตริย์และขุนนางสืบสกุล สิทธิเท่าเทียมกันในการสอนพระคัมภีร์ (ความเสมอภาคทางความสำนึก) และสิทธิเท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน ภายใต้ข้อเสนอต่างนี้มีการต่อสู้ลึกๆอยู่เบื้องล่าง ความเสมอภาคนั้น หมายถึงว่าทุกคนสะอาดเหมือนกันหรือสกปรกเหมือนกันหรือไม่ คำนี้หมายความว่าทั้งหมดเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีหรือในด้านการไร้พลังอำนาจใดๆเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่ หรือหมายความว่าความแตกต่างกันของผู้คนควรได้รับการยอมรับ หรือว่าแต่ละคนควรจะเหมือนกันหมด หรือทำให้เหมือนกันให้หมดหรือไม่

คำนิยามสองประการของคำว่าเสมอภาคเริ่มปรากฏขึ้นในระยะนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำๆนี้สามารถมีความหมายแตกแยกออกไปได้อย่างมากมาย นิยามประการแรกเป็นของพันเอกเรนส์โบโร ในการโต้วาทีซึ่งจัดโดยกองทหารปฏิวัติที่เมืองพัทนีย์ในปี 1647 เรนส์โบโรสนับสนุนการปกครองโดยความยินยอมโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าคนอังกฤษที่ยากจนที่สุดมีชีวิตของเขาเช่นเดียวกับผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” [The Putney Debatesž ใน David Wootton, ed., Divine Right and Democracy, Harmondsworth: Penguin Books, 1986, หน้า 286.] ในเบื้องแรกความสำคัญของคำนิยามนี้อยู่ที่ว่าไม่ได้ตั้งให้ความเสมอภาคอยู่บนพื้นฐานทางศาสนาหรือหลักการนามธรรม แต่บนสภาพของมนุษย์ ประชาชนมิได้เท่าเทียมกันเพราะพระเจ้าทรงเห็นเช่นนั้น และก็ไม่ได้เท่าเทียมกันเมื่อเปรียบเทียบมนุษย์ทั้งหลายกับพระเจ้า และก็มิได้เท่าเทียมกันเพราะกฎธรรมชาติบอกไว้เช่นนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทั้งหมดมีภาระหน้าที่อันเดียวกัน นั่นคือการดำรงตนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคำนิยามนี้ได้แยกเอาความเสมอภาคออกจากนัยยะทางคณิตศาสตร์ออกมา การที่ผู้คนต้องดำรงตนอยู่ไม่สามารถบรรยายหรืออธิบายได้ด้วยสูตรหรือสมการได้โดยง่าย และก็เป็นคำนิยามที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความดีเด่นหรือความสามารถ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจหรืออยู่ในสถานะใด เขาจะต้องยืนขึ้น และคำนิยามนี้ก็ไม่มีแนวคิดว่าผู้คนมีความกลมกลืนกันหรือควรจะเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่าฝ่ายของเรนส์โบโรนี้พ่ายแพ้ในสงครามปฎิวัติอังกฤษ

คำนิยามประการที่สองในระยะนี้เป็นของนักปรัชญาโทมัส ฮอบส์ ในหนังสือเรื่อง De Cive (1642) และต่อมาใน Leviathan (1651) ฮอบส์เสนอความคิดว่าผู้คนเท่าเทียมกัน ซึ่งหมายความว่าเสมอเหมือนกันในแง่ของการที่แต่ละคนไม่มีความสามารถใดๆที่จะดำรงตนอยู่ได้ เว้นเสียจากว่าจะต้องยอมศิโรราบอยู่ภายใต้องค์รัฏฐาธิปัตย์ที่ทรงอำนาจเต็ม แต่ละคนอาจจะต่างๆกันในด้านความเฉลียวฉลาดหรือพละกำลัง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้าเรามองคนที่โตเต็มที่ และพิจารณาว่าร่างกายของเรานั้นบอบบางเพียงใด ซึ่งร่างกายนี้เล่าเมื่อเสื่อมสลายไปก็ย่อมพาเอาความแข็งแรง คึกคะนองและปัญญาให้เสื่อมลงตามไปด้วย และถ้าเรามองเห็นว่าแม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็อาจเข่นฆ่าผู้ที่แข็งแรงที่สุดโดยง่าย ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ใดจะเชื่อว่าตัวเขานั้นจะแข็งแรงกว่าคนอื่นๆโดยธรรมชาติ มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันและกระทำการอันเท่าเทียมกันต่อกัน แต่ผู้ที่สามารถทำการใหญ่ได้แก่การฆ่าก็ย่อมทำสิ่งที่เท่าเทียมกันได้ ด้วยเหตุฉะนี้มนุษย์ทุกคนจึงเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ [Thomas Hobbes, Man and Citizen edited by Bernard Gert, Gloucester, Mass.: Peter Smith, 1978, หน้า 114.]

สำหรับฮอบส์แล้ว ความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเรื่องของคน คนจะเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าไม่มีใครเลยที่จะทำอะไรได้ดีไปกว่าคนอื่นๆด้วยพละกำลังของตนเอง คนทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคน “เปราะบาง” ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้คนจึงอยู่ในสภาพของความอิจฉาริษยาและความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาดังที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ ถ้าทุกๆคนลุกขึ้นยืน ผลก็คือจะเกิดสงครามของทุกคนต่อทุกคน ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพอันน้อยที่สุดในการดำรงชีวิตไว้ ทุกคนจะต้องนอนราบลงทั้งสิ้น สัญญาสังคมซึ่งชายทุกคน (คำว่า “ชาย” หรือในภาษาอังกฤษว่า “man” เป็นคำที่ถูกต้องในที่นี้ เพราะถือว่าหญิงไม่สามารถทำสัญญาสังคมได้ด้วยตนเอง) ยอมสละสิทธิตามธรรมชาติของตน เป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดการตกลงกันหรือการลงรอยกันระหว่างผู้ที่ถูกพรากออกจากสถานะเดิมของตน โดยที่แม้แต่อเลกซานเดอร์มหาราชเองก็ไม่สามารถทำได้เช่นนี้ ในการทำสัญญาเช่นนี้ผู้ที่ทำสัญญากันมีความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าความแตกต่างของแต่ละฝ่ายไม่มีความหมายใดๆเมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจอันใหญ่หลวงขององค์รัฏฐาธิปัตย์:

เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้านาย ข้าทาสมีความเท่าเทียมกันและไม่มีเกียรติยศใดๆ ข้าขององค์รัฏฐาธิปัตย์ก็เท่าเทียมกันเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบางคนจะเหนือกว่าหรือด้อยกว่าคนอื่นเมื่ออยู่พ้นจากสายตาขององค์รัฏฐาธิปัตย์ แต่เบื้องหน้าแล้วคนเหล่านี้ก็ส่องแสงเหมือนเพียงแสงของดวงดาวที่บังอาจมาแข่งรัศมีกับรังสีของดวงอาทิตย์ [Thomas Hobes, Leviathan, edited by Michael Oakeshott, หน้า 141.]

หลังจากนี้แนวคิดของความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมได้แตกแขนงออกไปมาก แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีการโอ้อวดของการแบ่งชนชั้น (ดังที่กวีโรเบิร์ต เบิร์นได้พูดไว้ว่า Gie fools their silks, and knaves their wine/ A man’s a man for all that. นอกจากนี้ก็ยังใช้ในการโจมตีการกดขี่ข่มเหง และในการเรียกร้องให้นับถือว่าเป็นมนุษย์ ในศตวรรษนี้ความเสมอภาคได้กลายเป็นคำขวัญที่ใช้วิจารณ์การแบ่งแยกทางสีผิว ทางเชื้อชาติและทางเพศ ความคิดที่ว่าความไม่เสมอภาคของทรัพย์สินเป็นความอยุติธรรมก็เป็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้เป็นเวลานับศตวรรษของกรรมกร (ในการโต้วาทีที่พัทนีย์ในปี 1647 พวกเจ้าที่ดินให้เหตุผลว่าจะไม่ให้สิทธิออกเสียงแก่พวกที่ไม่มีที่ดินเพราะกลัวว่าพวกนี้จะใช้อำนาจทางการเมืองมาทำให้ทุกคนมีทรัพย์สินเท่ากัน และความกลัวนี้ก็ฝังแน่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของระบอบทุนนิยมมาจนถึงปัจจุบัน) แนวคิดเรื่องสิทธิเท่าเทียมกันและความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมายก็เป็นศูนย์กลางของความคิดของเราเกี่ยวกับกฎหมายและความเป็นพลเมือง

ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวคิดของความเสมอภาคที่มุ่งให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกันก็เป็นพลังอันแรงกล้า ภาพลักษณ์ที่ฮอบส์เสนอเกี่ยวกับมนุษย์ว่าเหมือนกับเมล็ดทรายหรือปรมาณูในเครื่องจักรยักษ์อันได้แก่รัฐ ก็เป็นพลังที่ทำให้มนุษย์เองเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อความคิดของชาวยุโรปเกี่ยวกับประชาสังคมพัฒนาจากสังคมทางการเมืองมาเป็นสังคมทางเศรษฐกิจ ภาพของส่วนประกอบหลักของประชาสังคมนั้นก็พัฒนาไปจากพลเมืองไปสู่บุคคลเศรษฐกิจ ประชาชนก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นมีความเท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้าและบริการ

ทอคเกอวิลล์เชื่อว่ามีแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่หยุดไม่ได้ไปสู่ความเสมอภาคที่ทำให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกัน และประเทศที่เป็นผู้นำของแนวโน้มนี้คือสหรัฐอเมริกา เขายังเชื่ออีกว่าแนวโน้มนี้เป็นอันตรายต่อความเป็นไท และหนังสืออันมีชื่อเสียงของเขา คือ ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ก็มุ่งศึกษาสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทนี้รวมทั้งแสวงหาวิธีการที่จะหยุดยั้งมัน ในหนังสือเล่มนี้ทอคเกอวิลล์ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เสมือนหนึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งเขาหมายถึง “ความเสมอภาคด้านสถานะ” หรือ “ความเป็นแบบเดียวกัน” เขาเห็นว่าสังคมอเมริกันประกอบด้วยปัจเจกชนที่แยกกันอยู่และเสมอเหมือนกัน ซึ่งต่างก็ถูกตัดขาดจากอดีตและไม่สามารถสร้างความผูกพันที่มั่นคงกับผืนดินหรือกับคนอื่นๆ เราสามารถเข้าใจความหมายของทอคเกอวิลล์เกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตย (ความเสมอภาค) ได้จากคำบรรยายของเขาว่าด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด:

ในชุมชนทางตะวันตกเราอาจเห็นประชาธิปไตยอย่างสุดโต่งที่สุด ในมลรัฐเหล่านี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างลวกๆและโดยบังเอิญผู้คนที่อาศัยอยู่เพิ่งมาตั้งถิ่นฐานเมื่อวานนี้เอง ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้จักกันและเพื่อนบ้านใกล้กันต่างฝ่ายก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร . . . มลรัฐใหม่ๆทางตะวันตกนี้มีผู้คนอาศัย แต่หาได้มีสังคมแต่ประการใดไม่# [Alexis de Tocqueville, Democracy in America, edited by Phillips Bradley, New York: Vintage Books, 1960, หน้า 53-54.]

ทอคเกอวิลล์ไม่รู้ว่าสภาพเช่นนี้อีกไม่นานจะกลายเป็นสภาพธรรมดาในสังคมอุตสาหกรรม เขาคิดคำว่า “ปัจเจกชนนิยม” (individualism) มาบรรยายความเชื่ออันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวอเมริกัน (ซึ่งเขาคิดว่าเป็นความเชื่อที่ผิด) ว่าคนอเมริกันสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น และเขายังกล่าวอีกด้วยว่าความหลงผิดอันนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความกลมกลืนกันในด้านประเพณีและความคิดเห็นในหมู่ชาวอเมริกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ อันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันในตัว

ทอคเกอวิลล์กล่าวไว้ชัดเจนว่าการแบ่งแยกสังคมออกเป็นส่วนย่อยๆของปัจเจกชนที่เสมอเหมือนกันเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจขึ้นตามมาด้วย:

ข้าพเจ้าไม่รู้จักประเทศอื่นใดเลย ที่ความรักในเงินตราจะฝังรากลึกแน่นลงในจิตใจของประชากร และที่จะมีความรู้สึกเหยียดหยามอย่างยิ่งต่อทฤษฎีที่เสนอให้มีการเท่าเทียมกันของทรัพย์สินอย่างถาวร [Ibid., หน้า 53.]

ในทางกลับกัน กระบวนการที่ถอนรากประชากรออกจากผืนดิน จากอดีต และจากกันและกัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการสร้างมนุษย์เศรษฐกิจขึ้นมา ก็เป็นกระบวนการที่ได้ปลดปล่อยพลังของการแข่งขันที่ทอคเกอวิลล์มองว่า เป็นพลังอันยิ่งใหญ่น่าเกรงกลัว สำหรับเขาแล้ว ชาวอเมริกันก็เหมือนกับชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย คือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และต่างมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความร่ำรวยอันเป็นจุดหมายเพียงประการเดียวของการทำงานของพวกเขา พวกเขาลงแรงทำงานด้วยความมานะบากบั่น และด้วยความรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยามวิถีชีวิตที่เราอาจเรียกได้ว่าวิถีชิวิตแบบวีรบุรุษ ถ้าคำๆนี้เหมาะที่จะใช้เรียกอะไรก็ตามนอกจากการพยายามของคุณธรรม??[ Alexis de Tocqueville, “A Fortnight in the Wilds,” in Journey to America, edited by J. P. Mayer, New York: Doubleday, 1971, หน้า 364.]

ในบริบทของสหรัฐอเมริกาศตวรรษที่สิบเก้า ความเสมอภาคก็ถูกนิยามใหม่เป็น “ความเสมอภาคของโอกาส” ความเสมอภาคของโอกาสนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อในสังคมที่จัดรูปแบบเป็นการแข่งขันที่เอาแพ้ชนะ สิ่งที่เท่ากันไม่ใช่คนแต่ละคน แต่เป็นกฎเกณฑ์การแข่งขัน ในความหมายนี้ความเสมอภาคจึงเป็นการปรับความเสมอภาคตามกฎหมายให้กลายเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างอยู่ที่เป้าหมายของการแข่งขันก็คือการสร้างความไม่เสมอภาคขึ้น ความคิดมีอยู่ว่า การแบ่งแยกทางสังคมจะเป็นธรรมถ้าเกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม ความเสมอภาคของโอกาสก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และอันที่จริงพวกเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลายในประเทศอุตสาหกรรมจะเริ่มมอบสิทธิในการออกเสียงให้แก่ชนชั้นที่ปราศจากทรัพย์สิน ก็ต่อเมื่อเจ้าของทรัพย์เริ่มเชื่อมั่นว่าคำนิยามหลักของคำว่า “เสมอภาค” ได้เปลี่ยนเป็นความเสมอภาคของโอกาส แทนที่จะเป็นการปรับให้ราบเสมอกันแล้วเท่านั้น

ความเสมอภาคของโอกาสก็มีผลในการสร้างความกลมกลืนกัน การยอมรับความเสมอภาคเช่นนี้เท่ากับเป็นการยอมรับการแข่งขัน และการยอมรับการแข่งขันก็เท่ากับการยอมรับตัวบุคคลผู้เข้าแข่งขัน วิธีนี้ความเสมอภาคของโอกาสได้รวมเอาความหมายดั้งเดิมบางส่วนของความเสมอภาคและตัดบางส่วนทิ้งไป อันทำให้เกิดสภาวะขัดแย้งกันภายในขึ้น ซึ่งได้แก่ระบบที่สร้างความกลมกลืนกันและเกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และเป็นระบบที่กล่าวอ้างว่าผลของระบบนี้ยุติธรรม

การเมืองของการ “ไล่ให้ทัน”

เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็สามารถหันมาสู่คำถามเกี่ยวกับรูปแบบของความเสมอภาคในปริบทของอุดมการณ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบดังกล่าวอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ความเท่าเทียมกันที่การพัฒนาเศรษฐกิจให้สัญญาไว้ และความเท่าเทียมกันที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่การพัฒนาแบบใหม่นี้ให้สัญญาคือความยุติธรรมเท่าเทียมกัน (ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ) และสิ่งที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นคือความกลมกลืน (ในขณะที่มีการคงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และยิ่งไปกว่านั้นก็ทำให้ความไม่เท่าเทียมดังกล่าวร้ายแรงมากขึ้น) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แก่นแท้ของความเสมอภาคในการพัฒนาเศรษฐกิจปรากฏอยู่ในวลี “ไล่ให้ทัน” หรือ “ลดช่องว่าง” ตัวอย่างเช่น ในการประกาศการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (New International Economic Order, NIEO) ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การสหประชาชาติในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 มีการประกาศว่า NIEO:

จะแก้ไขความไม่เสมอภาคและทดแทนความอยุติธรรม อันจะทำให้การขจัดช่องว่างที่กำลังกว้างขึ้นเป็นไปได้ ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และประกันว่าจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ [Declaration on the Establishment of a New International Economic Order, Genral Assembly Resolution 3201, (S-VI), Preamble.]

แนวคิดที่ว่าความแตกต่างทางทรัพย์สินระหว่างประเทศสามารถบอกได้ว่าเป็นความไม่เสมอภาค ในความหมายของความอยุติธรรม เป็นแนวคิดที่เมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคิดฝันถึงได้ ในกรอบความคิดดั้งเดิมการกล่าวหาว่าไม่ยุติธรรมไม่อาจทำได้ระหว่างระบบที่ต่างกัน แต่ต้องเป็นภายในระบบเดียวกัน การที่แนวคิดนี้เป็นที่เข้าใจได้ในปัจจุบันเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการที่เรายอมรับว่าโลกถูกจัดระเบียบให้เป็นระบบทางเศรษฐกิจระบบเดียวกัน ในความคิดของชาวกรีกโบราณที่ยังอยู่ในนครรัฐ ความเสมอภาคสากลเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิโรมัน ในทำนองเดียวกันโลกที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทั้งหมดก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว

ความคิดใหม่ประการที่สองก็คือว่าความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดความไม่เสมอภาคได้มาก โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อระบบทุนนิยมจำกัดตัวอยู่แต่ในทวีปยุโรปและในอเมริกาเหนือ เป็นที่เข้าใจมาโดยตลอดว่ากระบวนการของระบบนี้ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาค และการลดความไม่เสมอภาคจะทำได้ก็แต่เพียงด้วยการใช้มาตรการทาง การเมือง เช่นการรวมกลุ่มเป็นสหภาพเพื่อต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลของกรรมกร หรือใช้นโยบายสวัสดิการ แนวคิดที่ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกได้กลายเป็นทุนนิยม ดังนั้นจึงอาจสร้างความเสมอภาคขึ้นได้โดยการพัฒนาของระบบนี้เอง นับเป็นแนวคิดที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า NIEO เองก็เกิดจากการเมือง องค์กรนี้หวังที่จะใช้อำนาจทางการเมืองของประเทศโลกที่สามในการบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลก และนำระบบนี้ไปสู่ทิศทางใหม่ แต่ถ้าทิศทางนี้จะต้องเปลี่ยนด้วยวิถีทางทางการเมือง ก็ยังเป็นจริงอยู่ว่าความเสมอภาคยังถือว่าเกิดขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จุดมุ่งหมายของกระบวนการทางการเมืองก็คือการปลดปล่อย ประเทศที่กำลังพัฒนาให้รวบรวมเอาทรัพยากรต่างๆเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา[Ibid., 4, (r).]

ความคิดใหม่ประการที่สามก็คือความคิดว่า การพัฒนาสามารถนำไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติในด้านเกี่ยวกับความร่ำรวย หรือ ความมั่งคั่งอย่างสูงสุด ดังที่ประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมนได้กล่าวไว้ในปี 1949 ในการประกาศเป้าหมายสี่ประการ (Four Points Program) เมื่อเป็นเช่นนี้ ปฏิญญาของระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่หรือ NIEO ก็ให้ความหวังว่า ความแตกต่างอันพบได้ทั่วไปในโลกอาจจะถูกขับไล่ไปและความมั่งคั่งสามารถเป็นของทุกคนได้ [ Ibid., 4, (b).] ถ้าจะให้กล่าวโดยไม่เกรงกลัวแล้ว จะพบว่าแนวคิดนี้น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายมาเป็นแนวคิดที่เราค่อนข้างคุ้นเคย ในวาทกรรมทางการพัฒนาที่สุภาพจะไม่มีการพูดถึงการปรับให้ราบลงเท่ากัน มีแต่การปรับให้สูงเสมอกัน นี่คือความหมายของ “การไล่ให้ทัน”

เช่นเดียวกับความเสมอภาคของโอกาส แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคในการพัฒนาโลกก็ตึ้งอยู่บนพื้นฐานว่า ทุกคนในโลกกำลังเล่นหรือน่าจะเล่นเกมส์เดียวกัน การที่ประชาชนในโลกจะเล่นเกมส์การพัฒนาได้ ก็จะต้องถูกทำให้กลายเป็นผู้เล่นจริงๆเสียก่อน ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นอันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทฤษฏีการพัฒนา นักทฤษฎีเรื่องการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่ต่างก็มีความจริงใจในประเด็นที่ว่า การแทรกซึมของการทำให้เกิดความกลมกลืนกันลงไปในบุคคลิกภาพและวัฒนธรรมจะต้องลงไปลึกมาก:

ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดจนการยอมรับแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและความสัมพันธ์ของมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งก็คือการยอมรับค่านิยมใหม่ๆและการเปลี่ยนสิ่งที่ชื่นชอบ มิติที่ลึกยิ่งกว่านี้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในด้านแรงจูงใจและทิศทางที่พลังงานของมนุษย์ควรจะถูกชักนำไป [Lucian W. Pye, Communications and Motivations for Modernization, in Pye, ed., Communications and Political Development, Princeton, NJ: Princeton University Press, 1963, หน้า 149.]

การ “รวบรวมพลัง” หรือในภาษาอังกฤษว่า “mobilize” ประชาชนและวัฒนธรรมเข้ามาในระบบเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการของการดึงเอามนุษย์เศรษฐกิจออกมาจากปริบทดั้งเดิม เช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ หรือในอังกฤษ ข้อแตกต่างที่เพียงแต่ว่าครั้งนี้ขอบเขตของกระบวนการใหญ่โตกว่ามาก วัฒนธรรมต่างๆของมนุษย์อันมีอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งต่างก็ได้พัฒนาขึ้น (ในความหมายดั้งเดิม) ด้วยแรงงานและจินตนาการของประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษย์ ได้ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ระบบคุณค่าเดียวกัน และสิ่งใดก็ตามที่ไม่เข้ากับระบบใหม่นี้ก็จะถูกตัดทิ้งไปด้วยการตัดสินอย่างทารุณที่สุดเท่าที่พวกประโยชน์นิยมจะทำได้ นั่นคือการบอกว่าสิ่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้

สาธารณชนผู้ซึ่งไม่ติดยึดอยู่กับบรรทัดฐานใดๆของการตัดสินนอกไปจากบรรทัดฐานของเผ่าพันธ์ ถิ่นกำเนิด กลุ่มพรรคพวกหรืออารมณ์ . . . . ผู้คนเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อสังคมสมัยใหม่ [Edward Shils, “Demagogues and Cadres in the Political Development of the New States,” in Pye, op. cit., หน้า 64.]

เมื่อประชาชนเดิมตามบรรทัดฐานดั้งเดิมของตนในการตัดสินสิ่งต่างๆ ประชาชนเหล่านี้ก็มีความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับว่าความมั่งคั่งคืออะไร (ซึ่งบ่อยครั้งจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางสายกลางเป็นวิถีหนึ่งไปสู้เป้าหมาย) และว่าความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร (บ่อยครั้งเกี่ยวกับกลวิธีในการแจกจ่ายแบ่งปันเพื่อลดช่องว่าง) มาบัดนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ลดคุณค่าลงไปโดยฝีมือของนักพัฒนาตะวันตก [หรือที่เดินตามรอยเท้าของนักพัฒนาตะวันตก – เติมโดยผู้แปล ] ซึ่งมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงขยะ (หรือ ไม่มีประโยชน์ž ตามคำพูดของ เอ็ดเวิร์ด ชิลล์) ความรุ่มรวยและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดของวัฒนธรรมมนุษย์ได้ถูกนิยามใหม่ และถูกมองว่าเป็นลักษณะอันน่าสมเพชของความด้อยพัฒนา

การพัฒนาได้ให้สัญญาว่าจะเกิดความเท่าเทียมกันในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่การพัฒนากำลังก่อให้เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้พินาศลงไป

การเรียกร้องอันว่างเปล่าเพื่อความเสมอภาคในโลก

บางคนอาจคิดว่า การเสียสละโดยคนส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คุ้มค่า ถ้าคำสัญญานี้เพียงเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้จึงควรจะกล่าวถึงเหตุผลลางประการที่แสดงว่า คำสัญญานี้ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

ประการแรก พิจารณาข้อมูลสถิติ จากสถิติของธนาคารโลกในปีค.ศ. 1988 ใน World Development Report รายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศที่ธนาคารแห่งนี้เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจตลาดอุตสาหกรรม” (ได้แก่ประเทศทุนนิยม 20 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด) เท่ากับ 12,960 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโตโดยเฉลี่ย (1965-1986) 2.3 เปอร์เซนต์ การคำนวณง่ายๆให้ผลว่า การเพิ่มต่อปีในรายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศเหล่านี้เท่ากับ 298.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีกฟากหนึ่ง รายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่ยากจนที่สุด 33 ประเทศในปีเดียวกันเท่ากับ 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโต 3.1 เปอร์เซนต์ การคำนวณแบบเดียวกันให้ผลว่า การเพิ่มของรายได้ประชาชาติต่อปีมีเพียง 8.37 ดอลลาร์เท่านั้น จึงไม่น่าสงสัยแม้แต่น้อยว่า ช่องว่างระหว่างประเทศทางเหนือกับทางใต้จะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ เป็นจริงที่ว่าถ้าประเทศยากจนสามารถรักษาอัตราโตเช่นนี้ไว้ได้โดยให้สูงกว่าอัตราของประเทศร่ำรวยเป็นเวลานานมากๆ ในทางทฤษฎีแล้วก็จะถึงเวลาหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีฐานะเท่ากัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อใดกันแน่ สมมติว่าอัตราโตที่รายงานใน World Development Report เป็นอัตราคงที่ เราอาจจะคำนวณหาได้ว่า ระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าประเทศยากจนจะโตให้เท่ากับระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศร่ำรวยในปี 1986 ได้นั้น เป็นเวลาถึง 127 ปี และประเทศยากจนก็จะ “ไล่ทัน” ประเทศร่ำรวยได้ในเวลารวม 497 ปี ในขณะนั้นจำนวนตัวเลขของรายได้ประชาชาติจะเป็น 1,049 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ! แม้เราจะถือเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คืออัตราโตคงที่สำหรับประเทศยากจนทั้งหมดเป็น 5 เปอร์เซนต์ ประเทศเหล่านี้ก็จะใช้เวลาถึง 149 ปีกว่าจะขึ้นมาทัน ซึ่งในขณะนั้นรายได้ประชาชาติต่อหัวก็จะเท่ากับ 400,000 ดอลลาร์ต่อปี อันที่จริงอัตราโตของประเทศเหล่านี้ ยกเว้นของอินเดียและจีนเท่ากับเพียง 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าประเทศเหล่านี้จะไม่มีวันไล่ทันได้เลย

ตัวเลขเหล่านี้น่าจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่า หลังจากที่ได้พยายามและลงแรงไปมากเพื่อ “การพัฒนา” ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนก็ยังคงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ถ้านักเศรษฐศาสตร์เช่น เอ จี แฟรงค์ ซามีร์ อามิน หรืออิมมานูเอง วอลเลนสไตน์คิดถูกแล้ว โลกในนี้มิใช่เศรษฐกิจของชาติหลายๆชาติที่มารวมเข้าด้วยกัน เช่นที่รายงานของธนาคารโลกเสนอ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจระบบเดียวกันที่ทำงานโดยการถ่ายเททรัพยากรจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย ส่วนใหญ่ของ “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ซึ่งได้แก่ทรัพยากรของประเทศร่ำรวย คือ ทรัพยากรที่นำเข้ามาจากประเทศยากจน ระบบเศรษฐกิจของโลก ก่อให้เกิด ความไม่เสมอภาคและ ดำรงอยู่ บนความไม่เสมอภาค เช่นเดียวกับที่เครื่องยนต์สันดาปภายในถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างความกดอากาศข้างบนกับข้างล่างห้องสูบ ระบบเศรษฐกิจโลกก็ถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน

ถ้ามีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการไล่ให้ทัน เราอาจอ้างถึงอดีตประธานธนาคารโลกโรเบิร์ต แมคนามารา ในการพูดอันมีชื่อเสียงครั้งหนึ่งต่อคณะกรรมการของธนาคารในปี 1973 แมคนามารากล่าวว่าการที่ประเทศร่ำรวยจะต่อต้านการพัฒนาของประเทศยากจนเป็น การมองการณ์ใกล้ เพราะว่าในระยะยาวประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนก็จะได้ประโยชน์ [Robert S. McNamara, Address to the Board of Governors, World Bank, Nairobi, Kenya, 24 September 1973.] เราอาจมั่นใจได้ว่าการพัฒนาใดๆที่ทำให้ประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้นบ้างจะเป็นกระบวนการที่ทำให้ประเทศร่ำรวยยิ่งรวยขึ้นอีกมากมาย

ผู้สนับสนุนการพัฒนาบางคนให้เหตุผลว่า เรื่องนี้เป็นจริงกับการพัฒนาบางประเภทเท่านั้น และมีการพัฒนาแบบอื่น เช่นทางเลือกการพัฒนา การพัฒนาแท้ การพัฒนาเพื่อประชาชน หรืออย่างอื่นที่คล้ายๆกัน ที่สามารถนำความเสมอภาคและความมั่งคั่งมาสู่โลกทั้งหมดได้ ถ้าเรื่องนี้หมายความว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างไปสามารถหยุดการกดขี่ข่มเหงและความอดหยาก พร้อมกับสร้างสันติภาพและความยุติธรรมในระดับนานาชาติ สิ่งนี้จะเป็นความหวังที่ไม่อาจละทิ้งได้ แต่ถ้าสิ่งนี้หมายความว่า มีกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจบางอย่างที่อาจสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีระดับของสิ่งที่เรียกกันในปัจจุบันว่าความมั่งคั่งได้แล้วละก็ เรื่องนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

มีผู้ประมาณการเอาไว้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะให้ประชากรของโลกทั้งหมด มีอัตราการบริโภคพลังงานเท่ากับประชากรของเมืองลอส แอนเจลีสแล้ว เราจะต้องมีโลกถึงห้าใบจึงจะเพียงพอ ตัวเลขที่แน่นอนอาจจะเป็นที่น่าสงสัย แต่ประเด็นหลักก็ไม่อาจโต้แย้งได้ ถ้าเราไม่พิจารณาการที่ระดับของการบริโภคอันสูงลิ่วของเมืองลอส แอนเจลีส ไม่ได้ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันแตกอย่างใด และมิได้ขจัดความยากจนในเมืองนั้น โลกก็ไม่อาจหล่อเลี้ยงคนร่ำรวยส่วนน้อยที่ดำรงตนอยู่ด้วยการบริโภคพลังงานมากขนาดนี้ ความเชื่อเก่าแก่นี้มีเป้าหมายในทางปฏิบัติ คือทำให้ประชาชนหันเหความสนใจจากความไม่เสมอภาคที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจโลก และยังสร้างความชอบธรรมให้แก่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล รวมทั้งจ้างงานให้คนจิตใจดีมากมายให้อยู่ในระบบ แต่ข้อเท็จจริงก็ยังเป็นเช่นเดิม คือในระบบเศรษฐกิจนี้หรืออื่นใด ก็ตาม ระดับของการบริโภคของคนร่ำรวยจะกัดกินโลกให้หมดไป ถ้าถูกขยายขอบเขตออกไป

ประการสุดท้ายคือ ตามความหมายของคำว่า “rich” เองในภาษาอังกฤษนั้น สิ่งที่เรียกได้ว่า rich ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนแบ่งปันกันได้ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า rich คืออะไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับ Oxford English Dictionary บอกเราว่าก่อนที่คำๆนี้จะมีความหมายในเชิงเศรษฐกิจ คำนี้เคยมีความหมายเชิงการเมืองมาก่อน คำๆนี้มีที่มาจากคำละตินว่า rex ซึ่งแปลว่า “ราชา” และคำนิยามที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว คือความหมายว่า “ทรงพลัง” “มีอำนาจ” “สูงส่ง” “ประเสริฐ” “ยิ่งใหญ่” อีกความหมายหนึ่งอยู่ในรูปตัวสะกดว่า riche ซึ่งเลิกใช้ไปแล้วเช่นกัน ได้แก่ “ราชอาณาจักร” “แว่นแคว้น” “เขตแดนของราชา” แต่เดิมผู้ที่ได้ชื่อว่า rich คือผู้ที่มีพลังอำนาจเปรียบประดุจราชา นั่นคือพลังอำนาจเหนือผู้อื่น ความหมายคือพลังอำนาจที่คุณเท่านั้นที่มีได้แต่คนอื่นๆไม่มี ที่ใดที่ไม่มีข้าราษฎร ที่นั้นก็จะไม่มีราชา เพิ่งมาไม่นานนี้เองที่คำๆนี้ได้มีความหมายแคบเข้าเป็นพลังอำนาจที่คุณมีเหนือผู้อื่น เพราะคุณมีเงินมากกว่าผู้อื่น โดยแก่นแท้แล้ว การเป็นผู้ได้ชื่อว่า rich มิได้หมายความว่าเป็นผู้ที่ควบคุมทรัพย์สิน แต่เป็นผู้ที่ควบคุมผู้อื่นเนื่องจากมีทรัพย์มากกว่า ค่าของเงินตราก็มิได้เป็นสิ่งที่ลึกลับแต่ประการใด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า “อำนาจซื้อ” หรือ purchasing power ในภาษาอังกฤษ [เชิงอรรถ – # เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำในทางเศรษฐศาสตร์นั้น แต่เดิมแล้วเป็นคำที่มิได้มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์เลย ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ดิบและหยาบ ซึ่งได้หลบซ่อนตัวอยู่ในนิยายปรัมปราว่าด้วย “สัญญาอิสระ” ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ดังที่พจนานุกรม Oxford English Dictionary ได้ให้นิยามไว้อย่างแจ่มชัด คำว่า purchase ในภาษาอังกฤษ (ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำละตินว่า pro capitare แปลว่า “ไล่” “ล่า” “จับ”) เคยมีความหมายว่า “ยึดหรือถือเอาด้วยพละกำลังหรือด้วยความรุนแรง” “ทำลายล้าง” “ปล้นสะดมภ์” “จับยึด” นอกจากนี้คำว่า finance ก็มีความหมายว่า “การจ่ายทรัพย์เพื่อแลกกับการปลดปล่อยจากการถูกจับหรือการลงโทษ” คำว่า pay ก็มาจากคำละตินว่า pacere หมายความว่า “ไถ่” “ทำให้สงบ” “ทำให้เลิกรบ”] ประเด็นนี้ได้มีผู้กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งราวร้อยปีล่วงแล้ว ซึ่งได้แก่จอห์น รัสกิ้น

ข้าพเจ้าสังเกตว่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลายยากนักที่จะหาใครที่รู้ว่าคำว่า “rich” มีความหมายว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุดถ้าเขารู้ เขาก็มิได้ใช้เหตุผลเพื่อจะได้ตระหนักว่า คำๆนี้เป็นคำที่มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อสัมพันธ์กับคำอื่น ได้แก่คำว่า “poor” เช่นเดียวกับที่คำว่า “เหนือ” มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเปรียบเทียบกับ “ใต้” ผู้คนพูดกับเขียนราวกับว่า riches หรือทรัพย์สินต่างๆเป็นสิ่งสัมบูรณ์ หรือมีค่าในตัวของมันเอง และเป็นไปได้ที่ว่าทุกๆคนจะร่ำรวยได้ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่อันที่จริง ความร่ำรวยเป็นพลังชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างระหว่างขั้วทั้งสองที่ข้างหนึ่งมีประจุแต่อีกข้างหนึ่งไม่มี พลังของเงินหนึ่งกินนีในกระเป๋าคุณขึ้นอยู่กับการที่เงินจำนวนนี้ไม่ปรากฏตัวอยู่ในกระเป๋าของเพื่อนของคุณ ถ้าเขาไม่ต้องการเงินจำนวนนี้ เงินนี้ก็จะไม่มีความหมายใดๆต่อคุณเลย พลังของเงินในกระเป๋าของคุณขึ้นโดยตรงกับการที่เพื่อนของคุณต้องการจะได้เงินนั้นมากเท่าใด และด้วยเหตุฉะนี้ศิลปะของการสร้างความร่ำรวยก็คือศิลปะของการทำให้เพื่อนบ้านของคุณยากจนลงนั่นเอง [John Ruskin, Unto This Last, Lincoln, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967 (original edn., 1860), หน้า 30.]

เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งแยกคนเป็นคนรวยและคนจนก็มิใช่ผลของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสัจพจน์ที่แฝงอยู่ในการมีคนรวยขึ้นมาได้ การพยายามสร้างภาพขึ้นว่าทรัพย์สินต่างๆของโลกเป็นสิ่งที่ทุกๆคนมีได้เท่าเทียมกันเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงอย่างร้ายกาจ แต่ภาพอันฉ้อฉลนี้เองที่เป็นที่ภาพที่นิยายลวงโลกเรื่อง “การตามให้ทันทางเศรษฐกิจ” เสนอออกมาหลอกลวงอยู่ตลอด การหลอกลวงนี้เริ่มต้นที่การบอกว่า จะให้ความร่ำรวยระดับหนึ่งแก่ ทุกๆคน ซึ่งความร่ำรวยดังกล่าวนี้เป็นความร่ำรวยที่ทำให้จำเป็นต้องมี บางคน ที่ยากจน นิยายลวงโลกนี้ทำให้ชีวิตบางแบบกลายเป็นชีวิตที่พึงปรารถนา ชีวิตเช่นนี้ได้แก่ ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อมีส่วนร่วมในการผลิตของโลก (เนื่องจากคนอื่นๆทำมากกว่า) ชีวิตที่บริโภคมากกว่าส่วนแบ่งของตนในปริมาณสินค้าของโลก (เนื่องจากคนอื่นบริโภคน้อยกว่า) และชีวิตที่สุขสบายเนื่องจากมีคนใช้มากมายคอยปรนนิบัติ (ไม่ว่าคนรับใช้เหล่านั้นจะรับจ้างโดยตรงหรือไม่ก็ตาม) ถ้าระบบเศรษฐกิจเปรียบเทียบได้กับรูปปิรามิด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทุกๆคนอยากยืนอยู่บนยอด แต่ไม่มีหนทางใดเลยที่สภาพเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ [เนื่องจากว่าชีวิตแบบนั้นทำให้จำเป็นต้องมีคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องยากจนอยู่ – เติมโดยผู้แปล ]

ความไม่เท่าเทียมกันที่แฝงอยู่แล้วในระบบเช่นนี้ ก็ยังแฝงตัวอยู่ในการบริโภคของคนสมัยใหม่ด้วย เราได้เรียนรู้จาก ธอร์สตีน เวเบลน ว่าการบริโภคส่วนใหญ่ที่เราถือว่าเป็นความร่ำรวยแบบสมัยใหม่นั้นเรียกว่า “การบริโภคแบบโอ้อวด” หรือในภาษาอังกฤษว่า conspicuous consumption ความสุขที่ได้จากการบริโภคแบบนี้ก็คือการที่รู้ว่ามีคนอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสบริโภคได้แบบเดียวกัน การบริโภคแบบโอ้อวดนี้มิได้จำกัดตัวอยู่แต่คนรวยเท่านั้น การพยายามทำให้ผู้คนเกิดภาพในใจขึ้นว่าสินค้าชนิดหนึ่งทำให้ผู้ใช้กลายเป็น “ชนชั้นสูง” เป็นวิธีการขายสินค้าไม่จำเป็นให้แก่คนยากจน ซึ่งเป็นวิธีการที่เหล่าบริษัทโฆษณาทั้งหลายรู้จักกันดี การบริโภคแบบโอ้อวดนี้ก็มิได้จำกัดตัวอยู่แต่ในประเทศที่ร่ำรวย การปลูกฝังความต้องการได้บริโภคเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของนักพัฒนาซึ่งต่างก็พูดถึง “การปฏิวัติของความต้องการที่สูงขึ้น” การปลูกฝังความต้องการชีวิตแบบชนชั้นสูง และการโฆษณาชวนเชื่อว่าสินค้าหลายชนิดในท้องตลาดนำมาซึ่งชีวิตแบบนั้น ทำให้นักการขายมีความหวังว่าผู้บริโภคจะกลายเป็นหนูถีบจักรที่คอยแต่จะทำให้เขารวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้อยคำของเวเบลนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในยุคที่เรารู้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่รู้จักพอนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะของสิ่งแวดล้อม

ถ้า . . . แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการสะสมเป็นเพียงการขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือในการแสวงหาความสะดวกสบายทางร่างกายในระดับหนึ่งแล้ว ความต้องการทางเศรษฐกิจโดยรวมของชุมชนก็อาจจะตอบสนองได้เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง . . . . แต่เนื่องจากว่าการต่อสู้นั้นเป็นการแข่งขันกันเพื่อชื่อเสียง อันตั้งอยู่บนพื้นฐานคือการเปรียบเทียบระหว่างกันว่าใครจะมีมากกว่ากัน ผลที่ตามมาก็คือการบรรลุถึงจุดหมายของพัฒนาหรือการแสวงหาความร่ำรวยนั้นไม่สามารถเป็นไปได้เลย [Thorstein Veblen, The Theory of the Leisure Class, Mentor, 1953, หน้า 39.]

ดังนั้น เหตุผลเดียวกันนี้ก็ทำให้เราสรุปได้ว่า การที่สังคมที่เคยเป็นสังคมนิยมมาก่อนอยากจะยกระดับชีวิตของตนให้เท่ากับในสหรัฐฯ ทำให้สังคมเหล่านั้นแตกตัวออกมาเป็นชนชั้นและเกิดโครงสร้างของชนชั้นขึ้น ระดับการครองชีพของสหรัฐฯมีนัยยะเรื่องชนชั้นเกี่ยวเข้ามาด้วย เหตุนี้เองที่คำสะแลงในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน classy (แปลเป็นไทยว่า “ชั้นสูง” – เติมโดยผู้แปล ) ใช้เรียกใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตอย่างหรูหราเช่นนี้

ความเสมอภาคในการพัฒนา หรือการพยายามไล่ให้ทันด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จึงเป็นแนวคิดที่สวนทางกับสามัญสำนึกและวิชาเศรษฐศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ (ตราบใดที่เรายังต้องอยู่บนโลกใบเดียว) และเป็นความขัดแย้งทางตรรกะ ในขณะเดียวกันก็ยังให้เกิดความไม่เสมอภาคแบบใหม่ๆขึ้นอีกด้วย การให้โลกตกอยู่ภายใต้มาตราวัดเหมือนกัน ทำให้โอกาสของการเปรียบเทียบสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “ความเสมอภาคอันมีประสิทธิผลของสิ่งที่เข้ากันไม่ได้” ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแต่ละวัฒนธรรมมีประเพณีและมาตรฐานของการตัดสินคุณค่าไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณค่านี้ไม่สามารถนำมาวัดหรือจัดลำดับกันโดยใช้กรอบที่ครอบคลุมวัฒนธรรมต่างๆได้ การที่เป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ทุกๆคนหรือทุกๆฝ่ายได้รับเสียงเท่าๆกันและศักดิ์ศรีเท่าๆกัน แนวคิดที่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นแนวคิดปัจจุบันก็คือวัฒนธรรมทั้งหมดในโลกสามารถวัดและเปรียบเทียบกันได้ โดยอาศัยมาตรวัด “มาตรฐานการครองชีพ” (ซึ่งมีนัยยะว่ามีการปรับให้การดำรงชีวิตของทั้งหมดให้มีระดับเท่าเทียมกัน) มาตรวัดดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้วัฒนธรรมต่างๆสามารถเข้ากันได้ และวัดเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งย่อมหมายความว่าไม่เท่าเทียมกัน แนวคิดเช่นนี้เป็นการทำให้ประชาชนในโลกต้องสูญเสียแนวคิดเฉพาะตนเกี่ยวกับเรื่องว่า ความมั่งคั่งคืออะไร สถานการณ์ที่ประชาชนกลับกลายมาคิดถึงความมั่งคั่งในแนวเดียวกันหมดนี้ ทำให้การกะเกณฑ์ผู้คนมาเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกง่ายขึ้นมาก ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็น “คนยากจน” ของโลกเคียงคู่กับ “คนร่ำรวย” ทรัพย์สินของ “คนยากจน” ทำให้คนรวยรวยขึ้น การที่คนยากจนไม่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทำให้คนร่ำรวยมีพลังขึ้นมาได้ ความต่ำต้อยของคนจนทำให้คนรวยหยิ่งจองหอง และการที่คนจนต้องพึ่งพาอาศัยคนรวยทำให้คนรวยมีความเป็นอิสระขึ้นมาได้ ความเท่าเทียมกันที่เกี่ยวกับการ “ลดช่องว่าง” หรือ “การตามให้ทัน” จึงเป็นเพียงนิยายลวงโลกที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเป็นจริงของการจัดองค์กรและการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความไม่เท่าเทียมกัน

ทรัพย์ร่วม

ความร่ำรวยมิได้เป็นเพียงรูปแบบเดียวของทรัพย์ แต่มีอีกหลายรูปแบบที่คนทั่วไปอาจแบ่งปันกันได้ อย่างไรก็ตามรูปแบบเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ คำว่า “ทรัพย์ร่วม” หรือในภาษาอังกฤษว่า commonwealth เป็นคำที่แปลมาจากคำภาษาละตินว่า res publica หรือ “สิ่งสาธารณะ” ทรัพย์ร่วมไม่ใช่อะไรที่มีขึ้นได้ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการแบ่งปันทางการเมืองโดยชุมชนนั้นๆ แนวคิดนี้เป็นที่รู้กันในสังคมส่วนใหญ่ในโลก และก็ยังเป็นที่รู้จักแม้ในสังคมที่เป็นทุนนิยมแบบจัดที่สุด ทรัพย์ร่วมอาจอยู่ในรูปของถนนสาธารณะ สะพาน ห้องสมุด สวน โรงเรียน วัดหรือโบสถ์ หรืองานทางศิลปะที่ทำให้ชีวิตของผู้คนทั้งหมดรุ่มรวยขึ้น ทรัพย์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปของ “สมบัติสาธารณประโยชน์” เช่น ที่ทำกินที่ใช้ร่วมกัน ป่าเขา หรือท้องทะเล หรืออาจอยู่ในรูปของงานพิธี เทศกาล งานเฉลิมฉลอง การร่ายรำ และความบันเทิงของส่วนรวมอื่นๆที่ทุกๆคนร่วมกันเฉลิมฉลอง โดยทั่วไปแล้ว ชุมชนที่เลือกเน้นหนักที่สหทรัพย์และการใช้ทรัพย์นี้ร่วมกัน ก็มักจะปลูกฝังการประมาณตนในการบริโภคส่วนบุคคลไปพร้อมกันด้วย

การรวบเอาโลกทั้งหมดมาอยู่ภายใต้มาตรวัดเดียวกัน เพื่อให้ชุมชนทุกรูปแบบยกเว้นรูปแบบเดียวเท่านั้นต้องกลายเป็นชุมชนที่ด้อยค่า ด้อยพัฒนา ไม่เท่าเทียมและน่าสงสาร เป็นการกระทำที่ทำให้เราเสมือนหนึ่งตาบอด การกำจัดการใช้มาตรวัดประเภทนี้ออกไปจากจิตใจทำให้เรามองเห็นโลกในแง่มุมใหม่ที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน และทำให้เราเห็นว่า ความเป็นไปได้มิได้มีเพียงสองเท่านั้น คือการพัฒนาหรือการไม่พัฒนา แต่จริงๆแล้วมีหนทางมากมายหลากหลายที่เป็นไปได้ในการจัดระเบียบชุมชน การกลับมาค้นพบคุณค่าต่างๆในชุมชนเหล่านี้มิได้หมายความว่า เราค้นพบคุณค่าในความยากจน แต่พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยถูกเรียกว่า “จน” แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบอีกรูปหนึ่งของความมั่งคั่ง คำว่า “prosper” ในภาษาอังกฤษ (ละตินว่า pro spere ) มีความหมายดั้งเดิมว่า “เป็นไปตามความหวัง” การที่ผู้คนจะมั่งคั่งอย่างไรและเมื่อใดนั้น ขึ้นกับว่าเขาหวังอะไร และความมั่งคั่งจะกลายเป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจไปก็ต่อเมื่อเราล้มเลิกหรือทำลายความหวังทั้งหมดนอกจากความหวังทางเศรษฐกิจเท่านั้น

ถ้าทรัพย์เป็นผลผลิตส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ชุมชนต่างๆอาจเลือกทางเดินต่างๆกันเกี่ยวกับว่าส่วนเกินนี้ควรจะทำอย่างไร หรืออยู่ในรูปแบบใด ส่วนเกินอาจอยู่ในรูปแบบของการบริโภคส่วนบุคคลหรือในงานสาธารณะ หรืออาจอยู่ในรูปของการลดภาระการทำงาน หรือการใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสรรค์ในงานศิลปะ การเรียน การฉลอง หรือในงานพิธีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเลือกทางการเมือง ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ถ้าเราคิดว่าทางเลือกทางการเมืองคือการตัดสินใจขั้นพื้นฐานในชุมชนเกี่ยวกับว่า ทรัพย์สินหรือผลผลิตในชุมชนนั้นจะแบ่งปันกันอย่างไร ถ้ากฎเกณฑ์ของการแบ่งปันคือการให้ผลผลิตแก่ทุกคนตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เราก็จำต้องเข้าใจด้วยว่ามีหลายชุมชนในโลกที่จัดระเบียบชุมชนของตน เพื่อให้ผืนดินได้สิ่งที่มันควรได้ ท้องทะเลได้สิ่งที่มันควรได้ ป่าได้สิ่งที่ควรได้ ปลา นก และสัตว์ทั้งหลายก็ได้สัดส่วนของตนด้วย สำหรับชุมชนเหล่านี้ซึ่งได้ให้ผลผลิตส่วนเกินแก่ผืนดินแล้ว ความยากจนข้นแค้นที่เขาดูเหมือนจะประสบอยู่ แท้ที่จริงแล้วเป็นความร่ำรวยอย่างยิ่งที่อยู่ในรูปของผลผลิตส่วนเกินปริมาณมากและทรัพย์ร่วมขนาดมหาศาล การจับคู่กันระหว่างแนวคิดโบราณเรื่อง ทรัพย์ร่วมž และแนวคิดปัจจุบันเกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” ที่กำลังเกิดขึ้น (หรือเกิดขึ้นมาใหม่) อาจก่อให้เกิดนิยามใหม่ที่เป็นประโยชน์ว่า ทรัพย์ž นั้นแท้ที่จริงคืออะไร

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าความไม่เสมอภาคไม่ใช่ปัญหาในโลกปัจจุบัน ความไม่เสมอภาคยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม แต่เป็นปัญหาของ isos [ความไม่เท่ากัน] ไม่ใช่ homoios [ความเป็นเนื้อเดียวกัน] ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่ประสบอยู่เป็นปัญหาที่เรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่การทำให้ผู้คนทั้งหมดในโลกมีลักษณะเหมือนกันหมดสิ้น จนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกเพียงระบบเดียวและวัฒนธรรมเพียงวัฒนธรรมเดียว กล่าวสั้นๆก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันมิใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ถ้าจะพูดกันอย่างถูกต้องจริงๆแล้ว เศรษฐศาสตร์ไม่มีศัพท์ที่บรรยายความไม่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นปัญหา แต่มีเพียงศัพท์ที่แสดงความไม่เท่าเทียมกันตามที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ความยุติธรรมž มิใช่คำในวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าความไม่เสมอภาคเป็นปัญหา ก็เป็นปัญหาทางการเมือง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อปลดแอก

ท้ายที่สุด การวิเคราะห์ข้างต้นนี้ทำให้เราสามารถระบุตัวปัญหาของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้ ปัญหา ที่แท้จริงของความไม่เสมอภาคไม่ได้อยู้ที่ความยากจน แต่อยู่ที่ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เมื่อเป็นเช่นนี้ “ปัญหาของคนยากจนในโลก” ถ้าจะนิยามให้ถูกต้องแล้ว ก็เป็นหนึ่งเดียวกับ ปัญหาของคนร่ำรวยในโลกž ทั้งนี้ความหมายก็คือว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนยากจนอย่างขนานใหญ่เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการพัฒนา แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้านความฟุ้งเฟ้อ เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการต่อต้านการพัฒนา การเดินทางเส้นทางหลังนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ เพื่อบีบบังคับให้คนส่วนใหญ่ในโลกรู้สึกอับอายในประเพณีดั้งเดิมของตนที่นิยมการบริโภคเพียงพอควร แต่เป็นการเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ที่จะบีบบังคับให้คนร่ำรวยเกิดความละอายใจและความอดสูต่อนิสัยในการบริโภคอย่างไร้ขอบเขตและไร้ยางอาย รวมทั้งให้เห็นความน่าทุเรศของการยืมจมูกคนอื่นหายใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยได้ เราอาจกลับไปที่ภูมิปัญญาของอริสโตเติลอีกครั้งหนึ่ง อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า

อาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้กระทำในนามของความอดอยาก แต่ในนามของความฟุ่มเฟือย มนุษย์มิได้กลายเป็นทรราชเพียงเพื่อที่จะหลีกหนีจากความเหน็บหนาว (Politics 1267a)

บรรณานุกรม

เป็นไปได้ว่าการยืนยันครั้งแรกเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมืองอยู่ในสุนทรพจน์ของเพริคลีสที่กล่าวในงานศพ (Funeral Oration) ซึ่งธูซิดิดีสได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง “สงครามเพโลพอนนีเซียน” (The Peloponnesian War, Crawley tr., with intro. by John H. Finley, Jr., New York: Modern Library, 1951) ในสมัยนี้หลายคนเริ่มลืมไปว่า ถ้อยคำของเพริคลีสนี้กล่าวขึ้นในการเล่าเรื่องว่าความเท่าเทียมกันในความหยิ่งผยองนำความหายนะมาสู่ชาวเอเธนส์อย่างไร เพลโตในงานเรื่อง อุตมรัฐ (The Republic, New York: 1968 ผมแนะนำฉบับแปลของ Harold Bloom แต่ไม่จำเป็นว่าผมจะแนนำบทความอธิบายของเขา) ได้สร้างนครรัฐในอุดมคติไว้บทพื้นฐานของความไม่เสมอภาคที่เฉียบขาด และเสียดสีระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคแม้แต่แก่สัตว์ การอภิปรายอย่างจริงจังและเป็นวิชาการเกี่ยวกับความเสมอภาคเริ่มต้นที่อริสโตเติล (Politics, London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1932, book II; Nicomechean Ethics. London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1926, Book V)

คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ (ในงานเขียนต่างๆ โดยเฉพาะ The World Turned Upside Down, Penguin, 1972) ให้ภาพอันเจ่มชัดของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันและอิสรภาพในการปฏิวัติอังกฤษ โดยเขียนจากมุมมองที่เข้าข้างฝ่าย Diggers เชื่อได้ยากว่าเขาเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แหล่งรวบรวมเอกสารที่เชื่อถือได้และหาได้ง่ายจากสมัยนั้นคือหนังสือที่ David Wootton เป็นผู้รวมรวมและตรวจชำระเรื่อง (Divine Right and Democracy, Penguin 1986) โธมัส ฮอบส์ ซึ่งหวาดกลัวเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก (Leviathan, Michael Oakeshott, ed., intro. by Richard S. Peters, New York and London: Collier, 1962) ได้พัฒนาแบบจำลองที่เป็นที่รู้จักกันดี เกี่ยวกับว่าความเสมอภาคอย่างที่เป็นความเสมอเหมือนจะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางอำนาจอย่างสมบูรณ์ นักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยปฏิวัติปี 1688 ในอังกฤษคือจอห์น ล็อค (Two Treatises of Government, ed. with intro. by Peter Laslett, London: Cambridge University Press, 1963) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่จับเอาการปฏิวัติเรื่องความเสมอภาคยัดใส่กล่อง แล้วดึงเอาชนชั้นกฎุมพีของอังกฤษออกมาด้วยฝีมือยอดมายากล

ผู้ที่โจมตีความไม่เสมอภาคที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีผู้กระทำมาคือ ฌอง ฌาค รุสโซ (“A Discourse on the Origin of Inquality” in The Social Contract and Discourses, tr. with intro. by G. D. H. Cole, New York and London: Everyman, 1950.) ข้อเขียนของรุสโซนี้มีพลังเทียบเท่ากับสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงโดยผู้จัด la conspiration des equaux ซึ่งได้แก่กรัคคุส บาเบอฟ (The Defense of Graccus Babeuf Before the High Court of Vendome, New York: Schocken, 1972) ในหนังสือที่กล่าวได้ว่าเป็นการการวิพากษ์ความคิดเกลียดชังผู้หญิงของรุสโซ ซึ่งรังเกียจและปฏิเสธสถานะของผู้หญิง เช่นเดียวกับที่สภาปฏิวัติฝรั่งเศสที่ไม่รวมเอาผู้หญิงเข้าไว้ด้วยในการปฏิวัติ เมรี่ โวลสโตนครอฟ์ (A Vindication of the Rights of Woman, Carol H. Poston ed., New York and London: Norton, 1975) ได้วางรากฐานสำหรับอนาคตของการมีสิทธิเท่าเทียมกันของผู้หญิง และในสมัยเดียวกัน โรเบิร์ด เบิร์น ได้เขียนบกกวีอันยิ่งใหญ่ เรื่อง A Man’s A Man for A’ that [ยังไงๆ คนก็เป็นคนอยู่นั่นแหละ!] ก็เป็นบทกวีที่นำมาอ่านหรือขับร้องได้ทุกโอกาส

บทวิเคราะห์อันชาญฉลาดของ จอห์น รัสกิ้น เกี่ยวกับ “จน” “รวย” (Unto This Last, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967) จางหายไปเมื่อเขาสรุปอย่างอ่อนๆว่า คนรวยควรช่วยเหลือคนยากจนมากขึ้น ในทางตรงข้าม วิลเลียม มอร์ริส (News from Nowhere, in G. D. H. Dole, ed., William Morris, London: Nonesuch Press, 1948) ได้วาดภาพเมืองในฝันซึ่งเป็นเพียงเมืองเดียวที่ประสบผลสำเร็จในการวาดภาพความหลายหลายของวัฒนธรรมและความเท่าเทียมในงานชิ้นเดียวกัน

นักประวัติศาสตร์ชาวอเมิรกันคือ เฮนรี่ อดัมส์ได้ให้นวนิยายเรื่องหนึ่งแก่เรา (Democracy, New York: New American Library, 1961 [orig. 1880]) ซึ่งเปิดเผยถึงความต้องการได้ความไม่เสมอภาคที่อยู่ในใจของทุกคน ภาพของอเล็กซิส เดอ ทอคเคอร์วิลล์เกี่ยวกับต้นทุนในด้านภูมิปัญญา วัฒนธรรมและจิตใจของความเสมอภาคในฐานะที่เป็นความเสมอเหมือนในสังคมสหรัฐฯเอาไว้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นบทวิเคราะห์ที่ยังไม่มีใครทำได้เทียบเท่า งานเขียนอันมีอิทธิพลเกี่ยวกับเรื่องการบริโภคแบบโอ้อวด ซึ่งเขียนขึ้นในลีลาอันทรงพลัง คืองานของธอร์สตีน เวเบลน (The Theory of the Leisure Class, New York: Mentor, 1953) บทความดีเยี่ยมสองบทที่ได้ให้ภาพรวมของการถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสมอภาคในปัจจุบัน คือบทความของ จอห์น เอช. ชารร์ (“Some Ways of Thinking About Equality” และ “Equality of Opportunity and Beyond,” ทั้งสองนี้อยู่ใน Schaar, Legitimacy and the Modern State, New Brunswick and London: Transaction, 1981)

เอกสารสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดว่าการพัฒนาจะนำมาซึ่งความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศคือ ประกาศการจัดตั้งระเบียบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (UN General Assembly Declaration 3201 [S-VI]) เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปไม่ได้ของการกระทำดังกล่าวภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โปรดดู อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์ (Latin America: Underdevelopment or Revolution, New York: Monthly Review Press, 1969) ซาเมอร์ อามิน (Unequal Development, New York: Monthly Review Press) และ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (World Inequality, Montreal: Black Rose Books, 1975)

มีงานเขียนเป็นอันมากที่ว่าด้วยการที่ความไม่เสมอภาคทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ต้องพิกลพิการไป และการที่ความไม่เสมอภาคนี้ทำให้ความพิการดังกล่าวดำรงอยู่ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเพียงสองงานคือ โดโรธี ดินเนอร์สไตน์ (The Mermaid and the Minotaur, New York: Harper, 1976) และ ฟรานซ์ เฟนอน (The Wretched of the Earth, Constance Farrington, ed., New York: Grove, 1966)

ที่มา:http://philoflanguage.wordpress.com

ผู้หญิงชอบเล่าผู้ชายชอบฟัง

คุณ..ที่คิดถึง

คุณอาจจะแปลกใจ หรือจะไม่แปลกใจเลย ถ้าพบจดหมายฉบับนี้ของฉัน ฉันแค่อยากเล่าอะไรบางอย่างให้คุณฟังค่ะ มีเรื่องมากมายที่ฉัน ยังไม่เคยเล่าให้คุณฟังเพราะนอกจากรู้จักกันอย่างผิวเผินแล้ว เราสองคนแทบจะไม่รู้จักกันเลย แปลกใจไหมคนไม่รู้จักกัน จะเขียนจดหมายหากันได้อย่างไร อย่าไปคิดสงสัยหาคำตอบเลยค่ะ มนุษย์เกิดมา ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้มาสงสัยอะไร ที่ไร้เหตุผล เหมือนถ้ามีใครสักคนถามฉันว่า” เราเกิดมากันทำไม?” ฉันก็คงตอบแบบไม่ต้องคิดว่า”เกิดมาเพื่ออยู่ให้ได้กับความหลากหลาย ยังไงล่ะ ถ้าสงสัยว่าความหลากหลายคืออะไร ก็ลองออกไปใช้ชีวิตดู” เป็นไงคำตอบฉัน ตอบแบบไม่คิดอะไร ไม่ต้องสงสัยในที่มา เท่ซะไม่มี

เมื่อวานฉันไปดูหนัง หนังเรื่อง 30 ยังแจ๋ว แหมคุณอาจจะค่อนขอดฉันว่า ดูหนังเข้ากับอายุ แต่ขอโทษนะเกินอายุค่ะ ฉันมัน 30 ปลาย ๆ ใกล้หลักสี่แล้ว แต่หัวใจก็ยังเยาว์เสมอนะ เลิกพูดเรื่องอายุดีกว่า ไข้จะขึ้น เอิ้ก ~ หนังก็เปิดเรื่องได้น่ารักดีค่ะ เป็นปาร์ตี้วันเกิด ฉลอง 31 ขวบของนางเอก และเป็นความบังเอิญดังนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง ที่ทำให้พระเอกมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน และปิ๊งนางเอก ตั้งแต่แรกพบ(ก่อนจะบอกตอนท้ายว่า ทั้งสองเคยเจอกันข้างเดียวมาก่อน เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) พระเอกอายุ 23 ในปัจจุบัน ในเรื่องพระเอกต้องตามติดนางเอกมาก จนเพื่อนๆเรียกพระเอกว่า เด็กพยาธิ น่าเอ็นดู จริง ๆ หนังก็ดำเนินเรื่องตามสูตรของหนังรักทั่วไปค่ะ ที่ต้องเขียนบทให้นางเอกต้องมีความขัดแย้งทางอารมณ์สูง เพราะนางเอกมีแฟนแล้วเป็นนักบินที่ยังชื่นชอบชีวิตอิสระ ยังไม่อยากผูกมัดหรือแต่งงานตอนนี้ เพราะคิดว่า การแต่งงานคือกรงขังอิสรภาพ จะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้ไปในสถานที่ที่อยากไป และกลัวว่าต้องรับผิดชอบคนที่ตัวเองรักมากกว่าที่จะทำได้ เป็นความกลัวของชายหนุ่มทุกคนค่ะ มากน้อยตามแต่ประสบการณ์รอบข้างที่พบเจอ ในอารมณ์ร่วมของผู้หญิง ฉันนึกสงสารนางเอกจับใจ พอมาเจอเด็กหนุ่มที่ทุ่มเทความรักให้อย่างท่วมท้น จึงเกิดอาการไขว่เข้ว ใจคนค่ะไม่ใช่ก้อนหินมีเลือดมีเนื้อมีความรู้สึก แต่นางเอกก็ทนใจแข็งปฏิเสธพระเอก ไปทั้งหมด 3 ครั้ง ในการสารภาพรัก นึกไปนึกมาทำให้นึกถึงหนังเรื่องเรื่องหนึ่งที่พ่อพระเอกสอนว่า เวลาจีบสาวให้เป็นผู้ชายนับสาม ถ้าเกิดว่าสามครั้งแล้วถือว่าแห้ว หาคนใหม่ แต่พระเอกเรื่องนั้น สำเร็จในครั้งที่สามพอดีค่ะ ต่างจากเรื่องนี้ กว่าที่พระเอกจะจีบนางเอกติด ก็ครั้งที่ 4 และเรื่องราวก็จบลงตรงที่นางเอกรู้ตัวแล้วว่า พระเอกคือคนที่ใช่..ในตัวบทแล้วเรื่องนี้จะเน้นที่อารมณ์ของนางเอกมากหน่อยค่ะ พระเอกแทบจะไม่สำคัญเลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีบทบาทเสียที่เดียว ถ้าจะให้จัดอันดับ ฉันขอให้เป็นหนัง 3 ดาวครึ่งที่ดูได้ค่ะ ไม่กระชากอารมณ์มากเพราะอะไรก็ไม่รู้ค่ะ แต่ก็ชอบในระดับหนึ่ง แอบน้ำตาซึมบางประโยคเหมือนกัน ก่อนจบขอยกตัวอย่างบางประโยคนะคะ ตอนที่นางเอก เอาลูกชิ้นไปให้หมาจรจัด แล้วพระเอกที่ตามสะกดรอยตามนางเอกมา ออกมาคุยด้วย ชอบประโยคหนึ่งของพระเอกค่ะ ติดหูมาถึงวันนี้ พระเอกบอกว่า” พี่จ๋า ทำไมพี่ไม่หาปลอกคอมาใส่ให้มัน คนเขาจะได้รู้ว่ามันเป็นหมามีเจ้าของ ไม่ทำร้ายมัน พี่เอาลูกชิ้นมาป้อนให้มันทุกวันอย่างนี้ มันก็รักพี่แล้ว พี่ไม่เสียใจเหรอ ถ้ามีคนมาอุ้มมันไปก่อน” ซึ้งค่ะ น้ำตาไหลไม่รู้ตัว ไม่รู้เข้าใจจิตใจ พระเอก หรือเข้าใจจิตใจนางเอก หรือเข้าใจจิตใจของ”หมาจรจัด”มากกว่ากัน..วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ ไว้วันหน้าฉันจะมาเล่าเรื่องอื่นให้ฟังใหม่ ฉันเป็นคนชอบเล่าค่ะ ถ้าคุณจะชอบฟัง…รักษาสุขภาพนะคะ ฉันเอง..

 

100 สิ่งดีดี “ที่ควรมีตลอดชีวิต”

( 1 ) เอาใจเขามาใส่ใจเรา
( 2 ) เชื่อมั่นตัวเอง
( 3 ) อย่ามองคนที่หน้าตา
( 4 ) กล้าคิด พูด และทำ
( 5 ) เมื่อมีเรื่องจงหมั่นปรึกษาผู้อื่น
( 6 ) และจงเป็นที่ปรึกษาให้ผู้อื่นด้วย
( 7 ) อย่าโกหกกับเรื่องที่คุณคิดว่าผิด
( 8 ) ไว้ใจบุคคลที่สมควรไว้ใจ
( 9 ) เปิดใจให้กว้าง
( 10 ) มองการณ์ไกล
( 11 ) วางแผนอนาคต
( 12 ) อย่าโทษตัวเอง
( 13 ) มีความรับผิดชอบ
( 14 ) ตอบแทนเมื่อได้รับ
( 15 ) ให้ในสิ่งที่ผู้อื่นอยากได้หรือไม่มี
( 16 ) อย่าใช้อารมณ์ แต่จงใช้ความคิด
( 17 ) คิดถึงส่วนรวมให้มาก
( 18 ) ดูแลตัวเองให้เป็น
( 19 ) รู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี
( 20 ) อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า
( 21 ) อย่ารู้ค่าสิ่งที่อยู่กับเราต่อเมื่อเราสูญเสียมันไปแล้ว
( 22 ) จงรู้ตัวอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังทำอะไร
( 23 ) ที่ทำอยู่มีผลดี / เสีย มีประโยชน์ / ไร้ประโยชน์
( 24 ) อย่าวัวหายแล้วล้อมคอก
( 25 ) ให้อภัยแก่ตนเอง และ ผู้อื่น
( 26 ) อย่าเก็บอดีตมาทำร้ายตัวเอง แต่จงหัดที่จะเรียนรู้จากมัน
( 27 ) คนไม่ผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไร
( 28 ) ได้หน้าอย่าลืมหลัง
( 29 ) คุณไม่ใช่พระเจ้า อย่าคิดซ่อมความรู้สึกที่เสียไปแล้ว แต่จงวางแผนที่จะดูแลไม่ให้มันเสีย
( 30 ) อย่าอ่านข้อความที่มีประโยชน์ผ่านๆ
( 31 ) อ่านแล้วคิด คิดแล้วทำ หมั่นพัฒนาตนเอง
( 32 ) รู้จักแบ่งเวลาและหน้าที่
( 33 ) ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมบ้าง
( 34 ) อย่าเห็นแก่ตัว
( 35 ) อย่ารอคอยในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
( 36 ) อย่ากลัวในสิ่งที่ตนสามารถสู้ หรือ เปลี่ยนแปลงมันได้
( 37 ) กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ หัดเติมให้คนอื่น แล้วเขาจะกลับมาเติมให้คุณเอง
( 38 ) เพื่อนไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันก็คุยกันได้
( 39 ) อย่าคิดว่าเขาไม่โทรมา ถ้าคุณก็ไม่เคยโทรหาเขาเช่นกัน
( 40 ) จงเป็นฝ่ายให้มากกว่าฝ่ายรับ
( 41 ) ดูแลบิดา มารดาให้ดี คุณมีโอกาสรีบทำซะก่อนจะไม่มี
( 42 ) อย่าเสียใจกับสิ่งที่เลวร้ายหรือสูญเสียไปแล้ว
มันไม่กลับมาแต่คุณสามารถทำมันใหม่หรือเรียนรู้จากมันได้
( 43 ) คำพูดเมื่อพูดออกไปแล้ว ไม่สามารถเรียกกลับได้
( 44 ) อย่าทุ่มเทกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์
( 45 ) คำพูดให้กำลังใจคนได้ ปลอบใจได้ ยุให้ทะเลาะกันได้
ทำให้เสียความรู้สึกได้ จงรู้ที่จะพูด
( 46 ) ชีวิตไม่ใช่เกม พลาดแล้วเริ่มใหม่หรือกดโหลดได้
( 47 ) หาจุดหมายให้กับชีวิต
( 48 ) เครียดได้ แต่เครียดให้เป็น
( 49 ) ถ้างง เขียนหนังสือได้แต่เขียนให้เป็นภาษา
( 50 ) วันๆหนึ่งคุณทำอะไรไปบ้างที่ไม่ใช่กิน นอน เล่น
( 51 ) ไม่มีหมอคนไหนรอให้คนไข้จะตายแล้วค่อยช่วยหรอกนะ
( 52 ) เพื่อนคุณก็เช่นกันอย่าปล่อยให้เขา เครียดจนจะตายแล้วถึงไปถามหรือดูแล
( 53 ) ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร ให้มันพักผ่อนซะบ้าง
( 54 ) คุณซื้อนาฬิกาได้..แต่คุณซื้อเวลาไม่ได้
( 55 ) ตอนนี้มีใครคอยคุณอยู่รึเปล่า ? ถ้ามีกลับไปหาซะ
( 56 ) ตอนนี้คุณคอยใครอยู่รึเปล่า ? จะคอยอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ? ทำอะไรซะบ้าง
( 57 ) อย่ากล่าวคำว่าขอโทษบ่อย มีอะไรดีๆตั้งหลาย
อย่างที่ทำแล้วไม่ต้องตามขอโทษ
( 58 ) ตอนคุณลำบากคุณคิดถึงใคร ? คุณอยากให้ใครช่วยเหลือ ?
( 59 ) ตอนนี้คุณสบายอยู่ ? แล้วคนที่คุณเคยขอ ความช่วยเหลือล่ะ ? หมดประโยชน์ ?
( 60 ) ไม่ใช่ ? แล้วไง ?? ต้องให้บอกต่อมั้ย
( 61 ) ทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีความสุข แต่อย่าบนทุกข์ของผู้อื่น
( 62 ) ตอนที่คุณกำลังอ่านประโยคนี้ จงรู้ไว้ซะว่าคุณเป็นมนุษย์ และยังมีชีวิตอยู่
( 63 ) ใครเป็นคนทำให้คุณมีชีวิต ? ตอบแทนเขาบ้างหรือยัง ?
( 64 ) ไม่ต้องรอให้ถึงวันพิเศษใดๆ แค่เข้าไปบอกว่ารักเขาก็เพียงพอแล้ว
( 65 ) อย่ารอให้ถึงวันเกิดเพื่อน ถึงจะได้คุยกันหรือให้ของขวัญกัน
( 66 ) ไม่มีกฎหมายใดห้ามให้ของขวัญในวันธรรมดา
( 67 ) ถ้าเป็นคุณอยู่ดีๆมีเพื่อนเอาขนมมาให้ คุณจะรู้สึกดีไหม ? หรือว่าดูที่ราคาขนม ?
( 68 ) เหล้าทำให้คุณลืมได้ตอนเมาแอ๋ แต่เพื่อนแท้ทำให้คุณลืมเรื่องร้ายๆได้ตลอดชีวิต
( 69 ) อย่าคิดว่าตนเองไม่มีเพื่อนหรือไม่มีใคร อย่างน้อยๆถ้าคุณได้อ่านข้อความนี้
จงรู้ไว้ว่าคุณยังมีผู้เขียนอีกคน
( 70 ) อย่าคิดว่าตนเป็นคนที่โชคร้ายที่สุด และอย่าคิดว่าตนเองเป็นคนที่โชคดีที่สุด
( 71 ) อย่าพูดคำว่าไม่มาเป็นเราไม่รู้หรอก ถ้าคุณก็ไม่รู้เรื่องของเขาเช่นกัน
( 72 ) เหนื่อยแล้วพักซะเถอะ อย่าฝืนอ่านต่อเลย คนเขียนดีใจมากแล้วที่คุณอ่านถึงตรงนี้
( 73 ) อย่าคิดว่าคนดีไม่มีในสังคม เพราะคุณก็เป็นคนเพียงแต่คุณยังไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง
( 74 ) ปริศนาในเกมคุณแก้ได้ แล้วทำไมปริศนาในชีวิตคุณแก้ไม่ได้ ในเมื่อบทสรุปก็อยู่ในตัวคุณ ?
( 75 ) คุณมองเพชรมองที่ความงามภายใน หรือป้ายราคาข้างนอก ?
( 76 ) ถ้าคุณกินอาหารเหลือ ลองนึกถึงเด็กที่ไม่มีอันจะกิน
( 77 ) มีเรื่องราวอีกมากมาย ที่ไม่ได้เขียนอยู่ในหนังสือลองค้นคว้าดูจะรู้
( 78 ) ลูกธนูที่ถูกปล่อยออกจากหน้าไม้ อันตรายน้อยกว่าหอกที่แทงมาจากข้างหลัง
( 79 ) การถูกหักหลังเป็นสิ่งที่เจ็บปวด อย่าให้มันเกิด
( 80 ) ทำยังไง ?? ต้องขโมยขึ้นบ้านก่อนถึงไปดูแลรั้วบ้านใช่มั้ย ??
( 81 ) ทำใจกับสิ่งต่างๆล่วงหน้าไว้บ้างก็ดี
( 82 ) จะยกตัวอย่างให้ สมมุติคนที่คุณรักจากไปตอนนี้ คุณคิดว่าคุณทำอะไรให้เขาบ้างหรือยัง ??
( 83 ) อย่าตอบว่าทำยังไงก็ตอบแทนไม่หมด ขอถามว่าทำรึยัง ? ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ?
( 84 ) คุณทำใจได้แล้วหรือถ้ามันเกิดอะไรขึ้น ? คุณไปร้องไห้ข้างโลงศพ ยังไงเขาก็ไม่ฟื้นหรือได้ยินหรอกนะ ?
( 85 ) ตัวคุณมีคุณค่าอยู่แล้ว อยู่ที่คุณรู้จักดึงมันออกมาใช้ได้รึเปล่า ??
( 86 ) หัดคุยกับตัวเองซะบ้าง แล้วจะรู้ว่ามีอะไรอีกมากที่คุณไม่รู้ ?
( 87 ) ร่างกายใช้มากี่ปีแล้ว เคยดูแลมันบ้างรึเปล่า ? หรือเอาไว้เพื่อให้วิญญาณมีที่สิงสถิตย์
( 88 ) การใส่เสื้อสวยๆ ไม่ช่วยให้ร่างกายดีขึ้นหรอกนะ ที่ดีขึ้นคือบุคลิกต่างหาก
( 89 ) หาความสุขของตัวเองให้เจอ หัดมีความสุขซะบ้าง อดีตเราลืมไม่ได้แต่เลิกคิดได้
( 90 ) ลองทำอะไรบ้าๆดูบ้างก็ดี อย่ายึดติดกับอะไรนักเลย
( 91 ) ผู้เขียนไม่ใช่คนรู้อะไรมากมาย ไม่ได้มาโชว์ว่าตัวเองอวดรู้ แต่อยากให้คุณได้รู้อะไรไว้บ้างก็ดี
( 92 ) สิ่งที่คุณปล่อยผ่านๆไปในชีวิต หรือ เรื่องที่คุณเห็นว่าไม่สำคัญ กลับมาดูแลตรงนั้นบ้างก็ดี
( 93 ) อย่าไว้ใจใครเกินไป ไม่ได้สอนให้ระแวงไม่ไว้ใจใคร แต่ระวังไว้บ้างก็ดี
( 94 ) อย่าตามเพื่อนนัก กินเหล้ากิน เล่นไพ่เล่น เที่ยวหญิงเที่ยว
( 95 ) ยาเสพย์ติดทุกชนิด อย่าคิดจะลองเด็ดขาด
( 96 ) อย่าทำตามเพราะเพื่อนทำกันหมด ร่างกายเขากะร่างกายเราคนละร่างกายกัน แน่นอนจิตใจก็เหมือนกัน
( 97 ) ผู้ชายยังไงก็คือผู้ชาย ผู้หญิงก็คือผู้หญิง
( 98 ) บางครั้งการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
( 99 ) ไม่มีมิตรถาวร และ ศัตรูที่แท้จริง
( 100 ) จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อตัวเราเอง คนที่เรารัก และคนที่อยู่รอบกายเรา
 
ปล. ก๊อปไมค์มาจากเน็ตค่ะ เห็นว่าน่าสนใจดี
เราไม่ได้ก๊อปปี้น๊า…ห้ามดราม่า ฮ่าฮ่า^ ^

สุด..สุด..ที่สุดของที่สุด…

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง
เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม)
หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย…… ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ
อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…..
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น …… จากนี้ไป …… ขอให้พวกเรา
อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ …… โอกาสที่พิเศษสุด…… แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ….. อยาก …
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น …….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า ……. สักวันหนึ่ง …….. ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…

เจ็บ..และ..ชินไปเอง

การลืมคนที่เรารักมาก ที่สุด 
อาจดูยากเย็นเกินทำใจ 
แต่การเอาชนะใจตัวเองให้ได้ 
ยาก เย็นกว่า…แต่ต้องทำ 

แม้คนเคยรักเคยผูกพันกันมา 
จะยังมี เยื่อใยบาง ๆ หลงเหลืออยู่ 
แม้ภาพเก่า ๆ ที่เคยหวานชื่น 
จะตามหลอก หลอนให้เราปวดใจอยู่เรื่อย ๆ 
แต่เราจะยอมปล่อยให้สายใยบาง ๆ เส้นนั้น 
มา รัดคอจนตายทั้งเป็นเลยเชียวหรือ 

แม้ว่าหัวใจจะ เป็นก้อนเนื้อที่มีความรู้สึกรู้สาก็เถอะ 
แต่ถ้าตราบใดหัวใจยังคงอยู่ใน ร่างกายเรา 
ยังเต้นเป็นจังหวะ 
และยังเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ช่วยทำ ให้เรามีชีวิตอยู่ 
การเก็บรักษาก้อนเนื้อที่มีความรู้สึกรู้สานั้นไว้ 
ยัง ดีเสียกว่าปล่อยให้แหลกคามือคนไม่รักดี 

อย่ามัวแต่คิดว่าเขาคือที่ สุดของชีวิต 
และต่อจากนี้ไปจะไม่รักใครอีกแล้ว 
แม้เรื่องราวความรัก 
จะกลายเป็นเรื่องเล่าที่ตัวละครสองตัวต่างแยกทางกันเดิน 
แต่ก็ใช่ ว่าเราจะเดินทางเพียงคนเดียวลำพังไม่ได้ 
เรายังสามารถพบเจอและมอบหัวใจ ให้ใครได้อีก 
เรายังลืมตาอ้าปากได้สบาย 

ไม่จำเป็นว่าเราจะต้อง เอาชีวิตอันแสนมีค่า 
ไปผูกติดอยู่กับเขา 
ไม่อยากลืมเขา ก็ไม่ต้องลืม 
เก็บเขาไว้เป็นความทรงจำที่ดี 
แต่ถ้าการที่ไม่สามารถ ลืมเขา 
แล้วกลายเป็นบ่วงที่คอยติดตามหลอกหลอนเราไปทุกที่ 
ลืมเขาให้ หมดจากใจเสียเถอะ 

เขาเป็น เทวดาหรือก็เปล่า 
ทำไมเราถึงยังไม่กระชากชีวิตเขาออกไปจากใจเสียที 
ลอง นึกดูสิว่าป่านนี้เขากำลังทำอะไร 
เขากำลังหยิบรูปเราขึ้นมากอดแนบอก 
ด้วย ความพิศวาสอย่างนั้นหรือ 
เขาอาจจะกำลังอยู่กับใครที่ไหนสักแห่งหนึ่งก็ เป็นได้ 
เขามีสิทธิ์ทำอะไรที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ 
ทำโดยไม่จำเป็น ต้องบอกเรา ไม่จำเป็นต้องมีเรา 
ไม่เห็นต้องเสียเวลาอันมีค่ามานั่งคิด ถึงเรา 
ซึ่งก็เป็นแค่คนในอดีต 

 

ความจริงแล้วเป็นเพราะเรายังงมงาย 
เพราะเรายังไม่อยากลืมเขา ต่างหาก 
อย่าปล่อยให้โลกหมุนเอาตัวเรา 
ไปติดอยู่กับเรื่องราวในอดีต เลยดีกว่า 
ลุกขึ้นมาหมุนโลกด้วยมือของเราเองเถอะ 
ทุกอย่างในตอนนี้ ขึ้นอยู่ที่เราเพียงคนเดียวเท่านั้น 
เราหมุนโลกให้ไปทางซ้าย มันก็จะไปทางซ้าย 
เราหมุนให้ไปทางขวา มันก็จะไปทางขวา 
ขอเพียงแค่ เราอย่าหมุนให้มันกลับไปทางเดิมทางนั้นเป็นใช้ได้ 

เก็บทุก สิ่งทุกอย่างที่เป็นเขาให้กลายเป็นอดีต 
เป็นความทรงจำเก่า ๆ ที่ไม่ควรเอามาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
การที่เรายังงมงายคิดถึงเขา 
จะทำ ให้เราไม่สามารถก้าวขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ 
ถ้ายังไม่ยอมลืมตา ตื่นขึ้นมาดูว่าอะไรคือความจริง 
อะไรคือภาพลวง อะไรคือความฝัน 

บอก ได้เลยว่า 
เรากำลังจะก้าวพลาด step ชีวิตที่สูงขึ้นไปอีกขั้น 
ที่ ตรงนั้นอาจมีอะไรดีๆ รอเราอยู่ 
ขอแค่เรากล้าหาญที่จะเดินเข้าไปหา 
และ ไม่พกพาเอาเรื่องเก่า ๆ ติดตัวไปด้วย 

ถ้าเราทำได้ 
ก็ถือได้ว่า เรากำลังยกระดับจิตใจตัวเองให้สูงขึ้น 
เมื่อไรที่เราได้ไปยืนอยู่ตรงจุด ที่มันสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน 
พรุ่งนี้ก็ย่อมที่จะยืนอยู่สูงกว่าวันนี้ 

 

อย่า ร้องไห้คร่ำครวญฟูมฟายเพื่อใครคนหนึ่ง 
ที่ได้เดินออกไปจากชีวิตต่อไปอีก เลย 
มีส่วนได้ส่วนเสียกับเราหรือ ก็ไม่ 

จำไว้ให้ขึ้นใจว่า 
เขา คนนั้นก็เป็นได้แค่คนเคยรักที่ได้ตายจากไป 
เราเองต่างหากที่ยังมีลมหายใจ 
และยังมีชีวิตอยู่

ปล.เขา..คือใครสุดแต่ใจเธอ..อาจจะเป็นฉันคนนี้ก็ได้..?

เค้าว่ากันว่า….ขำแต่จริง

เค้าว่ากันว่า…ฮ่าฮ่าขำขำ

ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี
ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม
ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ
ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย 
ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม

 

เค้าว่ากันว่า…. 

ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ 
ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา 
ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น
ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

 

เค้าว่ากันว่า…. 

ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ 
ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย
ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
ผู้หญิงที่ไม่โง่ รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว
 
มันจริงเหรอ..บางอันตลกดีแต่ก็น่าจะจริง ฮ่าฮ่า